โลกร้อนกับกระแสความรับผิดชอบที่ตื่นตัวขึ้นในแวดวงธุรกิจ

Sasinand
ติดตาม ผู้ติดตาม 
ติดต่อ
ส่วนในด้านของผู้บริโภคอย่างเรา ก็ควรมีการรณรงค์กันเองที่จะไม่อุดหนุนสินค้า จากห้างร้านใดๆ ที่ไม่นำพาในด้านการช่วย ลดวิกฤติโลกร้อน หรือ ไม่มีการลงทุนในด้านการประหยัดพลังงานใดใด เลย ซึ่งจะเป็นกระแสกดดันให้ ทางภาคธุรกิจต้องแสดงความรับผิดชอบต่อการแก้ปัญหาโลกร้อนนี้อย่างเต็มที่ค่ะ
         โลกร้อนกับกระแสความรับผิดชอบที่ตื่นตัวขึ้นในแวดวงธุรกิจ โดยเฉพาะธุรกิจที่ประกาศตัวเองว่า มีความรับผิดชอบต่อสังคม
        เมื่อมองมายังภาคธุรกิจ ในปี 2550 นี้   เราจะเห็นว่า ประเด็นของสิ่งแวดล้อม   ภายใต้กระแส ความห่วงใย กำลังได้รับการจัดลำดับความสำคัญ เป็นลำดับต้นๆ ของแผนการดำเนินกิจกรรมขององค์กร  เพื่อเป็นการช่วยกันรณรงค์    และสร้างความตระหนักให้คนในสังคม ได้เห็นปัญหานี้ อย่างจริงจัง

           ดิฉัน ได้ทราบข่าว จากหนังสือพิมพ์ผู้จัดการ ว่า    ทางห้างดิเอ็มโพเรียม ช็อปปิ้งคอมเพล็กซ์   จะเชิญนายอภิรักษ์ โกษะโยธิน ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร เป็นประธานเปิดงาน มหัศจรรย์พฤกษาสวรรค์ แห่งมหานครกรุงเทพฯ”   หรือ Flora & Fauna Exotica ภายใต้แนวคิด Save The Global Tropical Paradise เพื่อเป็นการร่วมรณรงค์ลดภาวะโลกร้อนและปลูกต้นไม้เพิ่มพื้นที่สีเขียวให้กับกรุงเทพมหานคร   ในเวลา 18.30 น. ของ วันที่ 13 ก.ย. 2550  โดย  บริเวณลานน้ำพุหน้าห้าง  จะมีการ ตกแต่งบรรยากาศเป็นป่าเขตร้อน

   และนี่คือการจัดกิจกรรมเพื่อสังคม   ในลักษณะของ  CSR....Corporate  Social  Responsibilities        ซึ่งการออกแบบและพัฒนากิจกรรมซีเอสอาร์ ที่ห้างดิเอ็มโพเรี่ยม  ในครั้งนี้ ดูจะเหมาะสมสอดคล้องกับกระแสสังคมเป็นอย่างยิ่ง 
 

       ดิฉันจึงได้ไปเที่ยวชมงาน และได้ถ่ายรูปมาฝากทุกท่านด้วย โดยจะทยอยลงให้ชมกันค่ะ
          กิจกรรม ตกแต่งพื้นที่ต่าง ๆ ในห้างเป็นสวนป่าขนาดย่อมๆ สวยงาม  แบ่งเป็น 7 โซนแตกต่างกันดังนี้
       
        1. The Oasis of Bangkok พฤกษาสวรรค์แห่งมหานครกรุงเทพฯ บริเวณลานน้ำพุด้านหน้า ตกแต่งเป็นป่าเขตร้อน ด้วยต้นปาล์มและสัตว์นานาชนิด
     
2.  Rainforest Extravaganza อัศจรรย์พงพนาป่ามรกต จำลองป่าฝน บริเวณทางเข้า มีพันธุ์ไม้แฮริโคเรีย และนกคอกคาเทล
      3. Bromeliads Magnifique อร่ามตาสับปะรดหลากสี จัดบริเวณโมชั่น ฮอลล์ แอนด์ เวอร์ติเคิล การ์เด้น
      
4.The Jewel of Nature เจิด จรัสอัญมณีแห่งธรรมชาติ บริเวณวอล์กเวย์ ชั้น G จัดแสดงหมู่แมลง และไม้ดอก ชมนิทรรศการภาวะโลกร้อน
      5.The Oasis Odyssey ร้อยสีสันพันธุ์ไม้ดอกแห่งโอเอซิส ที่สตาร์ โดม ชั้น G รวบรวมสัตว์และต้นไม้ในทะเลทราย
      6.Flora & Fauna Fantasia มหัศจรรย์ปักษามวลมาลี ชมนกแก้วมาร์คอ นกฟอร์พัส และนกซันคาร์นัวร์
      7.A Beaute' de Papillion สรวงสวรรค์แห่งภมรภุมริน บริเวณแฟชั่น ฮอลล์ รวบรวมผีเสื้อหลากสีสันหลายสายพันธุ์
มีการ สร้างบรรยากาศเป็นแบบป่าฝน มีนกหลายชนิด เช่น นกคอกคาเทล นอกจากนี้ ยังจัดสวนสัตว์ขนาดเล็กมีทั้ง เสือเบงกอล ผีเสื้อ นก และสัตว์ทะเลทรายนานาพันธุ์ไว้ตามจุดต่างๆในห้าง พร้อมกันนั้นมีกิจกรรม อธิบาย ให้ผู้ที่เข้ามาชมงานได้ความรู้ พันธุ์ไม้ แต่ละชนิดค่อนข้างหายาก บางต้นใกล้สูญพันธุ์ นอกจากนี้ ยังมีสนใบแหลม เคราฤษี ต้นหนูตาย เป็นต้น
สำหรับสัตว์ที่นำมาแสดงนั้น ดิฉันเห็นมีนกแก้ว ทั้งตัวเล็ก ตัวใหญ่ มีหลายพันธุ์ น่าชมมาก
ทางห้างบอกว่า นกพันธุ์ที่แพงที่สุดคือนกแก้วมาคอร์ พันธุ์ไฮยาซิน ราคาตัวละ 1.8 ล้านบาท เป็นหนึ่งใน 16 พันธุ์ของนกปากขอและนกแก้วขนาดใหญ่ซึ่งใกล้สูญพันธุ์
สำหรับสัตว์ แปลกๆ จากทะเลทรายล้วนเป็นสัตว์หาดูได้ยาก อาทิ มังกรเครา ปลาทราย กิ้งก่าครุย จิ้งเหลนยักษ์ลิ้นสีน้ำเงิน หนูจิงโจ้เล็ก หน้าตาคล้ายจิงโจ้โตเพียง 10 เซนติเมตร
โดยเฉพาะฮิปโปแคระ ยาวประมาณ 20 เซนติเมตร เป็นหนูที่เกิดจากการผ่าเหล่ามาจากหนูตะเภา ลำตัวสีชมพูมีแต้มสีดำ ไม่มีขน มองดูคล้ายฮิปโป
ห้างเอ็มโพเรียม ได้กล่าวว่า การที่ได้ร่วมกับกรุงเทพมหานคร ร่วมกันจัดงานขึ้นมา เพราะต้องการปลูกฝังให้ทุกคนมีความรักและใช้ทรัพยากรธรรมชาติอย่างประหยัด ในสภาวะที่โลกกำลังจะเผชิญกับภาวะ วิกฤติ ภายในเวลาอันไม่ช้านี้
ทุกคนควรร่วมมือกันเพื่อช่วยทำให้สภาพแวดล้อมโลกดีขึ้น
ด้านนายอภิรักษ์ โกษะโยธิน ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร กล่าวว่า เป็นที่น่ายินดีที่ภาคเอกชนให้ความสำคัญต่อสิ่งแวดล้อม ทำให้มีกำลังใจจะรณรงค์สิ่งแวดล้อมในเมืองหลวงให้ดีขึ้น ซึ่งจะส่งผลถึงโลกให้มีสภาพแวดล้อมโดยรวมดีขึ้นตามไปด้วย

ในเรื่องนี้ ดิฉันเห็นว่า เป็นเรื่องที่ดีที่ภาคธุรกิจ จะมีส่วนลดปริมาณก๊าซเรือนกระจก แต่ ควรให้มีการดำเนินงานที่มีแผนงาน เป็นขั้น เป็นตอน และมีเป้าหมายที่ชัดเจน ไม่ใช่เพียงแค่ทำการรณรงค์ร่วมกับหน่วยงานภาครัฐ เป็นครั้งคราว เพราะเป็นเรื่องระยะสั้นเกินไป ตัวเองจะต้องทำตัวเป็นตัวอย่างด้วย
โดยเริ่มตั้งแต่ ให้มองว่า องค์กร สามารถที่จะสร้างความเปลี่ยนแปลงใดๆได้บ้าง
สำหรับการให้ความสำคัญต่อปัญหาโลกร้อน ซึ่งอาจต้องมีการประกาศ Environment Statement ที่ชัดเจน
ชี้ให้สังคมเห็นว่า มีความมุ่งหมายที่จะทำให้ผลิตภัณฑ์ของตน ช่วยลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมได้อย่างไรบ้าง การเน้นการบริการที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม การควบคุมมลพิษจากการจัดการขยะและของเสียอันตรายบางอย่าง เป็นต้น
ส่วนในด้านของผู้บริโภคอย่างเรา ก็ ควรมีการรณรงค์กันเองที่จะไม่อุดหนุนสินค้า จากห้างร้านใดๆ ที่ไม่นำพาในด้านการช่วย ลดวิกฤติโลกร้อน หรือ ไม่มีการลงทุนในด้านการประหยัดพลังงานใดๆ เลย
ซึ่งจะเป็นกระแสกดดันให้ ทางภาคธุรกิจต้องแสดงความรับผิดชอบต่อการแก้ปัญหาโลกร้อนนี้อย่างเต็มที่ค่ะ

ที่มาบางส่วน :: จากหนังสือพิมพ์ ประชาชาติธุรกิจ ในเรื่องการสำรวจความคิดเห็นขององค์กรหลายแห่ง ในประเด็นสิ่งแวดล้อม

             

บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย  ใน Good Living



ความเห็น (96)

สวัสดียามดึกครับคุณศศินันท์

แต่สำหรับตัวผมนั้นกลับไม่ค่อยกล้าที่จะไปดูงานแบบนี้ครับ ไม่กล้าไปดูนกแก้วที่ถูกขัง ไม่กล้าดูเสือในกรง ลูกสาวขอหลายรอบให้พาไปสวนสัตว์ ก็พยายามเลี่ยงกรงนก

