ผมเหม่อมองออกนอกรถดูวิวภูเขาลูกสุดท้าย ก่อนที่รถจะพุ่งเข้าสู่เมืองใหญ่ ภูเขาที่ดูกร่อนโกร๋น ทรุดโทรมเต็มที ...ดูไปทางไหนก็ไม่งามตาเอาเสียเลย

 

 

 


“สวัสดีค่ะ พี่เอก...” 

เสียงทักดังจากข้างหลัง ในระหว่างที่ผมเก็บเป้ใบเดิมใส่หลังรถตู้สายเชียงใหม่ปาย ผมหันขวับตามเสียง เห็นผู้หญิงสาวอุ้มลูกน้อยวัยแบเบาะ มืออีกข้างหนึ่งถือกระเป๋าเดินทาง

 

เห็นหน้าผมนึกได้ทันที...เธอคนนี้เป็นชาวเขาบนดอยที่คุ้นเคยกับผมดี  เมื่อย้อนไปไม่กี่ปี ผมยังเคยไปไร่กับเธอ วันนี้เธอไม่ได้สวมชุดชาวเขาเหมือนเดิมแล้ว กางเกงสีดำแบบผ้าขายาว เสื้อยืดสีขาวดูรุงรังด้วยกระเป๋าสองสามใบ รีบกระหืดกระหอบมาขึ้นรถโดยสารประจำทางที่กำลังจะออก

 

ผมยิ้มให้พร้อมทักทายตอบรับ...จริงๆมีคำถามมากมายในสภาพที่ ไปรถคันเดียวกันคงได้พูดคุยกันเต็มที่จากนี้สามชั่วโมง ปายไปเชียงใหม่  

หนูไปอยู่ชลบุรีได้ปีสองปีแล้ว พอดีแต่งงานกับคนที่นั่น พี่เขารับจ้างไถดิน และหนูกับเขามีลูกสองคน

เธอบอกให้ผมก่อนที่ผมจะถามคำถาม เธอคงรู้ว่าผมจะถามอะไร ก็เมื่อปีก่อนเธอแต่งงานกับหนุ่มชาวเขาเผ่าเดียวกัน...แล้วทำไม??


หนูเลิกกับแฟนคนเดิมแล้ว คือไม่ค่อยเข้าใจกันนะค่ะ แล้วหนูก็ไปทำงานที่แปดริ้วอยู่ร้านนวดแผนโบราณ จนมาเจอกับแฟนก็เลิกทำงานที่นั่น 

 เธอตอบอีกโดยที่ผมยังไม่ทันตั้งคำถามเช่นเดิม

 

 ย้อนกลับไปบนดอยปี ๔๖  

ไม่นานหลังจากมีคอนเสิร์ตลูกทุ่งที่ตัวอำเภอ มีเหตุการณ์เปลี่ยนแปลงขึ้นอย่างมากมายบนดอย ใครจะรู้บ้างว่า สาวๆคนดอยหายไปและไปไม่กลับมา  

ผมยังจำคืนที่มีงานคอนเสิร์ตลูกทุ่งที่ตัวอำเภอได้

รถปิคอัพหลายคันลำเลียงหนุ่มสาวจากบนดอยเพื่อไปดูคอนเสิร์ตกันอย่างอย่างครึกครื้นทีเดียว เสียงเครื่องยนต์คำรามผ่านบ้านพักผมคันแล้วคันเล่า ไปกันจนหมู่บ้านคืนนี้ดูเงียบเชียบ...   

  ............................

ลูกสาวนายอาหวู่กับลูกสาวพี่อะเลกับเพื่อนสองสามคนมันหนีไปเชียงใหม่แล้ว 

 

 อะตะผะมาบอกผมที่บ้านพักในเช้าวันหนึ่ง...

 

 เขาว่ากันว่ามันไปเป็นหางเครื่อง ตามคอนเสริต์ที่มาแสดงที่อำเภอไปเสียงร่ำลือกันทั่วหมู่บ้านถึงเรื่องราวที่เกิดขึ้น..

