การจัดการความรู้ Knowledge Management (KM)
การจัดการความรู้ เป็นเครื่องมือในการพัฒนางาน คนองค์กรและสังคม โดยการนำความรู้ที่มีอยู่ในองค์กรมาใช้ให้เกิดประโยชน์ให้มากที่สุด เพื่อสร้างความได้เปรียบในการแข่งขัน ท่ามกลางความเปลี่ยนแปลงและความไม่แน่นอนในยุคปัจจุบัน (วิจารณ พานิช.,2547, หน้า. 4, วีรวุธ มาฆะศิรานนท์ อ้างถึงใน ม.ป.ช., ม.ป.ป. )
สำหรับนักปฏิบัติ การจัดการความรู้คือเครื่องมือ เพื่อการบรรลุเป้าหมายอย่างน้อย 3 ประการไปพร้อมๆ กัน ได้แก่ บรรลุเป้าหมายของงาน บรรลุเป้าหมายการพัฒนาคน และบรรลุเป้าหมายการพัฒนาองค์กรไปเป็นองค์กรแห่งเรียนรู้ สรุปได้ว่าการจัดการความรู้มีเป้าหมายสำคัญ 3 ประการ (วิจารณ์ พานิช, 2548)
1. เพื่อการพัฒนาคนหรือพัฒนาผู้ปฏิบัติงาน
2. เพื่อพัฒนางานให้มีคุณภาพและผลสัมฤทธิ์ยิ่งขึ้น
3. เพื่อการพัฒนา "ฐานความรู้" ขององค์กรหรือหน่วยงานเป็นการเพิ่มพูนทุนความรู้หรือทุนปัญญาขององค์กรซึ่งจะช่วยทำให้องค์กรมีศักยภาพในการฟันฝ่าความยากลำบากหรือความไม่แน่นอนในอนาคตได้ในทางธุรกิจ
การจัดการความรู้มักควบคู่หรือสัมพันธ์อย่างแนบแน่นอยู่กับการพัฒนาสินค้าตัวใหม่ หรือพัฒนาวิธีการผลิต แต่ในองค์กรที่มีเป้าหมายเชิงสังคม หรือด้านการบริการ การจัดการความรู้ควรควบคู่หรือแนบแน่นอยู่กับการพัฒนาคุณภาพงาน หรือพัฒนาประสิทธิผล (Effectiveness) ของงาน ซึ่งในการจัดการสมัยใหม่เรานิยามคำว่าประสิทธิผลว่า หมายถึง เป้าหมาย 4 ประการ คือ
1. ตอบสนองตรงเป้าหมาย (responsiveness) ของลูกค้า และตรงเป้าหมายขององค์กร
2. มีนวัตกรรม (innovation)
3. มีการพัฒนาและใช้ศักยภาพ (competency) อย่างเต็มที่
4. มีประสิทธิภาพ (efficiency)
ในตำราด้านการจัดการมักเอ่ยถึงวิธีการจัดการแบบ "บนลงล่าง" (top-down) กับแบบ "ล่างขึ้นบน" (bottom-up) แต่โนนากะ (Nonaka) แนะนำว่ารูปแบบของการจัดการองค์กรที่เหมาะสมต่อการจัดการความรู้คือแบบ "กลาง-ขึ้น-ลง" (middle-up-down) ซึ่งเน้นการใช้พนักงานหรือผู้บริหารระดับกลางเป็นพลังหลักในการขับเคลื่อน โดยที่พนักงานระดับกลางจะเป็นผู้เชื่อมโยงวิสัยทัศน์หรือความฝันของผู้บริหารระดับสูง เข้ากับความเป็นจริงหรือการปฏิบัติของพนักงานระดับล่าง ซึ่งขัดแย้งกับตำราบริหารของโลกตะวันตก มักกล่าวว่าผู้บริหารระดับกลางเป็นพนักงานกลุ่มที่เรียกว่า "เสี่ยงต่อการสูญพันธุ์" แต่ Nonaka เชื่อในทางตรงกันข้าม คือในยุคของการจัดการความรู้ ผู้บริหารระดับกลางจะเป็นกำลังหลักในการเชื่อมโยงให้เกิดการจัดการความรู้ที่ทรงพลัง และก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงภายในองค์กร (Nonaka และคณะ (2000) อ้างถึงใน (ม.ป.ช., ม.ป.ป.)