สิ่งที่ผมอยากให้กรุงเทพมีก็คือ ปลูกต้นไม้จริงๆครับ อย่างในสิงคโปร์นี่ ไม่เห็นร่องรอยการตัดต้นไม้เลย มันยืนต้นอยู่ข้างทาง อยู่ในเกาะกลางถนนจนตะใคร่จับ ร่มรื่นชื่นใจ บางต้นใหญ่เท่า 2 คนโอบ โอ ชื่นใจครับ

 

เขียนเมื่อ 
เขียนเมื่อ 
  • สวัสดีค่ะพี่
  • สบายดีไหมคะ
  • สวยๆทั้งนั้นค่ะ  ชอบดอกกล้วยไม้จัง
  • โลกร้อนขออย่าให้ใจคนอย่าร้อนตามโลกเลยนะคะ
  • จะได้ช่วยกันคิดช่วยกันแก้ปัญหา

สวัสดีค่ะ คุณศศินันท์

เข้ามาอ่านบล็อกบ่อย แต่ไม่ได้ฝากรอยยิ้มไว้ :) รอบนี้ได้ทีขอแสดงความคิดเห็นไว้หน่อยค่ะ

ชอบใจงาน "มหัศจรรย์พฤกษาสวรรค์ แห่งมหานครพรุงเทพฯ" ค่ะ เห็นข่าวแล้วก็อยากไปเดินดูเหมือนกันค่ะ เพราะชอบดูต้นไม้มากๆ ค่ะ แต่ตอนนี้อยู่หาดใหญ่ เลยพลาดโอกาสไปเดินดู ก็เลยมาเก็บบรรยากาศจากบันทึกนี้แล้วกันนะคะ

พูดถึงเรื่องโลกร้อนแล้ว วันนี้ดิฉันไปซื้อผลไม้มา คิดในใจซื้อลูกเดียวเอง แม่ค้าใส่ถุงพลาดสติกซะใหญ่เลย เสียดายที่ไม่ได้เอาถุงผ้าประจำตัวไปด้วย ก็เลยต้องจำใจรับมา ตั้งใจไว้ว่าจะพยายามลดการใช้ถุงพลาสติกให้น้อยลงค่ะ

แล้วจะแวะมาดูภาพอีกนะค่ะ

 ขอบคุณมากค่ะ

 

เขียนเมื่อ 
  • พี่ศศินันท์คะ...
  • วันนี้มาแบบง่วงๆค่ะ ทำไมง่วงเร็วก็ไม่รู้
  • ดีใจที่ภาคธุรกิจเริ่มตื่นตัวมากขึ้น  ในการมีส่วนร่วมรับผิดชอบภาวะโลกร้อน...
  • ปกติหว้าไม่ค่อยเดินห้างค่ะ  แต่ก็เห็นความตั้งใจของทางห้างที่จะช่วยปลูกจิตสำนึกให้กับผู้คนหันมาใส่ใจสิ่งแวดล้อมกันมากขึ้น
  • อ้อ...พี่คะ
  • หว้าจะส่งหนังสือไปให้   แต่ไม่มีที่อยู่ของพี่ค่ะ
  • จะให้หว้าส่งอย่างไรดีคะ
  • วันนี้ยังไม่ได้เขียนบันทึก  เดี๋ยวจะข้ามวันซะก่อนค่ะพี่  ไปก่อนนะคะ
เขียนเมื่อ 

สวัสดีค่ะคุณหมอ

P

เรื่องนี้เป็นกิจกรรม ที่ภาคธุรกิจพยายามจะแสดงให้สังคมเห็นว่า เขาแคร์สิ่งแวดล้อม มีคนไปดูงานแน่นไปหมด มีต้นไม้ และสัตว์หลายชนิดของป่าเขตร้อน ซึ่งถ้าเราไม่พาเด้กไปดู เด็กก็ไม่มีโอกาสเห็น นอกจาก ไปสวนสัตว์ หรือดูหนัง

ทราบว่า ลงทุนไปมาก คงไม่ได้ เป็นตัวเงินกลับเข้ามา แต่ได้ภาพพจน์ที่ดีค่ะ

เพราะต่อไป คนจะต่อต้าน ธุรกิจที่เอาแต่ได้ ไม่ช่วยเหลือสังคม ในเมื่อเขาเอง มีส่วนมากในการก่อให้เกิด มลภาวะค่ะ

ที่สิงคโปร์มีต้นไม้มากและเขียวไปหมด ซึ่งเป็นส่วนดีของเขาค่ะ ดิฉันก็ชอบ เพราะบ้านเมืองเขา ชื้นยิ่งกว่าเรามาก ความเขียวสด จึงยังปรากฏให้เห็นทั่วไป

ส่วนตัวดิฉันก็ว่าดี นะคะ ที่มีเอกชนให้ความสำคัญกับสิ่งแวดล้อมแบบนี้ เป็นตัวอย่างที่ดีค่ะ

เขียนเมื่อ 

สวัสดีครับคุณพี่ศศินันท์

  • แอบๆมาเที่ยวกรุงเทพฯตอนดึก  หาอะไรๆไปฝากเด็กๆตอนเช้าพรุ่งนี้ครับ
  • ตกใจราคานกแก้วมาร์คอ  และสงสารคนกรุงเทพฯที่ต้องเที่ยวป่าในห้างฯ  ต่อไปคงถึงคิวคนบ้านนอกบ้างล่ะครับ
  • ราตรีสวัสดิ์ครับ
เขียนเมื่อ 

สวัสดีค่ะ

P
การร่วมวงของภาคธุรกิจจะทำให้ประเด็น สิ่งแวดล้อม มีความสำคัญและเด่นชัดขึ้นค่ะ

พี่ไปเที่ยว 2 หน เพราะบ้านอยู่ใกล้ค่ะ เอ็มโพเรี่ยมอยู่สุขุมวิท 24 พี่อยู่สุขุมวิท 16

มีคนพาเด็กๆไปเที่ยวเยอะ นึกในใจ ตอนนี้ มาเที่ยวป่ากับสวนสัตว์ในห้างแล้ว แต่เขาก็จัดได้ดีค่ะ มีสัตว์พอสมควร เสือเบงกอลก็มีค่ะ เดินไปเดินมาในกรง ไม่ดุค่ะ

แต่อยากให้การรณรงค์แบบนี้ยั่งยืนค่ะ ไม่อยากให้เป็นกระแสแบบแฟชั่น เราต้องช่วยกันไม่อุดหนุนพวกห้างที่ไม่ปล่อยมลพิษ หรือไม่ช่วยกันประหยัดพลังงานค่ะ

เขียนเมื่อ 

สวัสดีครับ

เขียนเมื่อ 

สวัสดีค่ะ

P

ขอบคุณน้องมะปรางค์เปรี้ยวที่เข้ามาอ่านค่ะ

ตอนนี้ มีห้างอื่นรณรงค์กันอีกเหมือนกัน แต่ไม่ได้จัดงานใหญ่แบบนี้ค่ะ เช่น ห้างโลตัส  Green Store  มีต้นแบบที่สาขาพระราม 1 เป็นอาคานต้นแบบประหยัดพลังงานค่ะ รู้สึกจะสร้างขึ้นเมื่อปี 2547

ที่เขาประกาศ ก็จะมีอาคารอนุรักษ์พลังงานแห่งที่ 2 ที่สาขา ศาลายาค่ะ ที่ สาขาพระราม 1 เทสโก้บอกว่าสามารถประหยัดพลังงานได้ 56 ล้านบาทต่อปี ก็ไม่เลวค่ะ แม้การลงทุนจะสูง แต่ก็จะยั่งยืนได้ ในระยะยาวค่ะ

น้องมะปรางค์เปรี้ยว  มีจิตสำนึกในการประหยัดพลังงาน เป็นเรื่องที่น่าชมเชย และเป็นตัวอย่างที่ดีค่ะ

พี่ศศินันท์ค่ะ

บางทีก็รู้สึกว่าเราทำอะไรไม่ได้คิดหน้าคิดหลัง ก็เลยทำให้สภาพแวดล้อมมันแย่ลงไปรึเปล่า มานั่งมองอีกที เราก็ช่วยทำให้มันดีขึ้นได้นี่นา...... ลงมือช่วยสิ่งแวดล้อมและโลกสักหน่อย เหมือนได้ทำบุญค่ะ

ขอบคุณมากค่ะ :)

เขียนเมื่อ 

สวัสดีครับ

เรื่องโลกร้อนนี่  เป็นเรื่องสำคัญสำหรับสมัยนี้ทีเดียวครับ   เห็นอย่างที่ อาจารย์ ว่าไว้ครับ ว่า ภาคธุรกิจควรแสดงจุดยืน

 มีความมุ่งหมายที่จะทำให้ผลิตภัณฑ์ของตน ช่วยลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมได้อย่างไรบ้าง  การเน้นการบริการที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม    

เป็นความรับผิดชอบต่อสังคมโลก เพราะที่เกิดเหตุการณ์นี้ เกิดจากส่วนหนึ่งมาจาก ผลิตภัณฑ์ ที่ทำลายสิ่งแวดล้อม  สะสมกันมานานมากแล้วครับ

เขียนเมื่อ 

สวัสดีค่ะอาจารย์

 สงสัยสอนเหนื่อย และฝนตกเลยง่วง เรื่องหนังสือ ขอบคุณล่วงหน้าค่ะ จะemailไปบอกค่ะ

ทางราชการเคยแจกหนังสือคู่มือการลดการใช้พลังงานที่ปล่อยแก๊สคาร์บอนไดอ็อกไซดิ์ค่ะ

เราก็ช่วยกันได้ค่ะ เช่น.... 

