"อ.ป๊อป น้องๆ นักกิจกรรมบำบัดต้องสวมถุงมือยางกับผู้ป่วยทุกราย คิดว่าเป็นสิ่งที่เหมาะสมในวิชาชีพแล้วหรือยัง" อาจารย์ผู้บริหารถามผม
"ผมเคยพูดคุยกับพวกน้องๆ แล้วครับ แต่ยังเปลี่ยนความคิดพวกเค้าได้ไม่ชัดเจนนัก ผมเห็นด้วยกับอาจารย์ว่าต้องพิจารณาผู้ป่วยแต่ละรายให้ดีว่าควรหรือไม่ควรใช้ถุงยางมือ" ผมตอบแบบคิดล่วงหน้าว่าจะเปลี่ยนความคิดน้องๆ อีกครั้งได้อย่างไรกัน
"ลองนึกดูซิ อ.ป๊อป ว่า นักกิจกรรมบำบัดที่ออสเตรเลีย ที่อาจารย์จบเอกมา เค้าใส่ถุงมือยางฝึกผู้ป่วยทำกิจกรรมบำบัดหรือไม่" อาจารย์ผู้บริหารยกตัวอย่างได้น่าสนใจ
"ที่ออสเตรเลีย นักกิจกรรมบำบัด จะใช้ถุงมือยางกรณีที่จำเป็น เช่น ฝึกการกระตุ้นภายในปากที่เกี่ยวข้องกับการกินอาหาร หรือกรณีต้องสัมผัสบาดแผลที่ต้องระวังการติดเชื้อครับ" ผมตอบอย่างมั่นใจ
"ถูกต้อง อ.ป๊อป ถ้าเราใช้ถุงมือยางหมดทุกราย แสดงว่าเราไม่ได้เข้าใจความรู้สึกของผู้ป่วยอย่างแท้จริง ผู้ป่วยอาจจะ sensitive คิดว่าทำไมต้องรังเกียจเค้าและใช้ถุงมือยางด้วย หากกรณีของหมอฟัน ก็จำเป็นต้องใช้ถุงมือยางแน่นอน ลองพูดคุยกับน้องๆ นักกิจกรรมบำบัดดูนะ" อาจารย์ผู้บริหารชี้แนะอย่างชัดเจน
คราวนี้ถึงเวลาที่ผมต้องหาโอกาสพูดคุยกับอาจารย์ผู้ดูแลนักกิจกรรมบำบัด คลินิกกิจกรรมบำบัด ม. มหิดล ครับ
"อาจารย์ครับ ลองช่วยบอกเหตุผลที่ต้องใช้ถุงมือยางกับผู้ป่วยเด็กหรือผู้ใหย๋ทุกท่าน และให้พิจารณาว่าเหมาะสมหรือไม่อย่างไร" ผมใช้คำถามที่ชวนให้น้องๆอาจารย์คิดมากๆ ก่อนตอบครับ
"เหตุผลที่ต้องใช้ถุงมือยาง เพราะผู้ป่วยเด็กส่วนใหญ่มีภาวะน้ำลายไหล ร้องไห้ และผู้ป่วยผู้ใหญ่ เราไม่รู้ว่ามีโรคติดเชื้อใดบ้าง บางครั้งต้องจับต้องอุปกรณ์การทำกิจกรรมหลายๆ มือ เลยเกรงว่าจะไม่ปลอดภัยต่อตนเองและตัวผู้ป่วย" อาจารย์กิจกรรมบำบัดสองท่านช่วยกันชี้แจง
ผมลองวิเคราะห์คำตอบแล้ว ดูไม่สมเหตุสมผลนัก เลยลองถามกลับไปอีกครั้งว่า "น้องๆคิดว่า การติดเชื้อจากผู้ป่วย ในคลินิกนอกโรงพยาบาลแบบนี้ มีโอกาสสูงแค่ไหน ลองเทียบดูนักกิจกรรมบำบัดในโรงพยาบาล หรือแม้แต่พยาบาลทั่วไป ที่สัมผัสผู้ป่วยทั่วไป นอกแผนก ICU หรือ เขตปลอดการติดเชื้อ พวกเราได้เรียน universal precaution และ aceptic teachnique แล้ว ยังไม่นำมาใช้ก่อนการรักษาผู้ป่วยทุกครั้งหรือเปล่า"
น้องๆพยายามคิดตาม และตอบแบบกลัวๆว่า "เราก็ล้างมือทุกครั้ง แต่บางทีผู้ป่วยเยอะมากก็ไม่แน่ใจว่าจะป้องกันได้มากน้อยแค่ไหน จริงอยู่ที่ผู้ป่วยบางรายอาจ sensitive เราเลยแก้ไขด้วยการใส่ถุงมือยางทุกราย ทำให้เกิดความเท่าเทียมกัน"
ผมคิดในใจถึงประสบการณ์ในการใช้เหตุผลทางคลินิกที่ดูอ่อนหัดอยู่นะ แล้วแสดงความคิดเห็นต่อว่า "ลองคิดดูอีกครั้ง ในฐานะอาจารย์ผู้บริหารสาขากิจกรรมบำบัดมหิดล เป็นแห่งที่สองของเมืองไทย เมื่ออาจารย์ใช้ถุงมือยางกับผู้ป่วยทุกราย นักศึกษาของอาจารย์ทุกคนมิจำเป็นต้องนำความคิดนี้ไปใช้ทั่วประเทศหรอกหรือ อยากให้คิดดูว่าเหมาะสมหรือไม่อย่างไร เพราะนักกิจกรรมบำบัดหรือบุคลากรทางการแพทย์ทั่วโลกก็ไม่ปฏิบัติกันอย่างนี้"
น้องๆ อาจารย์ทั้งสองท่านเริ่มคิดตาม แต่ก็ยังสับสนว่าควรทำอย่างไรต่อไป จึงบอกกลับมาว่า "จะลองเริ่มเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมตนเองดู ค่อยๆ พูดคุยกับผู้ป่วย และใช้ถุงมือยางในกรณีที่คิดว่าจำเป็นที่สุด"
จากนั้นผมเลยต้องเสนอแนวทางการพิจารณาวิธีการใช้ถุงมือยาง คือ
1. ตรวจสอบข้อมูลทางการแพทย์ว่ามีการติดเชื้อที่ต้องมีการป้องกันด้วยถุงมือยาง (บางรายที่ติดเชื้ออาจไม่สามารถป้องกันได้จากการใช้ถุงมือยาง)
2. พิจารณาว่าต้องสัมผัสอวัยวะภายในใดที่เหมาะสมต่อการใช้ถุงมือยาง เช่น ช่องปาก แผลบนข้อต่อ เป็นต้น
3. ควรล้างมือหรือใช้เจลทำความสะอาดทุกครั้ง ก่อนและหลังการฝึกกิจกรรมบำบัดกับผู้ป่วย
4. พิจารณาดูสื่อการรักษาที่ใช้ หากมีความเสี่ยงในการติดเชื้อ (เสี่ยงต่ำมากในสภาพแวดล้อมปกติ) ก็ควรเปลี่ยนสื่อการรักษา หรือแนะนำผู้ป่วยล้างมือทุกครั้งก่อนและหลังการทำกิจกรรมกับสื่อดังกล่าว
5. นักกิจกรรมบำบัดควรมีจริยธรรมและพัฒนาจิตใจให้เป็นกลาง อย่ากลัวการติดเชื้อมากจนเกินความเหมาะสม
อ่านแล้วนึกถึงคำว่า humanized healthcare ดีใจที่ดร.ปีอปแม้ว่าจะเป็นคนหนุ่ม รุ่นใหม่ก็มีความเข้าใจและให้ความสำคัญต่อความรู้สึกของผู้ป่วย ชื่นชมมากค่ะที่มีความลึกซึ้งและชี้นำรุ่นน้องๆให้เห็นความสำคัญตรงจุดเล็กๆที่สำคัญนี้
สวัสดีค่ะ
เห็นด้วยกับอาจารย์ยุวนุชค่ะ
คงต้องพิจารณาเป็นรายๆไปเช่นกันค่ะ
เราจะแสดงอาการรังเกียจคนไข้ๆก็จะเสียใจ และไม่ไว้วางใจเราด้วย
ขอบคุณครับสำหรับคำนิยมจาก อาจารย์ยุวนุช และคุณ sasinanda
ขอให้มีความสุขในวันหยุดสุดสัปดาห์ครับ