โนนากะและคณะ (2000) อ้างถึงใน (ม.ป.ช., ม.ป.ป.) เสนอว่าเป็นหน้าที่ของผู้บริหารองค์กรทุกระดับที่จะต้องทำองค์กรเป็นองค์กรแห่งการเรียนรู้ โดยใช้ การจัดการความรู้เป็นเครื่องมือ ซึ่งหน้าที่ดังกล่าว แบ่งได้เป็น 3 ขั้นตอน คือ
1. การสร้างความรู้ (knowledge creation)
2. การบำรุงรักษาความรู้ ( knowledge maintenance)
3. การนำความรู้นั้นไปใช้ (knowledge exploitation)
ซึ่งโนนากะได้เสนอแนวคิด SECI model มาเป็นเครื่องมือในการจัดการความรู้ ซึ่งครอบคลุมทั้ง 3 ขั้นตอนดังกล่าว ดังนี้http://www.12manage.com/methods_nonaka_seci.html
....................
คนึงนิจ อนุโรจน์
..................เอกสารอ้างอิง
ธวัชชัย หล่อวิจิตร.(2549) การจัดการความรู้. ค้นเมื่อ 20 สิงหาคม 2550, จาก(http://oldweb.opdc.go. th/thai/E_Newsletter/dec_2006/e-newsletter/knowledge/KM.htm
บูรพา ชดเชย. (2550). เอกสารประกอบการสอนโครงการฝึกอบรมนักบริหารทรัพยากรเชิงยุทธศาสตร์ เรื่อง เทคโนโลยีเพื่อการบริหาร. กรุงเทพมหานคร : กองทัพอากาศ, สถาบันบัณฑิตศึกษากองทัพอากาศ.
ประพน ผาสุกยืด. (ม.ป.ป.) การจัดการความรู้และการสร้างองค์กรแห่งการเรียนรู้ . ค้นเมื่อ 20 สิงหาคม 2550, จาก http://www2.nesac.go.th/kms/km_info/pdf/LO_KM_480212.pdf
ประพน ผาสุกยืด. (2550)เมื่อการจัดการความรู้ และแผนที่ผลลัพธ์ จับคู่กันได้อย่างลงตัว . ค้นเมื่อ 23 สิงหาคม 2550, จาก http://gotoknow.org/blog/beyondkm/121693
ม.ป.ช. (ม.ป.ป.). การเรียนรู้ขององค์กร. ค้นเมื่อ 17 กันยายน 2549, จาก http://www.tct.ac.th /PongsakS/sm_lecture_11.htm
ม.ป.ช. (ม.ป.ป.). ความรู้ในองค์กร. ค้นเมื่อ 3 มีนาคม 2550, จาก http://oldweb.opdc.go. th/thai/E_ Newsletter/dec _2006/e-newsletter/knowledge/KM.htm
วิจารณ พานิช. (2547). การดําเนินการจัดการความรูในองคกร. ตามหนังสือ Learning to Fly. เอกสารคําบรรยาย : 9 กันยายน 2547.
วิจารณ์ พานิช. (2548). เอกสารประกอบการประชุมเชิงปฏิบัติการ เพื่อสรุปบทเรียนการจัดการความรู้ ปี 2548 วันที่ 1 กันยายน 2548 เรื่อง การจัดการความรู้ฉบับ “ทำจริง”อย่างง่าย . ณ โรงแรมเดอะทวิน โลตัส จ.นครศรีธรรมราช, สำนักที่ปรึกษา กรมอนามัย ร่วมกับ กองแผนงาน กลุ่มพัฒนาระบบบริหาร กองการเจ้าหน้าที่ และกองคลัง กรมอนามัย.