 

1.ใช้ชีวิตอย่างพอดี พอเพียง ไม่บริโภคมากเกินไป เพราะการบริโภคมากก็ต้องใช้พลังงานในการผลิตมาก

 2.ลดการบริโภคเนื้อสัตว์ เพราะเนื้อสัตว์ 1 ก.ก. จะปล่อยก๊าซคาร์บอนไดอ็อกไซด์ 3-5 ก.ก.3.สวมใส่เสื้อผ้าพอเหมาะ อย่าให้หนา จะช่วยให้ไม่ต้องเปิดแอร์มาก
4.ใช้ตะกร้าหรือถุงผ้าในการไปจ่ายตลาดหรือซื้อสินค้า ลดการใช้ถุงพลาสติกหรือโฟม เพราะการเผาขยะจะเกิดก๊าซคาร์บอนไดอ็อกไวดิ์มาก 5.ใช้บริการโรงแรมหรือห้างสรรพสินค้าที่มีการดูแลเรื่องสิ่งแวดล้อมอย่างจริงจังจนเป็นที่ปรากฏ6.ซื้อสินค้าหรือกับข้าใกล้บ้าน ไม่ต้องไปซุปเปอร์มาร์เก็ตโดยไม่จำเป็น และใช้ของรีไซเคิ่ลให้มากหน่อยเป็นต้น

สวัสดีครับพี่ศศินันท์

  • สบายดีไหมครับผม
  • ผมยังค้างในเรื่องของบันทึก กทม. อยู่เลยครับผม แต่มีบันทึกนี้มาช่วยเสริม แล้วพอดีอยู่ในแนวที่อยากจะร่วมส่งเสริมด้วยครับ
  • สิ่งหนึ่งที่ผมอยากจะเห็นมากๆ นะครับ คือ การปลูกป่าชายเลน หรือ ริมป่าแนวชายหาดที่บริเวณชายฝั่งอ่าวไทย ใต้ กทม. นะครับ ผมว่าน่าจะช่วยได้ระดับหนึ่ง หากวันหนึ่ง จะมีพายุหรือระดับน้ำหรือคลื่นซัดบริเวณนั้น แม้ว่ามันจะมีโอกาสในการเกิดการเปลี่ยนแปลงน้อยก็ตามครับ ผมว่าวันหนึ่งอาจจะมีแนวทางบางอย่างเปลี่ยนแปลง
  • นึกสงสัยราคานกนั้นจริงๆ นะครับ อยากเลี้ยงซักฝูงจังครับ ผมจะขายเอาเงินมาจ้างคนที่ทำลายสิ่งแวดล้อมให้นั่งกินนอนอย่างเดียว โดยที่เค้าไม่ต้องคิดอะไร เพื่อจะไม่ต้องให้ความคิดเค้าไปส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมนะครับ ในขณะที่เราชูป้ายลดภาวะโลกร้อน ก็จะมีอีกหลายๆ คนคิดว่าจะเปลี่ยนป่าตรงนั้นให้เป็นสวนยางหรือเป็นถิ่นทำกินได้อย่างไร ถามว่าเพราะอะไร......
  • ผมยังมองการกระจายตัวแบบหลากหลายให้กระจายทั่วประเทศนะครับ ผมดีใจครับ หากจะทำกทม.ให้เย็นเขียว น้ำในคลองสะอาดขึ้น จริงๆ น่าจะมีวิธีเรื่องการบำบัดน้ำเสียด้วยการใช้แบคทีเรียหรือจุลินทรีย์ในการบำบัด ตอนนี้ผมไม่แน่ใจว่าเป็นไงบ้างแล้วครับ การทดลองและเรื่องนี้ คนไทยหลายคนทราบว่าจะทำได้อย่างไรครับ
  • ขอบคุณมากๆ นะครับ 
เขียนเมื่อ 
เขียนเมื่อ 

สวัสดีค่ะครูวุฒิคะ

P

ดิฉันก็ตกใจราคานกแก้วค่ะ นกอะไรจะแพงขนาดนั้น

ยังไงๆก็ไม่ซื้อหรอกค่ะ

ที่โรงเรียนมีการปลูกต้นไม้ใหญ่ๆรอบๆหรือยังคะ และการใช้หลอดไฟก็ต้องใช้หลอดประหยัดไฟด้วยนะคะ อาจแพงกว่าธรรมดา แต่ประหยัดไฟกว่า และไม่เป็นพิษต่อสิ่งแวดล้อมเท่าใดค่ะ

การใช้รถ ก็ควรใช้รถส่วนตัวให้น้อย ใช้ระบบขนส่งสาธารณะให้มากขึ้นนะคะ

เรื่องนี้ ต้องสอนกันตั้งแต่เด็กๆเลยค่ะ จนให้ติดเป็นนิสัยค่ะ

จุติ
IP: xxx.121.200.247
เขียนเมื่อ 

สวัสดีครับ

ประเด็นนี้ ผมสนใจ ตรงคำว่า Green Store อยากให้เล่าให้ฟังอีกหน่อยครับ

เขียนเมื่อ 

สวัสดีค่ะคุณหมอ

 ตอนนี้มีกระแสเรียกร้องให้คนมาใช้พลังงานทดแทนกันมากขึ้น เพื่อลดกาซเรือนกระจก...ที่มีพูดถึงกันมากคือ

1.ใช้เชื้อเพลิงชีวภาพให้มากขึ้น

2ใช้พลังงานลม แสงอาทิตย์และพลังงานนิวเคลียร์ แต่อย่างหลังนี่ คนคงกลัว เดี๋ยวจะหนีเสือปะจรเข้อีก

3.พัฒนาเทคโนโลยีให้การปล่อยกาซเรือนกระจกอยู่ในระดับต่ำ

4.ปลูกต้นไม้ ปลูกป่า

5.ให้ตากผ้า ไม่อบผ้า

6.ใช้การขนส่งสาธารณะให้มากขึ้น เป็นต้นค่ะ

กรุงเทพฯเป็นเมืองที่ใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งของโลก ประชากร 12 ล้านคน มีการปล่อยกาซคาร์บอนไดอ็อกไซดิ์ออกมาถึงร้อยละ 40 ของทั้งประเทศค่ะ

ตอนนี้ กำลังเริ่ม มีปัญหาแล้ว เห็นก็กำลังวางแผนแก้ไขออกมาหลายๆด้านเหมือนกันค่ะ

เขียนเมื่อ 

ถ้าใครมีช่องทาง ลองเสนอบรรดานายกฯ เล็กต่างๆ ให้จัดระเบียบต้นไม้ตามถนนหน่อยดีไหมครับ

คือผมไม่ได้ต่อต้านอิสระในการเลือก หรือคิดจะผลักภาระไปให้ผู้บริหารเมืองหรอกครับ เพียงแต่คิดว่าถ้าปลูกต้นไม้ชนิดเดียวกันตามแนวถนน แบบที่ออกดอกพร้อมๆ กัน เป็นแนวยาว (อย่างน้อย 2 กม.) ก็จะให้ภาพแปลกตาครับ 

หลายๆ จังหวัด ก็มีดอกไม้ประจำเมือง ทำไมไม่เปลี่ยนสัญลักษณ์ให้เป็นสิ่งประจำเมืองจริงๆ ล่ะครับ น่าจะสวยมากเลย หากได้มีโอกาสเห็นดอกคูน (ราชพฤกษ์) บานพร้อมกัน 20 กม.ก่อนเข้าขอนแก่น หรือจังหวัดนนทบุรีปลูกต้นนนทรีตลอดแนวถนนติวานนท์ (งามวงศ์วานหรือแจ้งวัฒนะน่าจะดีกว่าเพราะคนใช้เยอะกว่า)

หรือไม่ก็สร้างค่านิยมว่ารู้สึกขอบคุณใคร ก็ปลูกต้นไม้ให้ต้นหนึ่ง ถ้ายังขอบคุณอยู่ ก็ปลูกให้อีก แค่สมาชิก GotoKnow กับสมาชิก Learners ขอบคุณสมาชิก UsableLabs สี่ท่านนี่ ก็ได้ต้นไม้เป็นแสนต้นแล้วนะครับ

เขียนเมื่อ 

สวัสดีค่ะ P

 

ขอบคุณน้องมะปรางค์เปรี้ยวที่เข้ามาอ่านค่ะ

ตอนนี้ มีห้างอื่นรณรงค์กันอีกเหมือนกัน แต่ไม่ได้จัดงานใหญ่แบบนี้ค่ะ เช่น ห้างโลตัส  Green Store  มีต้นแบบที่สาขาพระราม 1 เป็นอาคารต้นแบบประหยัดพลังงานค่ะ รู้สึกจะสร้างขึ้นเมื่อปี 2547

ที่เขาประกาศ ก็จะมีอาคารอนุรักษ์พลังงานแห่งที่ 2 ที่สาขา ศาลายาค่ะ ที่ สาขาพระราม 1 เทสโก้บอกว่าสามารถประหยัดพลังงานได้ 56 ล้านบาทต่อปี ก็ไม่เลวค่ะ แม้การลงทุนจะสูง แต่ก็จะยั่งยืนได้ ในระยะยาวค่ะ

น้องมะปรางค์เปรี้ยว  มีจิตสำนึกในการประหยัดพลังงาน เป็นเรื่องที่น่าชมเชย และเป็นตัวอย่างที่ดีค่ะ

เพราะ การใช้ตะกร้าหรือถุงผ้าในการจ่ายตลาดหรือซื้อสินค้า ทำให้การเผาขยะถุงพลาสติกหรือโฟม มีน้อยลง การปล่อยก๊าซคาร์บอนไดอ็อกไซดิ์ก็น้อยลง

ด้วยค่ะ 

ต้นไม้ข้างล่างนี้ รู้สึกจะเป็นต้นปรงพันธุ์หนึ่ง สวยมากค่ะ

เขียนเมื่อ 
เขียนเมื่อ 
เขียนเมื่อ 

สวัสดีค่ะคุณสาธิต

P

ตอนนี้ เป็นที่น่าดีใจที่ภาครัฐ เข้ามารณรงค์ ให้มีการเพิ่มพื้นที่สีเขียว ให้แก่ประเทศเรากันมากขึ้น ซึ่งทางภาคเอกชนจะอยู่เฉยไม่ได้แล้วค่ะ ต้องรีบเข้ามามีส่วนร่วมโดยเร็ว เพื่อมารับผิดชอบในสิ่งที่ตนเอง ก็มีส่วนทำให้บรรยากาศโดยรวมร้อนขึ้น และเพื่อภาพลักษณ์ที่ดี ของตนเองด้วย

โครงการที่น้องบอกมา ดีมากค่ะ พี่เองจะติดต่อไป เพื่อบริจาคต้นไม้เช่นกัน ขอบคุณค่ะที่แจ้งข่าวค่ะ

เชิญทุกท่านที่ยังไม่ได้อ่านข่าวนี้ อ่านได้เลยค่ะ ช่วยกันคนละไม้ละมือนะคะ

ร่วมรณรงค์ และสร้างการมีส่วนร่วม

เพื่อคืนสีเขียวให้กับกรุงเทพมหานคร

ร่วมสร้างสวน เพื่อเรียกนก กลับคืนสู่ความงดงามแห่งธรรมชาติ 

เปิดรับต้นไม้
ตั้งแต่ วันนี้ถึงวันที่ 20 ส.ค. 50
ณ ที่ทำการสวนรถไฟ โทร. 02-5379221
สนใจสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่สมาคมอนุรักษ์นกฯ

โทร. 02-691-4816, 02-691-5976
[email protected]

จุลเดช
IP: xxx.121.186.106
เขียนเมื่อ 

สวัสดีครับ

อ่านข่าวแล้ว รู้สึกดีขึ้น ที่มีการเอาใจใส่กันทุกภาคส่วน ได้ทราบว่า กรุงเทพฯได้กำหนดแผน 5 ปี ไว้แล้ว แต่ไม่ทราบรายละเอียด ถ้าพอบอกได้ก็ดียิ่ง  ตอนนี้สนใจมากครับ ขอบคุณล่วงหน้า

กฤษณา
IP: xxx.121.139.197
เขียนเมื่อ 

สวัสดีค่ะ

     อ่านแล้วค่ะ เรื่องโลกร้อน  ดิฉันก็รู้สึกเช่นกันค่ะ แต่ก่อนไม่ค่อยร้อนเท่าไร  อากาศเย็นสบาย  แต่กลับตอนนี้ร้อนกว่าเดิมอีก  ถ้าวันไหนนอนแล้วไม่ได้เปิดแอร์  หรือ เปิดพัดลม  นอนไม่ได้เลย     ขณะนี้ดีใจมาก  ที่ทั้งภาครัฐ และเอกชนช่วยกันรณรงค์ ลดภาวะให้โลกร้อนน้อยลง

เขียนเมื่อ 
  • สวัสดีค่ะ  คุณพี่ศศินันท์ ..

