เทคนิคการสอนขนมไทยให้ประหยัดและนักเรียนสนใจ วิธีที่ 1 ใช้สื่อ อุปกรณ์ ที่แปลกใหม่ เข้ากับสถานการณ์ในปัจจุบันซึ่งเน้นให้จัดกระบวนการเรียนรู้โดยสอดแทรกหลักปฏิบัติตามแนวคิดปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ขนมไทยมีหลายประเภท เช่น ประเภททอด นึ่ง อบ ผิง ย่าง ตาก การทำขนมแต่ละประเภทจะแตกต่างกัน บางประเภทใช้ความร้อนสูงบางประเภทใช้ความร้อนน้อย เชื้อเพลิงหรือพลังงานความร้อนที่ใช้มีหลายชนิด แล้วแต่จะเลือกให้เหมาะสมกับขนมแต่ละประเภท ที่สำคัญต้องประหยัดพลังงาน ประหยัดเวลา ใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่าและรักษาสิ่งแวดล้อม จึงได้ใช้อุปกรณ์ดังต่อไปนี้มาเป็นเครื่องมือในการจัดการเรียนรู้ให้นักเรียน 1.เตาแก๊สซึ่งใช้ก๊าซชีวภาพ วิธีการเรียนรู้ให้นักเรียนเรียนรู้ตั้งแต่การสร้างบ่อก๊าซนักเรียนมีส่วมร่วมทำบ่อกับวิทยากรที่ให้ความรู้ ประโยชน์ที่ได้นักเรียนรู้จักวิธีแก้ปัญหาด้านพลังงานธรรมชาติหมดไปสามารถสร้างพลังงานทดแทนขึ้นได้เป็นการสร้างภูมิคุ้มกันในตัวที่ดีวิธีหนึ่ง อีกประการช่วยรักษาสภาพแวดล้อมให้เนื่องจากใช้เศษอาหารจากโรงอาหาร จากห้องฝึกงานอาชีพมาใส่ในบ่อเติม ชุมนุมขนมไทยใช้ก๊าซที่ได้มาเป็นเชื้อเพลิงในการทำขนมช่วยลดต้นทุนการผลิต นักเรียนให้ความสนในมาก2.เตาซูเปอร์อั้งโล่ เป็นเตาประหยัดถ่าน ใช้หม้อได้หลายขนาด ตั้งแต่เบอร์ 16-เบอร์32 มีเส้าเตาสูงกว่าขอบ ช่องใส่ถ่านเล็ก รังผึ้งหนา รูรังผิ้งเล็กเรียวดูดอากาศได้ดี รูปทรงของเตาเพรียว สูญเสียความร้อนน้อย เนื่องจากมีฉนวนกันความร้อน ซึ่งเข้าหลักปฏิบัติปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงข้อที่ว่าใช้พลังงานเท่าที่จำเป็นสอนให้นักเรียนรู้จักการพอประมาณจากภาพนักเรียนย่างข้างเกรียบว่าวด้วยเตาซุปเปอร์อั้งโล่ใช้ถ่านดินเป็นเชื้อเพลิง

3.ถ่านดิน วิธีการเรียนรู้ฝึกให้นักเรียนได้ฝึกปฏิบัติจริงโดยนำดินมาผสมกับเศษผงถ่านที่ใช้ไม่ได้ในอัตราส่วน 1 : 4 แล้วตากแห้งสามารถนำกลับมาใช้ได้อีกครั้งเป็นการสอนให้นักเรียนเป็นคนมีเหตุผลเข้ากับหลักปฏิบัติข้อใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่า 4.ตู้อบแห้งพลังงานแสงอาทิตย์ เป็นอุปกรณ์ที่นักเรียนให้ความสนใจมากอีกอย่างหนึ่งประโยชน์ที่ได้รับทำให้สิ่งของที่ตากแห้งเร็วกว่าตากแสงแดดธรรมดา วิธีที่ 2 เร้าความสนใจนักเรียนโดยนำขนมที่แปลกไม่มีในตำราขนมไทย มีชื่อเรียกกันหลายชื่อ จึงทำให้เกิดความสับสน ให้นักเรียนทำนักเรียนมีความสนใจมากขึ้น ขนมที่นำมาให้นักเรียนทำเป็นขนมที่หายากไม่มีในตำราขนมไทย ชาวบ้านในจังหวัดสมุทรสงครามซึ่งใกล้กับโรงเรียนได้ทำกันอย่างแพร่หลายแต่ละหมู่บ้านเรียกไม่เหมือนกัน บางที่เรียกขนมจ่ามงกุฏ บางที่เรียกขนมสัมปันนี บางที่เรียกขนมเจรจา(เจนจา)เมื่อศึกษาจากตำราทำขนมไทยแล้วไม่ใช่ลักษณะของขนมจ่ามงกุฏหรือสัมปันนี ผู้เขียนจึงขอใช้ชื่อขนมเจรจาตามข้อมูลที่คุณป้าวรรณี ภมร อายุ 55 ปี อยู่บ้านเลขที่ 54 หมู่ 8 ต.เหมืองใหม่ อ.อัมพวา จ.สมุทรสงคราม เป็นผู้ให้ข้อมูลได้เล่าว่าขนมชนิดนี้ป็นขนมไทยแท้เพราะ มีแป้งข้าวเหนียว น้ำตาลทราย กะทิเป็นส่วนผสมหลัก จุดเด่นของขนมอยู่ที่การห่อด้วยใบตองอ่อนของกล้วยตานีนำมาลนไฟแล้วผึ่งแดดให้แห้งแล้วนำมาเจียนให้เป็นรูปวงรีนำมาห่อเนื้อขนมจะได้กลิ่นหอมที่ชวนรับประทาน เสน่ห์อีกอย่างหนึ่งของขนมชนิดนี้คือการห่อแสดงถึงความเป็นไทย การห่อต้องประณีตบรรจงทำเห็นห่อเล็ก ๆจะน่ารับรับทาน จากขั้นตอนการทำที่ยุ่งยากและการห่อที่พิถีพิถันต้องใช้คนทำหลายคนจึงจะเสร็จเร็วจึงใช้ชื่อว่าขนมเจรจาเพราะต้องมีการพูดคุยกันขณะห่อจะได้ไม่เบื่อหรือง่วงนอน
FmK191
สวัสดีค่ะครูไสว ปรางงาม ยังสวยเหมือนเดิมปล่าวคะ หนูคิดถึงคุณครูมั่กๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆเลยค่ะ เพื่อนๆม.3เป็นยังไงบ้างคะสบายดีไหมว่างๆหนูจะเข้ามาแสดงความคิดเห็นอีกนะคะขอให้คุณครูทำขนมให้อร่อยๆนะคะ
เจ้ากล้วยไปเรียนที่ไหนหว่า กลับมาเที่ยวโรงเรียนบ้างสิ เพื่อนๆเจ้าสบายดี