 

 ผมจับใจความได้ว่า สาวๆบนดอยหนีไปเชียงใหม่ตามคอนเสิร์ตนั้นไป เพื่อไปเป็นหางเครื่อง...ข้อมูลยังไม่ชัดแต่ที่แน่ๆสาวๆเหล่านั้นหายไปจริง

  

 

 อีก ๘เดือนผ่านไป

 งานปีใหม่...ที่หมู่บ้าน

  

 หญิงสาวผมแดง ผิวขาว สองสามคนหัวเราะต่อกระซิกที่ศาลากลางหมู่บ้าน ผมจำได้ทันทีว่าเป็นสาวๆกลุ่มที่หนีไปนั้นเอง  พวกเธอดูสวยแต่งตัวทันสมัย สวมยีนส์รัดติ้ว พร้อมกับสำเนียงพูดเปลี่ยนไป ...สาวเล็กสาวน้อยต่างก็มารุมล้อมถามไถ่เรื่องในเมืองผ่านสาวสวยปากแดง ปนกับเสียงหัวเราะดังเป็นระยะๆ

 ............................

 หลังเสร็จงานปีใหม่...ผมได้ข่าวอีกว่าสาวๆหนีไปทำงานในเมืองอีกเป็นสิบ...

 

 มันไปเป็นหมอครับ อะหวู่ผะหนุ่มน้อยเพิ่งออกจากโรงเรียนเมื่อปีกลายบอกผม  คำว่า "หมอ" ในที่นี้อะหวู่ผะหมายถึง หมอนวดทำงานรับแขกในร้านคาราโอเกะ ร้านนวด รวมถึงร้านอาหาร

 

 เดี๋ยวนี้ไม่มีใครยอมทำงานไร่ งานสวนแล้ว ทำงานเป็นหมอมันสบายแต่งตัวไปวันๆทำงานก็ได้เงิน ไม่ร้อนเหมือนออกแดดทำไร่  เขาพูดขึ้นมาถึงเหตุผลที่เป็นแรงผลักให้เด็กสาวตัดสินใจลงดอย   

............................

ที่รถตู้คันเดิม...

 

  โอ้ย...ทุกคนก็ไปเป็นหมอกันหมดหละพี่  งานมันสบาย นอนยกแข้งยกขาก็ได้เงิน

 

 หนูทำงานได้สักพักเงินไม่มีเก็บ เฉพาะค่าที่อยู่ที่กิน ค่าเครื่องสำอางก็ไม่พอเก็บ ครั้นจะกลับขึ้นบนดอยก็กลัวคนเขาดูถูก ก็ปล่อยเลยตามเลย

 

 มาเจอแฟนหนูคนนี้หนูก็ลาออกงานมา...

 

 

 คำถามคำตอบมากมายที่ผมได้คุยกับสาวดอยคนนั้น...บนรถโดยสาร ผมพอเห็นภาพชีวิตของสาวดอยที่ลงดอยไปทำงานในเมืองกรุง ว่าไม่ได้สวยงามอย่างที่พวกเธอคิด แต่เมื่อออกไปแล้วกลับบ้านไม่ได้...กลับไปก็มีแต่คนรอซ้ำเติม


 

 ผู้หญิงเวลาออกบ้านมา ใครๆเขาก็ไม่ได้พูดในทางดีหรอก ส่วนใหญ่ก็บอกว่าไปขายของเก่าหมดหละ 

 เธอบอกเหตุผลสำทับว่าเพราะอะไรสาวๆไม่กลับบ้านบนดอย


 แล้วน้องฝนละ เอ่อ..น้องอะซามิ ไปไหนแล้ว ผมไม่เจอตั้งนาน ผมนึกถึงเพื่อนของเธออีกคนหนึ่งที่เห็นไปไหนมาไหนด้วยกันเป็นเพื่อนสนิท

 

 อ้อ ฝนเหรอค่ะ  คนนั้นมันโชคมันดี ที่ได้ผัวฝรั่ง  

............................

บรรยากาศในรถเงียบลงทันที...

ผมเหม่อมองออกนอกรถดูวิวภูเขาลูกสุดท้าย ก่อนที่รถจะพุ่งเข้าสู่เมืองใหญ่ ภูเขาที่ดูกร่อนโกร๋น ทรุดโทรมเต็มที ...ดูไปทางไหนก็ไม่งามตาเอาเสียเลย

 

บทสนทนาผมกับเธอบนรถ สลับกับภาพบนดอยสูงที่ผมคุ้นเคย...มันทำให้ความคิดผมฟุ้งไปหมด

 

 

 

 

 ถึงเชียงใหม่แล้ว ผมร่ำลาเธอ พร้อมเดินลงจากรถอย่างเพลียๆ

 

เดินทางกลับเชียงใหม่ครั้งนี้ ดูเหนื่อยๆชอบกล