ช่วงนี้หลาย ๆ ประเทศตื่นตัวกันเรื่องภาวะโลกร้อน   ที่จะส่งผลกระทบกับทุกสรรพชีวิตบนโลก   จนถึงขนาดที่บางประเทศต้องระบุให้นำเรื่องภาวะโลกร้อนไว้ในแผนพัฒนาประเทศ  

ขอมีส่วนร่วมในการแก้ไขภาวะโลกร้อนด้วยการใช้ชีวิตอย่างพอเพียงและเพียงพอ ค่ะ  ^_^   เช่น ใช้น้ำแต่ปริมาณพอเพียง   ไปซื้อของในตลาดก็งดให้แม่ค้านำไปใส่ถุงพลาสติก  และอื่น ๆ อีกมากมาย

ขอบคุณค่า

พิเชษฎ์
IP: xxx.121.137.133
เขียนเมื่อ 

สวัสดีครับ

         ผมเห็นด้วยที่ขณะนี้โลกร้อน  ผมทำงานอยู่ที่เยาวราช  ต้องขับรถไปหาลูกค้าตามร้าน เห็นทุกบ้านเปิดแอร์กันทั้งนั้น  แล้วยิ่งรถเสียไม่ต้องพูดถึงเหงื่อไหลเต็มตัวไปหมด  ผมเห็นด้วยที่ภาครัฐรณรงค์กัน  ดีครับที่คุณศศินันท์ ที่เขียนเรื่องที่เป็นประโยชน์ให้อ่านกัน จะได้ช่วยกันรณรงค์อีกแรงหนึ่ง

ดาวเรือง
IP: xxx.121.136.249
เขียนเมื่อ 

สวัสดีค่ะ

        อ่านแล้วชอบค่ะ  ดิฉันไม่ค่อยได้เข้าไปในกรุงเทพฯ เท่าไร  เมื่อไม่กี่วันนี้เข้าไปแล้ว รู้สึกถนน หนทาง เริ่มมีต้นไม้สีเขียวมากขึ้น ดูร่มรื่นกว่าเดิมเยอะ  ใน กทม. มีแต่ตึก  อากาศก็ร้อน รถก็เยอะ  ถ้ามีต้นไม้สีเขียวมากขึ้นก็จะดี                                           

  • สื่อต่างๆช่วยกันโฆษณารณรงค์ภาวะโลกร้อน เช่น  สื่อจากทีวี  " ถ้าใครมีหนังสือที่ไม่ใช้ หรือไม่อ่าน ก็สามารถนำมาแลกกับต้นไม้ได้ " ส่วนหนังสือก็นำไปให้เด็กที่ขาดแคลน เป็นต้น
  • ทุกหน่วยงานก็จะมีต้องช่วยกันรณรงค์

 

เขียนเมื่อ 

สวัสดีค่ะคุณเม้ง

P

 

ดีใจที่เข้ามาให้ความเห็นค่ะ

 เรื่องนี้ คุณเม้งให้ความสนใจมามากโดยตลอด  มีบันทึกหลายบันทึกของคุณเม้ง เกี่ยวกับเรื่องนี้ พี่ก็อ่านอยู่ค่ะ

เรื่องป่าชายเลน เท่าที่ทราบตามข้อมูล ตามหนังสือ 111 ปี กรมป่าไม้  

ได้เป็นทิศทางการบริหารจัดการป่าไม้ ของกรมป่าไม้ มาตั้งแต่ปี 2544 จนถึงปัจจุบัน ในขณะเดียวกัน ก็มีการปลูกป่าในเมือง เพื่อเป็นที่พักผ่อนหย่อนใจของประชาชนด้วย

กรมป่าไม้ มีการกำหนดให้ มีการอนุรักษ์ป่าและฟื้นฟูทรัพยากรธรรมชาติ โดยให้มีพื้นที่อนุรักษ์ไม่ต่ำกว่า ร้อยละ 25 ของพื้นที่ประเทศ ควบคู่กับการอนุรักษ์ป่าชายเลน ให้ไม่ต่ำกว่า 1.25 ล้านไร่

ส่วนการทำให้ป่าชายเลน ช่วยป้องกันการชะล้างพังทะลายของดิน ก็ให้มีไม่น้อยกว่า 5 ล้านไร่

นอกจากนี้ ยังมี การฟื้นฟูปรับปรุงดินที่มีปัญหา เปรี้ยว เค็ม หรือขาดอินทรีย์วัตถุอีก ไม่น้อยกว่า 10 ล้านไร่อีก

นี่คือ ข้อมูลจากกรมป่าไม้ค่ะ แต่ในความเป็นจริง ก็ไม่ทราบว่า เป็นตัวเลขนี้หรือไม่

คุณเม้งทราบไหมคะ

ส่วนในกทม. ก็ได้มีการประกาศแผนงานในการปฎิบัติงาน แก้ปัญหาโลกร้อนระยะ 5 ปี  2550-2555 ไว้ 5 แนวทางด้วยกัน ซึ่งคุณเม้งอาจเคย อ่านประกาศนี้มาแล้วนะคะ

ในส่วนของ การบำบัดน้ำเสียด้วยการใช้แบคทีเรียหรือจุลินทรีย์ ไม่แน่ใจ ว่า กทม.จะใช้วิธีนี้หรือเปล่าค่ะ เพราะเป็นรายละเอียดค่ะ

แต่เห็นมีร่วมมือกับการไฟฟ้าฝายผลิตแห่งประเทศไทย ในเรื่องการจะนำเอาขยะมาแปรรูป เป็นพลังงานทางเลือกค่ะ

 มีนักวิชาการหลายคนที่ทราบ และดำเนินการเรื่องนี้อยู่ค่ะ

เขียนเมื่อ 

P

สวัสดีค่ะคุณConductor

ขอบคุณ

สำหรับข้อคิดเห็นที่ดีมากๆเหมือนเช่นเคยค่ะ

จะลอง เสนอเป็นความเห็นไปยังกทม.ดีไหมคะ

เพราะอะไรที่ปลูกเหมือนๆกัน ออกดอกพร้อมๆกัน จะสวยมากค่ะ    และควรเป็นต้นไม้ประจำจังหวัดนั้นๆ

อย่างเรื่องรถยนต์Honda ก็เป็นตัวอย่างที่ดี ในการแสดงความเอาใจใส่ต่อสิ่งแวดล้อมนะคะ

เพราะเห็นมีการประกาศวิสัยทัศน์ และการประกาศ Environment Statement อย่างชัดเจน

ล่าสุดมีการประกาศ ศูนย์บริการรักษ์สิ่งแวดล้อม ด้วยค่ะ

เสียดายตอนนี้ ไม่ได้ใช้รถยี่ห้อนี้แล้ว เคยใช้ค่ะ ใช้ดีค่ะ

สุ
IP: xxx.8.79.49
เขียนเมื่อ 

สวัสดีค่ะ

เรื่องปรากฏการณ์เรือนกระจก มีมานานแล้ว อ่านพบมานาน แต่ตอนนี้ เป็นกระแสแรงมาก

เลยไม่ทราบว่า เป็นการเมืองฟาก อเมริกา ปนอีกหรือเปล่า

เขียนเมื่อ 
P
สวัสดีค่ะน้องต้อม

เรา ในฐานะประชาชน ช่วยกันลดการบริโภค และใช้ชีวิตที่พอเพียงกันทุกคนก็มีส่วนช่วย ไม่ให้โลกร้อนขึ้นได้ค่ะ

จะซื้ออะไร ก็พยายามเลือกซื้อผลิตภัณฑ์ที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม อย่าไปซื้อของไกลๆบ้าน โดยไม่ได้ไปทำธุระอื่นอีก เพราะจะสิ้นเปลืองค่าโสหุ้ยในการเดินทางเปล่าๆ

พี่เอง บอกแม่บ้านว่า ขาดอะไรนิดๆหน่อยๆ ให้ซื้อรถกับข้าวที่เขาวิ่งมาขายทุกวัน หรือซื้อที่ร้านค้าปากซอย เป็นการอุดหนุนพวกเขาด้วย ไม่ต้องซื้อแต่กับร้านค้าใหญ่ๆเสมอไปค่ะ

ขอบคุณน้องที่แวะมาให้ความเห็นค่ะ

เขียนเมื่อ 

จุลเดช


สวัสดีค่ะ

ตามที่ดิฉันได้ติดตามอ่านข่าวประชาสัมพันธ์ของกรุงเทพมหานครอยู่เป็นประจำ ได้ทราบว่า

กทม.ได้กำหนดแผนปฎิบัติการแก้ปัญหาโลกร้อนระยะ 5 ปี ...2550- 2555.... เอาไว้ 5 แนวทางอย่างที่คุณเล่าให้ฟังค่ะ

พอสรุปได้ว่า.....

  • จะพัฒนาระบบขนส่งมวลชน รถไฟฟ้า รถเมล์ด่วยพิเศษ ให้มีทางจักรยานและส่งเสริมการขนส่งทางน้ำค่ะ
  • พยายามใช้พลังงานสะอาดขึ้น เช่น ก๊าซธรรมชาติ NGV พลังงานไบโอดีเซล  เป็นต้น ปัจจุบันจำนวนรถในกรุงเทพฯมี 5.5 ล้านคัน แต่มีไม่เท่าไรที่หันมาใช้พลังงานสะอาด
  • พยายามจูงใจให้คนหันมาใช้อุปกรณ์ประหยัดไฟฟ้า เช่น หลอดตะเกียบ
  • พยายามนำพวกขยะมาแปรรูปเป็นพลังงาน
  • ส่งเสริมการปลูกต้นไม้เพิ่มให้มากขึ้นมากๆ และการปลูกป่าชายเลน เพื่อลดการกัดเซาะชายฝั่งทะเลที่เขตบางขุนเทียน

ดิฉันเห็นว่า มีความคืบหน้าไปได้หลายๆโครงการเหมือนกันค่ะ

เขียนเมื่อ 

 กฤษณา

สวัสดีค่ะ

ขอบคุณที่มาเยี่ยมค่ะ

คุณกฤษณาเล่าว่า ที่บ้านร้อนเหลือเกินในช่วงนี้

กรณีของคุณกฤษณา คิดว่า ส่วนหนึ่ง น่าจะเป็นเพราะที่บ้านของคุณมีช่องลมน้อยไปนะคะ การระบายอากาศ ถ้าไม่ดี จะทำให้บ้านดูร้อนกว่าปกติ

และถ้าไปปลูกต้นไม้ใหญ่ๆปิดช่องระบายอากาศก็จะยิ่งทำให้ร้อน

แต่ถ้าเปิดแอร์ก็อย่าให้เกิน 25 องศานะคะ จึงจะประหยัดค่ะ

เขียนเมื่อ 

Flora & Fauna Fantasia

เขียนเมื่อ 

 พิเชษฐ์

สวัสดีค่ะคุณพิเชษฐ์

คุณพิเชษฐ์เล่าว่า........

