วันที่ 26 กันยายน 2550
วันนี้เป็นวันพุธกลางสัปดาห์ที่ 21 และนับถอยหลังไปก็คงเหลือเพียง 49 วันแล้วครับ เริ่มต้นตอนเช้าด้วยความงงเล็กน้อย เพราะตั้งเวลาในสมองเป็นของเมืองไทยมานาน 3 เช้า ดังนั้น 6 โมงครึ่งก็คือ ตี 5 ครึ่งที่บ้านเรานั่นเอง อาบน้ำแต่งตัวและมองกระจกอยู่ 2 นาน เพื่อที่จะตัดสินใจว่า โกนหนวดดีหรือไม่ ดูเหมือนโจรหรือยังน๊า จริงๆแล้วผมอยากไว้หนวดมาก แต่จิ๋มไม่ชอบ เคยคิดว่ามาอยู่ที่สิงคโปร์จะไว้หนวดให้ยาวเฟิ้มเลย แต่จนแล้วจนรอดก็ไม่สามารถไว้ได้ เพราะว่ากลับบ้านทุก 2 สัปดาห์ จิ๋มคงไม่ยอม และก็ไม่เห็นหมอที่นี่ไว้หนวดสักคน แต่ยังไงเสีย วันนี้ก็ยังไม่โกน ค่อยตัดสินใจอีกทีวันพรุ่งนี้ <p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal"></p> ผมเดินมาถึงโรงพยาบาลก็อีก 5 นาที 8 โมงเช้า ดูตารางผ่าตัดพบว่า คริสต์ ชอง มีคนไข้ผ่าตัด 2 คนในวันนี้ ซึ่งควรเป็นหน้าที่ของดันดีและอาร์ลีน แต่ดันดียังไม่กลับจากอินโดฯ อาร์ลีนก็ยังไม่เห็นหน้า ผมเลยส่ง SMS ไปหาเธอและบอกว่ามีผ่าตัด เธอตกใจมาก บอกผมว่ายังอยู่ที่บ้าน คิดว่าวันนี้จะไม่มาทำงาน และไม่คิดว่ามีผ่าตัด ผมเลยบอกเธอว่า งั้นผมเทคโอเวอร์เลยก็แล้วกัน ว่าแล้วก็ตรงดิ่งไปยังห้องผ่าตัดทันที <p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal"></p> ซึ่งผลดีก็ตกแก่ตัวข้าพเจ้าเอง เพราะว่าได้ผ่าตัด TVT-O คู่กับคริสต์ ชอง ซึ่งเขาทำได้อย่างรวดเร็ว จากนั้นก็ผ่าตัดอีกราย ซึ่งรายนี้ไม่ทราบว่าทำไมเขาจึงส่งตรวจอัลตราซาวนด์ในคนไข้ และพบว่ามีก้อนเนื้องอกที่รังไข่โดยบังเอิญ การผ่าตัดก็คิดว่าไม่น่ามีปัญหา เราตัดสินใจตัดเอาเฉพาะรังไข่ด้านซ้ายออกไปและปิดหน้าท้อง ไม่นานก็มีโทรศัพท์เข้ามาจากคุณหมอพยาธิวิทยา แจ้งว่าก้อนเนื้องอกนั้นเป็นมะเร็งชนิด granulose cell เลยต้องเปิดหน้าท้องอีกครั้ง และเชิญคุณหมอ KL Yap ซึ่งเป็นหมอมะเร็งอาวุโสของที่นี่เข้ามาช่วยประเมินต่อไป และเขาก็ให้เราตัดมดลูกและรังไข่อีกข้าง จากนั้นท่านก็เข้ามาตัดถุงไขมัน (omentum) ออก ผมชอบท่านมากครับ เพราะว่าเป็นคนใจเย็น ใจดี ท่านมี fellow ที่เรียนสาขามะเร็ง ซึ่งเป็นผู้หญิงมาจากปากีสถานมาช่วยด้วย ท่านสอนเธอทุกอย่างที่ท่านกำลังทำอยู่ งานนี้ประทับใจครับ ก็เลยได้รู้ว่าทำไมเขาจึงบอกว่าหน่วยมะเร็งของที่นี่ดีที่สุด <p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal"></p> ช่วงบ่ายก็มานั่งทำงานในสำนักงานภาควิชา กะว่าจะแก้ไขตัวเลขในงานวิจัย เพราะว่าไม่สามารถวิเคราะห์ได้เนื่องจากบางข้อมูลการลงตัวเลขอาจจะผิดพลาดไป เมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา ผมนำข้อมูลไปให้เพื่อนผม คุณหมอรัศมี ซึ่งทำงานในหน่วยระบาดวิทยาได้วิเคราะห์ แต่ไม่สามารถทำได้ ที่หน่วยนี้ เขาใช้ program R ในการวิเคราะห์ทางสถิติ เนื่องจากเป็นโปรแกรมที่ฟรี ไม่ต้องมีปัญหาเรื่องสิทธิบัตร และท่านอ.วีระศักดิ์ก็เขียนโปรแกรมไว้อย่างดี ยังไงก็ตามแต่ข้อมูลของผมยังไม่สามารถวิเคราะห์ได้ เลยต้องมานั่งแก้ไขต่อที่สิงคโปร์ (ผมวางแผนที่จะวิเคราะห์ให้เสร็จตั้งแต่ที่บ้านครับ) โชคร้ายที่วันนี้ไอชิงลาพักร้อน กอปรกับผมไม่มีโปรแกรม SPSS ในเครื่องคอมพิวเตอร์ของผม งานนี้เลยแห้วกิน เพราะว่าไม่สามารถทำอะไรได้เลยครับ เซ็งๆๆๆ <p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal"></p> ไม่นานนักก็ได้รับ SMS จากดันดี เขาบอกว่าไม่สามารถกลับสิงคโปร์ได้ เนื่องจากว่าเมื่อคืนวันจันทร์เขามีอาการชักขณะหลับ ซึ่งภรรยาเขาบอกว่าเกิดนานราวๆ 1 นาที เลยต้องอยู่ในโรงพยาบาลเพื่อหาสาเหตุ ผมเลยโทรไปคุยกับเขาทันที เขาบอกว่า อาจจะเกิดเหตุการณ์แบบนี้ครั้งหนึ่งในสิงคโปร์ ซึ่งเขาไม่คิดว่าเป็นอาการลมชัก เกิดขึ้นขณะนอนหลับ มารู้สึกตัวอีกทีก็คือเหงื่อออกท่วมตัว และตื่นขึ้นมาอาเจียน และพบว่าลิ้นถูกกัดมีเลือดออก ซึ่งเหมือนกับครั้งนี้เลย เราเลยคิดกันว่าอาการชาที่มือซ้ายของเขาน่าจะเป็นหนึ่งในอาการชักเช่นกัน (focal seizure) เขาได้ตรวจ CT scan สมอง พบว่าปกติ ตรวจคลื่นสมองไม่สามารถแปลผลได้ จึงวางแผนตรวจซ้ำในวันพรุ่งนี้ หากไม่พบสาเหตุ เขาอาจจะมาตรวจหาที่นี่ ซึ่งคาดว่าน่าจะเป็นที่ Tan Tok Seng Hospital (TTSH) ซึ่งที่นี่เป็นศูนย์โรคระบบประสาท <p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal"></p> แล้วผมก็มานั่งเศร้าอยู่คนเดียว ว่าทำไมหนอ เพื่อนผมจึงไม่สบาย ได้เพียงแต่ภาวนาว่า อย่าให้มีเหตุร้ายแรงเกิดขึ้นกับเพื่อนผมเท่านั้นเอง
ช่วยภาวนาช่วยด้วยคนค่ะ คุณหมอดันดีคงไม่ค่อยได้พักผ่อนกระมังค่ะ
