คิดย้อนหลังกลับไปเมื่อสมัยหนุ่ม ๆ กำลังสร้างเนื้อสร้างตัวในหน้าที่การงานและสร้างผลงานวิชาการ ผมเป็นคนยึดมั่นในความดีครับ
ต้องดีอย่างสมบูรณ์ (perfect) เท่านั้นจึงจะยอมรับ ใครมีจุดบกพร่องโดยผมวิจารณ์แหลก แต่โชคดีที่วิจารณ์อยู่ในใจเป็นส่วนใหญ่ แต่กระนั้นคนที่ใกล้ชิดยังบอกว่าผมเป็นคนปากจัด
ผมคิดเกณฑ์ต่าง ๆ ขึ้นในใจ เพื่อวัดความดี เพื่อใช้เป็นกณฑ์มาตรฐานคุณธรรมจริยธรรมประจำใจ คนไหนมีที่ติผมก็จะไม่ยอมรับ
แต่โชคดีที่ผมค่อย ๆ เรียนรู้มากขึ้น ๆ ว่าในโลกนี้คนที่ดีพร้อมสมบูรณ์ไม่มี แม้ตัวเราเองยังจุดบกพร่องมากมาย ทั้ง ๆ ที่เราก็หมั่นปรับปรุงตนเอง
ผมค่อย ๆ เรียนรู้ว่า เราควรคบคนทุกคน เคารพคนทุกคน โดยคบและเคารพส่วนดีของเขา เข้าไปซึมซับเรียนรู้ส่วนดีของเขา และไม่รังเกียจส่วนบกพร่องของเขา ให้ความเมตตาเห็นอกเห็นใจว่าเขาก็คงอยากปรับปรุงข้อบกพร่องของเขา เหมือนกับที่เราก็อยากปรับปรุงข้อบกพร่องของเรา
ผมค่อย ๆ สอนตัวเองให้ไม่หลงความดี แม้จะเทิดทูนความดีและพยายามเรียนรู้และปฏิบัติความดี สิ่งดีแม้ปัจจุบัน ผมก็ยังเป็นนักเรียนอยู่
วิจารณ์ พานิช
22 ก.ย.50
ที่มาของการปากร้ายเป็นแบบนี้นี่เอง ในแวดวงวิชาการสาเหตุน่าจะคล้ายๆกัน. :-)
กระผมเห็นด้วยครับว่าในโลกใบนี้คงจะหาคนที่ดีพร้อมสมบูรณ์ทุกอย่างไม่เจอ แต่การที่จะคบคนทุกคนสำหรับกระผมแล้วไม่ค่อยกล้าเลยครับ เพราะบางคนรู้หน้าไม่รู้ใจจริงๆครับ การคบกับคนแบบนี้ถ้าคบแค่ผิวเผินก็คงยังไม่ทันเดือดร้อน แต่ถ้าเกิดคบไปนานๆอาจทำให้เราเดือดร้อนได้จริงหรือเปล่าครับ ส่วนการเคารพก็คงเคารพศักดิ์ศรีความเป็นคนของทุกคน ส่วนการเคารพบุคคลก้อคงต้องดูที่การกระทำ และจิตใจ กระผมเองก็เป็นนักเรียนที่พยายามเรียนรู้ที่จะปรับปรุงข้อบกพร่องของตนเองและปฏิบัติความดีตราบเท่าที่จะมีกำลัง