ผมทำงานอยู่ที่เยาวราช  ต้องขับรถไปหาลูกค้าตามร้าน เห็นทุกบ้านเปิดแอร์กันทั้งนั้น  แล้วยิ่งรถเสียไม่ต้องพูดถึงเหงื่อไหลเต็มตัวไปหมด  ผมเห็นด้วยที่ภาครัฐรณรงค์กัน 

กรุงเทพฯเป็นเมืองที่ผังเมือง อาจไม่ค่อยดีมาแต่เดิม ดังนั้น การจราจรจึงเป็นปัญหามาก ดังนั้น การที่รถยนต์จะไปใช้พลังงานที่สะอาดขึ้นน่าจะดี แต่ปัญหามันอยู่ที่specของรถ บังคับค่ะ รถดิฉัน ถ้าไปเติมก๊าซอาจเครื่องพัง ต้องรอซื้อรถที่เติมก๊าซได้ก่อน

คงต้องรอการออกแบบรถมาใหม่ ไม่สามารถทำได้ตอนนี้ค่ะ

เขียนเมื่อ 

P

สวัสดีค่ะคุณsasinanda  ดีใจนะคะที่ชาวกรุงสนใจและตื่นตัวมากขึ้นในเรื่องนี้.....ทุกวันนี้ชาวชนบทก็พยายามทำกันหลายด้านค่ะ ไม่ว่าจะช่วยกันปลูกต้นไม้ อนุรักษ์แหล่งต้นน้ำ...ลำธาร...รณรงค์ใช้สิ่งที่เป็นธรรมชาติ....แต่บางครั้งก็พ่ายแพ้ต่อการนำเสนอความสะดวกสบายให้ใช้สิ่งที่ทำให้เกิดภาวะโลกร้อน....จนกลายเป็นความเคยชิน...จนลืมเลือนธรรมชาติที่บรรพบุรุษสั่งสมมา....ปัจจุบันบนดอยจึงมีทุกสิ่งที่ข้างล่างนำมาทิ้งไว้ให้.....หากเราช่วยกันผันธรรมชาติกลับคืน....เมืองไทยเราคงไม่เดือดร้อนเช่นนี้.....

  • สวัสดีค่ะ
  • สบายดีนะค่ะ
  • ช่วงนี้อากาศร้อนมาก...ไม่เข้าใจเหมือนกันว่าทำไมช่วงหน้าฝนปีนี้ อากาศถึงได้ร้อนยาวนานนัก ร้อนมาทั้งปีก็ว่าได้ ฝนจะตก แต่จะตกไม่นาน ก็จะหยุด แต่ก็ตกทุกวัน เพียงแต่ตกไม่มักเหมือนปีก่อน ๆ
  • ช่วงสภาวะโลกร้อนนี่ อะไร ๆ มันก็ดูร้อน และร้อนรนไปเกือบหมดนะค่ะ ทุกสิ่งทุกอย่างดูเปลี่ยนแปลงไปเกือบหมดเช่นกัน
sasinanda
IP: xxx.121.186.98
เขียนเมื่อ 
P

สวัสดีค่ะ

P

ขอบคุณที่มาให้ข้อคิดค่ะ

ครูหล้าบอกว่า....

ดีใจนะคะที่ชาวกรุงสนใจและตื่นตัวมากขึ้นในเรื่องนี้.....ทุกวันนี้ชาวชนบทก็พยายามทำกันหลายด้านค่ะ ไม่ว่าจะช่วยกันปลูกต้นไม้ อนุรักษ์แหล่งต้นน้ำ...ลำธาร...รณรงค์ใช้สิ่งที่เป็นธรรมชาติ

ค่ะ ดิฉันขอชื่นชมครูหล้ามากค่ะ

ดิฉันได้ทราบข้อมูลจากการสัมนาวิชาการเรื่องผลกระทบ เนื่องจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ที่ส่งผลต่อประเทศไทย

 โดย ดร.อานนท์ สนิทวงศ์ ณ อยุธยา ผู้อำนวยการศูนย์เครือข่ายงานวิเคราะห์วิจัยและฝึกอบรมการเปลี่ยนแปลงของโลกแห่งภูมิภาคเอเซียตะวันออกเฉียงใต้ 

 ที่สัมนากันที่ องค์การพิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์แห่งชาติ (อพวช) จังหวัดปทุมธานี เมื่อ 23 เม.ย.2550 ว่า

  • สภาพภูมิอากาศของประเทศไทย จะมีการเปลี่ยนแปลงไปเรื่อยๆ ภายใน 20-30 ปีต่อจากนี้ไป และจะรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งเห็นได้จาก การเพิ่มอัตราของระดับน้ำทะเล ที่อันดามัน จะสูงกว่าอ่าวไทยมาก
  • วันที่อุณหภูมิ สูงกว่า 33 องศาเซลเซียส จะเป็นปีละ 30-60 วัน จากเดิม มี 20 วันต่อปี ที่อุทัยธานีจะร้อนที่สุด เนื่องจากอยู่ในหุบเขา รองลงมาคือ นครสวรรค์
  • วันที่อุณหภูมิต่ำกว่า 15 องศาเซลเซียส จะมีประมาณ 30-40 วันต่อปี โดยจังหวัดที่อยู่บริเวณ ชายฝั่งตะวันตก จะมีจำนวนวันที่มีอากาศเย็นมากที่สุด
  • ประเทศไทยมีชายฝั่งทะเลยาว 2490 ก.ม.ทำให้จะได้รับผลกระทบรุนแรง  จากการเพิ่มขึ้น ของระดับน้ำทะเล เพราะมีชุมชนอยู่กันหนาแน่น
  • จะมีโอกาสพบกับพายุหมุนรุนแรง เพราะอุณหภูมิที่สูงขึ้น บนผิวน้ำของมหาสมุทร

อ่านแล้วก็น่ากลัวนะคะ เราควรต้องเตรียมตัว ให้เกิดผลกระทบน้อยที่สุดค่ะ

ที่จะกระทบมาก จะเป็นพวกจังหวัด ตามชายฝั่งทะเลไม่ใช่ที่สูงๆ แบบบนดอย

แต่ผลกระทบก็จะแผ่ขยายไปทั่วๆกัน

เพราะอุณหภูมิทางภาคเหนือ ก็จะสูงขึ้นด้วย ที่จะมีผลมากคือ...

1.ยุง จะมากขึ้น ไข้มาเลเรียจะมาอีก

2คนจะเป็นโรคภูมิแพ้กันมากขึ้น โดยไม่ทราบสาเหตุ

3.ต้นไม้ ดอกไม้จะผลิใบและดอกเร็วกว่าเดิม มีละอองเกสรมากขึ้น ทำให้แพ้ หรือเป็นหอบหืด

ถ้าเราได้ทราบผลที่จะตามมา เราจะได้เตรียมตัวที่จะลดความรุนแรงเหล่านี้ได้ทัน หรือไม่ให้มีผลกระทบมากนักค่ะ

เขียนเมื่อ 

สวัสดีค่ะ

P

ดีใจที่แวะเข้ามา เห็นรูปสวยๆที่เก็บมาฝาก อาจพอหายร้อนได้บ้างนะคะ

อย่างที่ตอบครูหล้าไปแล้วค่ะว่า

ประเทศเราจะมีอากาศเปลี่ยนแปลงไปเรื่อยๆ ที่เราสังเกตเห็นได้ชัด คือ ช่วงเวลาอกาศร้อนที่ยาวนานขึ้น

ภาวะโลกร้อนจะทำให้ทั่วโลกแปรปรวน มีผลกระทบถึงเราแน่นอนค่ะ

พวกโบราณสถานก็อาจเสียหายมากขึ้นค่ะ เช่น โบราณสถาน อายุ 600ปีที่สุโขทัย ก็เคยเสียหายอย่างหนัก เพราะน้ำท่วมใหญ่ ซึ่งเป็นผลกระทบจากโลกร้อนเช่นกันค่ะ

เขียนเมื่อ 
Green+rainforest
เขียนเมื่อ 

สวัสดีค่ะคุณดาวเรือง

คุณได้ให้ข้อมูลว่า

  • สื่อต่างๆช่วยกันโฆษณารณรงค์ภาวะโลกร้อน เช่น  สื่อจากทีวี  " ถ้าใครมีหนังสือที่ไม่ใช้ หรือไม่อ่าน ก็สามารถนำมาแลกกับต้นไม้ได้ " ส่วนหนังสือก็นำไปให้เด็กที่ขาดแคลน เป็นต้น
  • ทุกหน่วยงานก็จะมีต้องช่วยกันรณรงค์

เป็นข้อเสนอที่ดีนะคะ ก็น่าจะบอกต่อๆกันไป แต่จะให้ไปแลกที่ไหนคะ ช่วยบอกมาอีกทีค่ะ

ต่อไปนี้ เราคงเห็น ฤดูร้อนยาวขึ้น มาถึงเร็วขึ้น พวกนกอพยพทั้งหลาย คงงงกันเป็นแถว พวกมันคงปรับนาฬิกาชีวภาพในตัวกันไม่ทัน

สัตว์ที่จะมีชีวิตรอดในสภาพอากาศที่แปรปรวน ต้องเป็นสัตว์ที่แข็งแรง และจะเกิดสายพันธุ์ที่แข็งแรงตามมาค่ะ บางพันธุ์ก็จะเกิดการกลายพันธุ์ด้วย

รู้สึกว่าจะมีสัตว์อยู่หลายชนิดที่กำลังปรับตัวนะคะ

อีกอย่างหนึ่ง ดูข่าวในทีวี ไฟป่าเกิดรุนแรงมากในซีกโลกตะวันตกอย่างไม่เคยเกิดขึ้นมากอย่างนี้มาก่อน เพราะ มีความแห้งแล้งสูงนั่นเอง ทุกประเทศจึงตื่นตัวเรื่องภาวะโลกร้อนกันอย่างมากขณะนี้ค่ะ