สวัสดีครับอาจารย์จัน
กลับบ้ายรอบนี้ไม่ได้โทรไปหาอาจารย์เลย เพราะว่าเกรงใจ ผมเองก็ลูกติดแจครับ
เมื่อวานก็ว่าจะชวนอาจารย์กับพี่โอ๋ไปกินข้าวเที่ยง แต่ก็ติดเกรงว่าอาจารย์จะติดสอน เลยไม่ได้โทรอีก
เป็นไงครับ ตอนนี้ได้ลูบตูลลูกแล้วยัง หรือว่าลูบแต่หัวเหมือนเดิม
อ.ชัชปวิตรน่าจะกลับจากญี่ปุ่นวันนี้นะครับ
สวัสดีครับ
สวัสดีครับ อาจารย์แผ่นดินแดนไทย
ฝ่ายประชาสัมพันธ์แห่งมหาสารคาม
จนถึงวันนี้ผมยังตอบคำถามตัวเองไม่ได้เลยว่า การบันทึกทิ้งร่องรอยการเดินทางในชีวิตประจำวันนั้น ให้ประโยชน์ต่อผู้อื่นได้อย่างไร
แต่ที่ให้กับตัวเองแน่ก็คือ เป็นกระจกส่องตน ก็แค่นั้นครับ
ขอบคุณครับ
สวัสดีค่ะอาจารย์
แวะมาเยี่ยมค่ะ ช่วงนี้เป็นช่วงที่พี่ตามล่าหาผู้โชคดี(หรือโชคร้าย....ไม่แน่ใจ) เพื่อส่งเข้าประกวด fellowship อีกแล้ว ได้มาสองท่านจาก ราชวิถี และ รามา ทั้งสองหมอ มีปัญหาถามพี่มากมาย พี่ก็เลยแนะนำให้มาอ่านเอาจากบันทึกของคุณหมอนี่แหละค่ะ เดือนหน้าพี่มีโปรแกรมไปสิงคโปร์อีก 2 รอบ..... ได้เวลาอาหารทะเลแล้วค่ะ
สวัสดีครับพี่ปุ้ย (ผู้อุปการคุณ)
ดีใจจังเลยครับที่จะได้กินของอร่อยอีก ภาวนาดังๆว่าอย่าให้ตรงเสาร์ อาทิตย์เลยนะ เพราะโปรแกรมแน่นเอี๊ยด
สัปดาห์ที่ 1 และ 2 กลับบ้าน
สัปดาห์ที่ 3 มีงานเลี้ยงของโรงพยาบาล งานนี้ต้องไป เพราะบอสจองที่นั่งไว้แล้ว ปัญหาอย่างหนึ่งก็คือ งานคืนวันที่ 20 นั้น เขาให้แต่งกายชุดนักเรียนไปกันทุกคนครับ แล้วผมจะทำยังไงเนี่ย
สัปดาห์สุดท้ายก็กลับบ้านอีกหน ฮาจริงๆครับ
ครูหาญของผมพูดกับผมวันนี้ว่า เดี๋ยวนี้ fellow ของท่านมี trend ใหม่ คือการไม่สบาย ยังเหลือแต่ Thai fellow เท่านั้นที่ยังไม่ป่วย
ผมเลยบอกไปว่า ผมเป็นลมพิษเรื้อรังครับ ต้องกินเบียร์จึงจะหาย ยิ่งถ้า boss เลี้ยงด้วยแล้ว หายเป็นปลิดทิ้งแน่ๆ ท่านเลยเงียบไปเลย ครูผมท่านนี้อาบน้ำทะเลครับ
คนที่จะมาใหม่ชื่ออะไรเหรอครับ
ผมเพิ่งครูไปเมื่อตอนบ่ายนี้เองว่า พี่จะส่งคนเข้ามาประกวด 2 คน ท่านบอกว่า ท่านชื่นชม JJ Thailand ครับ (ที่ส่งควายมาทำงานที่นี่ เนื่องจากทนมือทนเท้าเหลือเกิน : อันนี้ขยายความเอง)