วีรวุธ มาฆะศิรานนท์ อ้างถึงใน ม.ป.ช. (ม.ป.ป.) .การบริหารความรู้.ค้นเมื่อ 24 ตุลาคม 2549, จากhttp://elib.fda.moph.go.th/Planweb/PlanWebpage/Km-2nd3.html
สุชาติ กิจธนะเสรี. (ม.ป.ป) การก้าวสู่องค์กรแห่งการเรียนรู้.ค้นเมื่อ 20 สิงหาคม 2550, จากhttp://www.dmsc.moph.go.th/km/kcorner/docs/knowledgebase.doc
Gordon Mc.Connachie. (2550) เอกสารประกอบการศึกษา กระบวนวิชา HU 941ยุทธศาสตร์การพัฒนาโปรแกรมการศึกษาและฝึกอบรม เรื่อง ต้นทุนทางปัญญา. กรุงเทพมหานคร: มหาวิทยาลัยรามคำแหง, คณะศึกษาศาสตร์, ภาควิชาการศึกษาต่อเนื่อง.
Michael J. Marquardt (1994) อ้างใน ปรัชญนันท์ นิลสุข (2549). องค์กรแห่งการเรียนรู้ Learning Organization. ค้นเมื่อ 20 สิงหาคม 2550, จาก http://gotoknow.org/ blog/ prachyanun /23048
Nonaka , Takeuchi. (2000). อ้างถึงใน ม.ป.ช. (ม.ป.ป.) Knowledge Management(KM). Retrieved August 19, 2007, from http://subweb2.dpt.go.th/dpt_kmcenter/index. php?option= com_content&task=view&id=62&Itemid=1
Nonaka , Takeuchi. (2000). SECI model (Nonaka Takeuchi) . Retrieved August 19, 2007, from http://www.12manage.com/methods_nonaka_seci.html
เกณฑ์การให้คะแนน
เข้าเรียน 5 คะแนน
สมุด 5 คะแนน
แบบฝึกหัด 10 คะแนน
รายงาน 20 คะแนน
สอบกลางภาค 15 คะแนน
Blog 5 คะแนน
สอบปลายภาค 40 คะแนน
ความสามารถ (Competency) เดวิด แม็กคลีแลนด์ ได้ให้คำจำกัดความว่า บุคลิกลักษณะที่ซ่อนอยู่ในปัจเจกบุคคล สามารถผลักดันให้สร้างผลการปฎิบัติงานที่ดี ตามเกณฑ์ที่กำหนด ในงานที่ตนรับผิดชอบโดยมีองค์ประกอบ 5 ประการ
1. ทักษะ (Skills) เป็นสิ่งที่แต่ละบุคคลทำได้ดี สามารถฝึกฝนให้ชำนาญได้
2. ความรู้ (Knowledge) รู้เฉพาะด้านของบุคคล
3. ทัศนคติ ค่านิยม เป็นสิ่งที่บุคคลเชื่อว่าตนเองเป็น
4. บุคลิกลักษณะประจำตัวของบุคคล(Trait) เป็นสิ่งที่อธิบายถึงบุคคลนั้น
5. แรงขับภายในของแต่ละบุคคล(Motive) เป็นสิ่งที่ทำให้บุคคลแต่ละบุคคลแสดงพฤติกรรมที่มุ่งไปสู่สิ่งที่เป็นเป้าหมาย
และยังแบ่งกลุ่มของ Competency ออกเป็น 2 กลุ่ม
1. พื้นฐาน (Threshold Competency ) เป็นความรู้หรือทักษะพื้นฐานที่บุคคลจำเป็นต้องมีในการทำงาน
2. ทำให้บุคคลแตกต่างจากผู้อื่น (Differentiating Competencies) เป็นปัจจัยต่างๆ ที่ทำให้บุคคลมีผลการทำงานในระดับที่สูงกว่ามาตรฐานหรือดีกว่าบุคคลทั่วไป