ไฟป่ากรีซคร่าชีวิตครึ่งร้อย จ่อผลาญมรดกโลก-ต้องประกาศภาวะฉุกเฉินรับมือ

ไฟป่าครั้งร้ายแรงที่สุดในกรีซ คร่าชีวิตประชาชนไปแล้วครึ่งร้อย พร้อมลุกลามเข้าสู่เมืองโบราณ "โอลิมเปีย" ซึ่งเป็นมรดกโลกสำคัญของประเทศ และเป็นที่ตั้ง "เปลวเพลิงโอลิมปิก" ทางการต้องประกาศภาวะฉุกเฉินทั่วประเทศเพื่อรับมือ

ซาชาโร -รัฐบาลกรีซประกาศภาวะฉุกเฉินทั่วประเทศ หลังจากเกิดไฟป่าครั้งร้ายแรงที่สุดในรอบหลายสิบปี คร่าชีวิตประชาชนไปแล้วราว 50 คน และยังมีประชาชนอีกจำนวนมากติดอยู่กลางกองเพลิง

ไฟป่าเผาผลาญพื้นที่ในคาบสมุทรเพโลโพนิเซียน เกาะเอเวีย และอีกหลายพื้นที่ทางด้านตะวันออกชานกรุงเอเธนส์ ประชาชนหลายพันคนอพยพละทิ้งบ้านเรือน บ้านเรือนและสถานธุรกิจหลายร้อยแห่งถูกเพลิงเผาผลาญ ทำให้นายกรัฐมนตรีคอสตาส คารามันลิส กล่าวว่า ไฟป่าครั้งนี้ไม่ใช่เหตุบังเอิญ เขาให้คำมั่นว่าจะหาหลักฐานเพื่อนำตัวผู้กระทำความผิดมาลงโทษ

ทุกพื้นที่ในกรีซประกาศภาวะฉุกเฉินเพื่อระดมทรัพยากรและกำลังคนรับมือกับไฟป่า ขณะที่นักการเมืองต้องระงับการรณรงค์หาเสียงเลือกตั้งที่จะมีขึ้นในเดือนหน้าเป็นการชั่วคราว สถานที่ราชการลดธงลงครึ่งเสาเพื่อไว้อาลัยเป็นเวลา 3 วัน ต่อเหตุโศกนาฏกรรมครั้งร้ายแรงที่สุดของประเทศ

เจ้าหน้าที่ดับเพลิงกล่าวว่า พบไฟป่าประมาณ 100 แห่ง ทั่วประเทศ โดยที่คาบสมุทรเพโลโพนีซี เป็นเขตที่ไฟป่าเกิดรุนแรงที่สุด เจ้าหน้าที่สันนิษฐานว่า อาจมีหลายสาเหตุที่ทำให้เกิดไฟป่า เช่น อุณหภูมิที่เพิ่มขึ้น กระแสลม ความแห้งแล้ง และการวางเพลิง


ขณะเดียวกันในสหรัฐก็เกิดไฟป่าลุกลามใน 2 รัฐ โดยในรัฐไอดาโฮ ทางการได้สั่งอพยพประชาชนกว่า 1,000 ครัวเรือน เพื่อหลีกเลี่ยงผลกระทบจากไฟป่าลุกลาม

ส่วนที่รัฐแคลิฟอร์เนีย มีรายงานไฟป่าลุกลามติดต่อกันมากว่า 7 สัปดาห์ ที่เขตซานตา บาร์บารา โดยเจ้าหน้าที่สามารถควบคุมพื้นที่ไฟป่าได้แล้ว ราวร้อยละ 83 หลังเผาผลาญพื้นที่ป่าไปกว่า 969 ตารางกิโลเมตร อย่างไรก็ดี ไฟป่าดังกล่าวไม่มีความเสี่ยงที่จะก่อให้เกิดความเสียหายต่อพื้นที่ชุมชนใหญ่ ๆ

เขียนเมื่อ 

สวัสดีค่ะพี่ศศินันท์

แวะมาเยี่ยมค่ะ และทักทายค่ะ 

เข้าบล็อกนี้ทีไร เห็นรูปครอบครัวที่ศศินันท์แล้วร้อนขึ้นมาทุกทีเลยค่ะ  ตามกระแส อิอิอิ (อบอุ่นมาก จนร้อนน่ะค่ะ อิอิอิ)

ขอบคุณค่ะ

เขียนเมื่อ 

ได้ข่าวเรื่องงานนี้จากหนังสือพิมพ์มานานแล้ว นึกในใจว่าหากไม่ได้ไปคงได้อ่านและชมภาพงามๆจากการถ่ายทอดของคุณพี่ศศินันท์แน่ๆ ไม่ได้มีโอกาสไปแต่ก็ได้มีโอกาสเห็นที่นี่ ขอบคุณค่ะ

เรื่องสิ่งแวดล้อมและโลกร้อนนี้ประเทศไทยเราต้องรณรงค์ให้มากกว่านี้นะคะ ดูๆแล้วคนที่ไม่รู้ร้อนรู้หนาวยังมีอีกมาก และแม้พวกที่ทำการรณรงค์บางแห่งก็ทำตามกระแส คนที่สบายอยู่ในที่ที่ไม่ได้รับผลโดยตรงก็มักไม่ค่อยรู้สึก แต่คนที่อยู่ใกล้ธรรมชาติจะเห็นความเปลี่ยนแปลงที่ทำให้หวาดวิตกอย่างมาก

เกาะทูอาลู ถูกระดับน้ำทะเลที่สูงขึ้นกินเกาะเข้าไปลึกมากจนต้องมีการอพยพคนไปอยู่ประเทศอื่น ต้องพลัดพรากจากถิ่นที่เกิด แย่ที่จนทำอะไรไม่ได้ ต้องรับผลจากการกระทำของคนอื่น

การช่วยกันต้องทำทุกระดับ ดีที่ภาคธุรกิจขานรับเรื่องนี้ ภาคประชาชนคงต้องช่วยกันดูว่าเขาทำจริงมั้ย แค่ไหน หากทำจริงต้องประกาศ ต้องให้กำลังใจให้เป็นตัวอย่างนะคะ คนตัวเล็กๆอย่างเราๆท่านๆก็ช่วยได้คนละไม้คนละมือ เช่นช่วยกันปลูกต้นไม้ ช่วยกันลดความฟุ่มเฟือยในการบริโภคที่สร้างขยะเยอะ(เช่น เอาถุงผ้าไปช้อปปิ้ง) นุชเองอยู้บ้านยังเลือกเสื้อผ้าที่ใส่แล้วไม่ร้อน ซักแห้งง่าย (หน้าฝนหากตากไม่แห้งจะได้ไม่ต้องอบ) เป็นต้น เป็นความภูมิใจเล็กๆว่าได้ใช้ชีวิตที่ไม่ได้เอาแต่ตัวเองสบาย พอใช้ได้มั้ยคะ?

เขียนเมื่อ 
P
 นุ้ยcsmsu
สวัสดีค่ะคุณนุ้ย

ขอบคุณที่มาเยี่ยมค่ะ งานมาก แต่ก็ได้ประสบการณ์มากและสุขภาพดีนะคะ มีแต่ดีกับดีค่ะ เหนื่อยเดี๋ยวก็หาย

การช่วยรักษาสิ่งแวดล้อม การปลูกต้นไม้มากๆ การอยู่อย่างพอเพียง การใช้พลังงานอย่างประหยัด  ก็จะช่วยเรื่องภาวะโลกร้อนนี้ได้ค่ะ

คิดว่าที่มหาสารคาม ยังมีธรรมชาติที่ดีอีกมากที่ยังดีอยู่ ต้องช่วยกันรักษาไว้นะคะ

ทราบไหมคะ มีสัตว์บางชนิดในโลกใกล้สูญพันธุ์แล้ว เห็นได้ชัด ก็พวกสัตว์ครึ่งน้ำ ครึ่งบกค่ะ เช่นพวก กบ คางคก กิ้งก่าชนิดหนึ่ง แม้จะไม่ใช่ในประเทศเรา แต่ก้ไม่แน่ว่า วันหนึ่ง เราอาจได้ยินข่าวนี้ที่นี่ก็ได้ค่ะ

เพราะสัตว์ครึ่งน้ำครึ่งบก มีผิวหนังที่ไวต่อสิ่งแวดล้อมมากค่ะ เช่น คุณภาพอากาศและน้ำ เป็นต้นค่ะ

เขียนเมื่อ 

สวัสดีค่ะอาจารย์

P

จากบันทึกเรื่องการซ่อมเรือของอาจารย์ เป็นการแสดงให้เห็นถึง การสังเกตความเปลี่ยนแปลงการอพยพของสัตว์ได้เป็นอย่างดี และเป็นสัญญาณว่า ธรรมชาติกำลังมีการเปลี่ยนแปลง....ปูนาหลายร้อยตัวอาจเป็นพันอพยพขึ้นมาจากนา

ภัยธรรมชาติเกิดขึ้นที่ประเทศเราถี่ยิ่งขึ้น โดยเฉพาะภัยแล้ง และอุทกภัย เป็นสิ่งที่ชี้ ให้เห็นว่า การเปลี่ยนแปลงของสภาวะอากาศ กำลังส่งผลถึงประเทศเราแล้วค่ะ

จำได้ว่า เมื่อปี 2549 เกิดอุทกภัยหลายจังหวัดในภาคเหนือและภาคเหนือตอนล่าง ดังในบันทึกนี้ค่ะ 

ที่จังหวัดแพร่ เสียหายมาก น้ำป่าดินโคลนไหลทะลักเข้าท่วมบ้านเรือนเยหาย 900 หลังคาเรือน เมื่อพ.ค. 2550 ซึ่งไม่เคยเป็นอย่างนี้ ในฤดูร้อนค่ะ

และปลายเม.ย 2550 มีพายุฤดูร้อนกระหน่ำมาหลายพื้นที่ๆพิษณุโลก

และเมื่อ กลางพ.ค.2550 เกิดคลื่นชายฝั่ง สูงหลายเมตร คล้ายซึนามิ ที่ภูเก็ตและพังงา ทั้งที่ไม่มีแผ่นดินไหว ในมหาสมุทรอินเดีย

พี่เอง ยังหวั่นๆว่า กทม.ก็อาจได้รับผลกระทบ จากน้ำทะเลหนุน และทะลักเข้ามาในคลองประปา ซึ่งจะกระทบต่อการผลิตน้ำประปาค่ะ

เราอาจดูวิตกมากไปหรือเปล่าก็ไม่ทราบ แต่ก็มีสิ่งบอกเหตุหลายๆอย่างนะคะ

การออกมาช่วยกันรณรงค์ให้ประชาชน ตื่นตัวในเรื่องนี้ จึงเป็นเรื่องสำคัญมากค่ะ

ลำพังตัวเอง  ใช้ชีวิตพอเพียงมาตลอด และรู้คุณค่าของทรัพยากรทั้งหลายดี

แต่เราคงต้องได้รับผลกระทบไปด้วย ถ้า ส่วนรวมได้รับผลกระทบค่ะ

วิทยา
IP: xxx.121.201.241
เขียนเมื่อ 

สวัสดีคครับ

ผมติตามเรื่องนี้มาตลอด และคิดว่ามีสิ่งบอกเหตุหลายอย่างเหมือนกัน อากาศร้อนชื้นมากขึ้น และนาน บ้านผม แถวอยุธยา ยุงชุมมากๆๆ ผมกลัวไข้เลือดออกและโรคอื่นๆที่มียุงเป็นพาหะครับ

เขียนเมื่อ 

 สุ

สวัสดีค่ะคุณสุ

P

คุณสุ มีความข้องใจหน่อย ตรง.....