อ่านเรื่องเพื่อนอ.หมอแป๊ะแล้วคิดถึงเวลาป่วยนะคะ เพราะตอนไม่ป่วยเราจะคิดจะทำโน่นทำนี่ เอาอย่างนั้นเอาอย่างนี้ (ใช้ร่างกาย ใช้หัวสมองทำโดยไม่ได้คิดอะไรมาก) แต่พอป่วยปั๊บ จะคิดทุกทีเลยว่า เราต้องดูแลสุขภาพตัวเองเป็นอย่างแรกเลยนะคะ เพราะพอร่างกายป่วย เราจะทำอะไรไม่ได้เลย อะไรๆก็เอามาแลกกับร่างกายปกติสมบูรณ์ไม่ได้เลย เพราะฉะนั้นการป้องกันดีกว่าการแก้ไขแน่นอน ถ้าจะเป็นอะไรก็ควรจะเป็นเพราะเป็นเรื่องช่วยไม่ได้ มากกว่าเป็นเพราะเราไม่ดูแลตัวเองนะคะ (เกี่ยวกันมั้ยคะเนี่ย)
ชวนไปกินข้าวเที่ยงนี่ รีบตอบรับเลยค่ะ (ถ้าไม่ได้อยู่เวรเที่ยง) ท่าทางอ.หมอแป๊ะจะเชี่ยวชาญร้านอร่อย อ่านเรื่องร้านต่างๆที่อาจารย์รู้จักแต่ละร้านน่าอร่อยทั้งนั้นเลย แต่ช่วงนี้อ.จันคงจะเป็นนางห้องซะมากกว่านะคะ (เพราะอยู่ตั้งชั้น 3 เอ๊ะ หรือชั้น 4 แฟลตอาจารย์แถวนั้นน่ะ บันไดก็ยาวๆทั้งนั้นเลยค่ะ) และทั้งอ.จันและอ.ธวัชชัยเป็น vegetarian ด้วยค่ะ ต้องหาที่เหมาะๆหน่อย ไว้รออาจารย์กลับมาคงได้นัดเจอกันแน่ๆค่ะ เผลอๆทางภาคฯคงได้เชิญอาจารย์มาเป็นแขกในงานอะไรๆที่เราจัดอีกบ้างแน่ๆค่ะ
โหพี่โอ๋
เขียนตั้งยาว net หลุด อยากจะบ้าตาย เขียนใหม่ก็แล้วกัน
ว่าเรื่องป่วยแล้ว ผมเป็นเด็กขี้โรคอย่างแรงครับ
เกิดมาก็กินนมแม่ไม่ได้ ไม่รู้เพราะอะไร (สงสัยแม่กินยาดองตามคำแนะนำมากไป นี่ผมสันนิษฐานเองนะ) เลยต้องส่งไปให้ยายเลี้ยงที่เกาะสมุย เพียงเดือนเดียวก็อ้วยตุ๊บ
มาเริ่มป่วยอีกครั้งเมื่อเรียนหนังสืออยู่ชั้นป. 5 เป็นภูมิแพ้ ตาแดงบ่อยมาก ช่วงมัธยมก็ซาซาลงไป
มาเริ่มเป็นลมพิษเรื้อรังตั้งแต่ เดือนตค. 2533 ตอนนั้นเรียนปี 1 และเป็นเรื่อยมาจนกระทั่งค้นพบว่า กินเบียร์แล้วผื่นหาย และหายไปนานตั้งแต่พี่แป้งเกิดออกมา
ตอนนี้เริ่มเป็นอีกแล้ว
แต่ก็ดีอย่างที่ไม่ค่อยป่วยอย่างอื่น อย่างหวัดนี่เป็นปีนึงไม่เกิน 2 หน และแทบไมาต้องกินยาปฏิชีวนะเลย
ตอนนี้ครูผมเริ่มเป็นห่วง กลัวว่าผมจะไม่สบายไปบ้าง เพราะเพื่อน fellow ของผมทั้ง 2 คนต่างก็ไม่สบายทั้งนั้น
คนแรกเป็นโรคเหนื่อยง่าย (I'm so tiredddd) และปวดหลัง
คนที่สองเป็นลมชัก คนนี้ไม่สบายจริงๆ
ท่านเลยกลัวว่าผมจะไม่สบายไปบ้าง เลยบอกท่านว่าหายห่วงได้เลยครับ ควายอยู่แล้ว เหมาะกับโรงพยาบาลคอกควายจริงๆ
ขอบคุณครับพี่แดง
ตอนนี้อยู่ที่พิษณุโลกกับเขาบ้างหรือเปล่าครับ
ทางโน้นน่าอิจฉานะครับ ท่าทางจะสนุกกันจริงๆ
ฝากบอกว่า คนที่สิงคโปร์อิจฉาตาร้อนผ่าว