เรื่องปรากฏการณ์เรือนกระจก มีมานานแล้ว อ่านพบมานาน แต่ตอนนี้ เป็นกระแสแรงมาก

เลยไม่ทราบว่า เป็นการเมืองฟาก อเมริกา ปนอีกหรือเปล่า

ค่ะ ดิฉันก็ได้ทราบเรื่องนี้มานาน  และได้อ่านเพิ่มเติมจากที่นี่ค่ะ

ปรากฏการณ์เรือนกระจกเป็นปรากฏการณ์ธรรมชาติมานานแล้ว เมื่อพลังความร้อนของดวงอาทิตย์ทะลุผ่านชั้นบรรยากาศมายังพื้นโลก และโลกจะดูดกลืนพลังความร้อนส่วนใหญ่ไว้ ทำให้โลกร้อนขึ้น

 แต่พลังความร้อนบางส่วนจะสะท้อนกลับไปยังชั้นบรรยากาศของโลกและถูกดูดกลืนโดยก๊าซเรือนกระจกในชั้นบรรยากาศของโลก

เมื่อก๊าซเรือนกระจก ดูดกลืนพลังงานแล้ว ก็จะเริ่มปล่อย พลังงานความร้อน ออกไปทุกทิศทุกทาง โดยปล่อยกลับมายังโลก ประมาณ 30%

ผลที่ออกมาคือ อุณหภูมิของพื้นผิวโลกจะเท่ากับประมาณ 15องศาเซลเซียส ซึ่งเหมาะกับ ซึ่งเป็นอุณหภูมิที่เหมาะสมสำหรับกับการอาศัยของสิ่งมีชีวิต

แต่ต่อมา มนุษย์ได้ปล่อยก๊าสคาร์บอนไดอ็อกไซดิ์ออกไปมากขึ้นๆ ทำให้ก๊าซเรือนกระจกมีปริมาณมากขึ้น ส่งผลให้มีการดูดกลืนความร้อนมากขึ้นและปล่อยพลังความร้อนมายังโลกมากขึ้นด้วย อุณหภูมิบนพื้นผิวโลกจึงมากขึ้น

เรื่องการเมือง อาจมีส่วนอยู่บ้าง แต่ก็มีความจริง ที่ผู้คน ไม่อาจปฎิเสธได้ค่ะ

ความจริงนี้ ได้เกิดการตื่นตัวขึ้นอย่างมากในแวดวงธุรกิจ โดยเฉพาะธุรกิจที่ประกาศตัวเองว่า เป็นองค์กรที่มีความรับผิดชอบต่อสังคมค่ะ

เขียนเมื่อ 
  • ตามมาขอบคุณครับ
  • ถ้าคนไม่ทำลายธรรมชาติและช่วยกันปลูกต้นไม้
  • รับรองบ้านเราจะน่าอยู่ครับผม
เขียนเมื่อ 

สวัสดีค่ะคุณขจิต

P

จริงอย่างที่คุณขจิตให้ความเห็นค่ะ ....

  • ถ้าคนไม่ทำลายธรรมชาติและช่วยกันปลูกต้นไม้
  • รับรองบ้านเราจะน่าอยู่ครับผม

    แต่บางครั้งเราก็หลีกเลี่ยง ผลกระทบจากการที่ภูมิอากาศของโลกเปลี่ยนแปลงไม่ได้ค่ะ

    ซึ่งอ้างอิงตาม www.climate.org นะคะ

    ผลกระทบของการที่ภูมิอากาศของโลกเปลี่ยนแปลงคือ

    • ระยะเวลาอากาศอุ่นยาวนานขึ้น.....  ขณะนี้ เป็นอยู่แล้ว
    • จะมีคลื่นความร้อนเกิดขึ้นมากขึ้น....มีความเป็นไปได้มาก
    • จะมีฝนตกชุกและรุนแรง.......มีความเป็นไปได้มาก
    • จะมีพื้นที่แห้งแล้งมากๆในโลกมากขึ้น......อาจได้เห็นในระยะต่อไป ไม่ใช่ตอนนี้
    • จะมีพายุร้อนรุนแรงเกิดขึ้น.......จะมีขึ้นได้ แต่อาจยังไม่ถี่นัก
    • อาจมีคลื่นยักษ์เกิดขึ้น แต่ไม่ใช่ซืนามิ และระดับน้ำทะเลสูงขึ้น......จะมีเป็นครั้งคราว

    สิ่งเหล่านี้ คือความเป็นไปได้ทั้งนั้นค่ะ เราอย่าประมาทดีที่สุดค่ะ

  • เตชิน
    IP: xxx.121.195.79
    เขียนเมื่อ 

    สวัสดีครับ

    ผ่านเข้ามาอ่าน ได้ความรู้ดีครับ

    อย่างนี้ ถ้า บ้านเมืองเรา พอลลูชั่นน้อยลง ก็คงจะดีขึ้นนะครับ

    เขียนเมื่อ 

    สวัสดีค่ะคุณเตชิน

    ดิฉันไปค้นนิตยสาร "Science" ปี 2005 มีตีพิมพ์ผลการศึกษาภาวะโลกร้อนโดยนักวิทยาศาสตร์ขององค์การนาซ่า ของมหาวิทยาลัยโคลัมเบีย ของมหาวิทยาลัยนิวยอร์ค แสดงเหมือนกันหมดว่า โลกดูดกลืนพลังงานความร้อน  จากดวงอาทิตย์  มากกว่าจะสะท้อนกลับออกไปค่ะ ทำให้เกิดการไม่สมดุลย์ขึ้น ทำให้โลกร้อนขึ้นค่ะ

    ความไม่สมดุลย์ของพลังงานมาจาก ผลของพอลลูชั่นที่มีในบรรยากาศมากค่ะ

    ซึ่งคือก๊าซคาร์บอนไดอ็อกไซด์ มีเทน และอนุภาคคาร์บอนดำเป็นต้น

    พอลลูชั่นเหล่านี้ จะกั้นความร้อนที่จะแผ่จากโลกไปยังอวกาศ และยังจะเพิ่มการดูดกลืนแสงอาทิตย์อีกด้วยค่ะ

    ดังนั้น ถ้าเรา พยายามทำให้บ้านเมืองเรา มีพอลลูชั่นน้อยลง พยามลดการบริโภค พยายามประหยัดพลังงาน อย่าใช้กันอย่าง ไม่บันยะบันยัง ช่วยกันคนละไม้ละมือสำหรับประชาชนธรรมดาอย่างเรา ก็จะทำให้บ้านเมืองดีขึ้นค่ะ

    สถาพร
    IP: xxx.8.80.236
    เขียนเมื่อ 

    สวัสดีครับ

    ผมเคยอ่านข่าวดร.ปิยะสวัสดิ์ฯ เคยให้สัมภาษณ์ ว่า จะใช้ขยะเป็นพลังงานไฟฟ้าได้ ไม่ทราบมีความคืบหน้าอย่างไร พอทราบไหมครับ

    เขียนเมื่อ 

    สวัสดีครับ

             ผมได้ความรู้เรื่องภาวะโลกร้อน สลับภาพสวยๆ ทำให้รู้สึกเช่นเดียวกันว่า  ถึงเวลาที่ควรมาช่วยกันครับ

            - คำถามหนึ่งเกิดขึ้นก็คือ  โลกเคยร้อนมาแล้ว เมื่อโลกกำเนิดขึ้น  และกลับมาเย็นในกาลอันเนิ่นนาน แล้วจะกลับมาร้อนอีก มันเป็นภาวะที่ต่างกันอย่างไรครับ

            - คำถามสองคือ ภาวะโลกร้อน กับภัยพิบัติทางธรรมชาติ เกี่ยวข้องโดยตรงหรือโดยอ้อมตรงไหนครับ

              ต้องขออภัยที่ถาม เพราะผมเองมองว่า มันค่อนข้างซับซ้อน จะอธิบายให้นักศึกษาฟังก็กลัวผิดครับจึงต้องขอความกรุณาคุณ sasinanda ช่วยครับ

    เขียนเมื่อ 

    สวัสดีค่ะคุณวิทยา

    P

    คุณวิทยา สังเกตว่า.......คิดว่ามีสิ่งบอกเหตุหลายอย่างเหมือนกัน อากาศร้อนชื้นมากขึ้น และนาน

    ดิฉันก็กังวลค่ะ เพราะอากาศที่ร้อนขึ้น และมีเวลานานขึ้น ทำให้มีโรคภัยไข้เจ็บมากขึ้นแน่นอนค่ะ

    ยุงที่เพิ่มมากขึ้น อาจทำให้โรคมาเลเรียมาแพร่ระบาดอีกได้ นอกเหนือจากไข้เลือดออก คนก็จะเป็นโรคภูมิแพ้กันมากยิ่งขึ้นด้วย

    มีภาพมาฝากค่ะ  มีสัตว์บางชนิดในโลกใกล้สูญพันธุ์แล้ว เห็นได้ชัด ก็พวกสัตว์ครึ่งน้ำ ครึ่งบกค่ะ เช่นพวก  กิ้งก่าชนิดหนึ่ง ที่มีเหลืออยู่น้อยลงๆ  เป็นต้น

    เขียนเมื่อ 

    สวัสดีค่ะอาจารย์

    P

    ก่อนอื่นต้องบอก ว่า เรื่องทางวิชาการ ทางวิทยาศาสตร์นี้ ดิฉันไม่ได้รู้มากอะไรนะคะ อาศัยเคยอ่านหนังสือมาบ้าง และสนใจในเรื่องภูมิอากาศที่เปลี่ยนไป กับพวกมลภาวะอยู่บ้างเท่านั้นเอง

    มีครั้งหนึ่ง นานมาแล้ว เคยคิดจะไปร่วมกับบริษัทต่างชาติ ทำในเรื่อง Waste Management ค่ะ แต่ศึกษาไประยะหนึ่ง ก็ไม่ได้ทำค่ะ

    และดิฉันเองก็เป็นพวกชอบธรรมชาติ ไม่ชอบการใช้ทรัพยากรทุกชนิดอย่างไม่รู้คุณค่าค่ะ

    ส่วนเรื่องที่อาจารย์จะมีข้อแลกเปลี่ยนความเห็นในเรื่อง

    โลกเคยร้อนมาแล้ว เมื่อโลกกำเนิดขึ้น  และกลับมาเย็นในกาลอันเนิ่นนาน แล้วจะกลับมาร้อนอีก มันเป็นภาวะที่ต่างกันอย่างไร

    เรื่องนี้ ตามweb site ทางวิทยาศาสตร์ต่างๆและนิตยสาร "Science" จะมีอธิบายไว้อย่างละเอียดค่ะ

    แต่สรุปจากข้อมูล ที่มาจาก ที่นี่ ได้คือ

    โลกในยุคแรกเป็นของเหลวหนืดร้อน ถูกกระหน่ำชนด้วยอุกกาบาตตลอดเวลา องค์ประกอบซึ่งเป็นธาตุหนัก เช่น เหล็ก และนิเกิล จมตัวลงสู่แก่นกลางของโลก

    ขณะที่องค์ประกอบซึ่งเป็นธาตุเบา เช่น ซิลิกอน ลอยตัวขึ้นสู่เปลือกนอก ก๊าซต่างๆ เช่น ไฮโดรเจนและคาร์บอนไดออกไซด์ พยายามแทรกตัวออกจากพื้นผิว ก๊าซไฮโดรเจนถูกลมสุริยะจากดวงอาทิตย์ทำลายให้แตกเป็นประจุ

    ส่วนหนึ่งหลุดหนีออกสู่อวกาศ

    อีกส่วนหนึ่งรวมตัวกับออกซิเจนกลายเป็นไอน้ำ

     เมื่อโลกเย็นลง เปลือกนอกตกผลึกเป็นของแข็ง ไอน้ำในอากาศควบแน่นเกิดฝน น้ำฝนได้ละลายคาร์บอนไดออกไซด์ลงมาสะสมบนพื้นผิว เกิดทะเลและมหาสมุทร

    สองพันล้านปีต่อมาการวิวัฒนาการของสิ่งมีชีวิต ได้นำคาร์บอนไดออกไซด์มาผ่านการสังเคราะห์แสง เพื่อสร้างพลังงาน และให้ผลผลิตเป็นก๊าซออกซิเจน ก๊าซออกซิเจนที่ลอยขึ้นสู่ชั้นบรรยากาศชั้นบน แตกตัวและรวมตัวเป็นก๊าซโอโซน

    ซึ่งช่วยป้องกันอันตรายจากรังสีอุลตราไวโอเล็ต ทำให้สิ่งมีชีวิตมากขึ้น และปริมาณของออกซิเจนมากขึ้นอีก ออกซิเจนจึงมีบทบาทสำคัญต่อการเปลี่ยนแปลงบนพื้นผิวโลกในเวลาต่อมา

    แต่สรุปสำหรับจากตัวดิฉันเอง  ตามความเข้าใจ ได้ดังนี้

    คือเดิมโลกร้อนมากๆ ต่อมาเย็นลง จึงเกิดสิ่งมีชีวิตขึ้นได้ พื้นผิวของโลกจะมีอุณหภูมิประมาณ 15 องศาเซลเซียส ซึ่งป็นอุณหภูมิที่เหมาะสำหรับการอยู่อาศัยของสิ่งมีชีวิตแต่หลังจากการปฎิวัติอุตสาหกรรม มนุษย์ได้ปล่อยก๊าซคาร์บอนไดอ็อกไซดิ์ และกาซอื่นๆขึ้นสู่บรรยากาศมากขึ้น ทำให้ก๊าซเรือนกระจกมีปริมาณมากขึ้น  การดูดกลืนพลังงานความร้อนมีมากขึ้น  และก็ปล่อยพลังงานความร้อนกลับมายังโลกมากขึ้นด้วย ทำให้อุณหภูมิบนพื้นผิวโลกสูงขึ้นการที่โลกดูดกลืนพลังงานความร้อน  จากดวงอาทิตย์  มากกว่าจะสะท้อนกลับออกไปสู่อวกาศ ทำให้เกิดการไม่สมดุลย์ขึ้น ทำให้โลกร้อนขึ้นค่ะ

    ส่วนคำถามสองคือ ภาวะโลกร้อน กับภัยพิบัติทางธรรมชาติ เกี่ยวข้องโดยตรงหรือโดยอ้อมตรงไหนครับ

    ดิฉันก็คงต้องขอ ให้อาจารย์อ่านที่นี่ค่ะ www.climate.org
     และ ที่นี่ ค่ะ  ซึ่งสรุปได้ก็คือ

     ประเด็นสำคัญที่ประเทศไทยควรจะต้องคำนึงถึงก็คือ ภาวะโลกร้อนที่กำลังเกิดขึ้นอยู่นี้เป็นปรากฏการณ์ในระดับโลกและคาดว่าจะยังคงดำเนินต่อไปอีกหลายทศวรรษเป็นอย่างน้อย 

    และ การเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศอันเป็นผลสืบเนื่องจากภาวะโลกร้อนนั้นจะมีความแตกต่างกันไปตามแต่ละภูมิภาคของโลก ทั้งนี้ประเทศไทยตกอยู่ในข่ายที่จะได้รับผลกระทบจากภาวะโลกร้อนโดยหลีกเลี่ยงไม่ได้

    ผลกระทบที่จะเกิดขึ้นจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศอันเนื่องมาจากภาวะโลกร้อนนั้นเป็นผลที่เกิดขึ้นสืบเนื่องเป็นลูกโซ่ โดยอาจเริ่มจากผลกระทบต่อระบบชีวภาพกายภาพ (bio-physical system) และจะก่อให้เกิดผลกระทบสืบเนื่องต่อไปถึงด้านเศรษฐกิจสังคม เช่น ผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่เกิดขึ้นกับระบบนิเวศน์ จะส่งผลกระทบสืบเนื่องไปถึงการดำเนินชีวิตและความเป็นอยู่ของผู้คน ซึ่งอาจมีความแตกต่างกัน
    อาจารย์สามารถให้นักศึกษาค้นคว้าได้ที่ web site ดังกล่าวค่ะข้างต้น
    ค่ะแต่ดิฉันขอสรุปสั้นๆอีกนิดว่า
    ภัยจากโลกร้อน จะทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างมาก ในด้านภูมิอากาศ  และมีผลกระทบ   ทำให้เกิดภัยพิบัติทางธรรมชาติ ในระดับโลก  เช่น
    ·        อาจเกิด น้ำาท่วม  อันเนื่องมาจากระดับน้ำทะเลที่สูงขึ้น เป็นไปได้ว่า อาจต้องอพยพคนมากเป็นล้านๆคน·        จากการที่ธารน้ำแข็งละลาย จะทำให้ชาวโลกบางส่วน ที่มีจำนวนไม่น้อย  ขาดแคลนน้ำจืด·        จะมีสัตว์ป่าบางชนิด   ค่อยๆล้มหายตายจากไป จนถึงสูญพันธุ์·        จะเกิดน้ำท่วมและภัยแห้งแล้ง ในหลายๆส่วนของโลก

     

    ขณะนี้ บางส่วนของประเทศเคนย่า  กำลังได้รับผลกระทบจากการขาดแคลนน้ำในการเพาะปลูกและบริโภคแล้ว

    เขียนเมื่อ 

    สวัสดีค่ะอาจารย์กรเพ็ชรคะ

    P

    พอดีไปอ่านข่าวสัมภาษณ์.ดร.อานนท์ สนิทวงศ์ ณ อยุธยา

    ในวัย 46 ปี ปัจจุบันเป็นอาจารย์ประจำภาควิชาวิทยาศาสตร์ทางทะเล คณะวิทยาศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และผู้อำนวยการศูนย์เครือข่ายงานวิเคราะห์วิจัยและฝึกอบรมการเปลี่ยนแปลงของโลกแห่งภูมิภาคตะวันออกเฉียงใต้ (START)
    .

     ที่น่าสนใจ ตรงกับประเด็นที่อาจารย์อยากทราบอยู่ เลยเก็บมาฝากค่ะ

    วิทยาศาสตร์มิใช่คำตอบสุดท้าย !

     กับเรื่อง “ภาวะโลกร้อน” นั้น ดร.อานนท์บอกว่า แม้ว่าทุกคนจะลดการใช้พลังงานลงถึง 100% ก็ตาม เพราะยังคงมีสาเหตุเรือนกระจกจากธรรมชาติ คือน้ำแข็งและดินแข็งที่ละลายลงไปเรื่อย ๆ อันเป็นเหตุจาก “มนุษย์สร้างความเสียหายมายาวนาน” ดังนั้น เรื่องที่ควรจะพูดถึงกันให้มากด้วยก็คือ “การรับมือ” ซึ่งปัญหานี้มันมากกว่าที่วิทยาศาสตร์จะแก้ไขได้ทั้งหมด ในฐานะนักวิทยาศาสตร์ ต้องบอกว่าไม่ใช่
     
    “จิตสำนึกในการดูแลสิ่งแวดล้อม เป็นสิ่งที่ต้องปลูกฝังกันตั้งแต่ในระดับครัวเรือน ชุมชน สังคม และประเทศ เพราะเรื่องเดือดร้อนที่เกี่ยวกับธรรมชาตินั้นไม่ได้กระทบเพียงคนเดียว แต่กระทบเท่ากันหมดทุกคน”

    เมื่อมีเวลาก็จะพยายามพาลูกสาวไปอยู่กับธรรมชาติบ้าง อาทิ สวนสาธารณะที่มีต้นไม้ มีรังมด ฯลฯ และพยายามอธิบายสิ่งนั้นสิ่งนี้ ว่านี่คือธรรมชาตินะ ไม่ใช่สิ่งที่มนุษย์สร้างขึ้น สำคัญอย่างไรต่อระบบนิเวศ รวมไปถึงการรู้จักใช้พลังงานอย่างมีคุณค่า เช่น การใช้รถสาธารณะ การออกกำลังกายด้วยการเดินเพื่อที่จะไม่ยึดติดกับความสะดวกสบายที่  มีผลกระทบต่อ  สิ่งแวดล้อม”

    ที่สำคัญสอนให้เขาพยายามที่จะปรับตัวให้เข้ากับธรรมชาติ   ไม่ใช่ให้ธรรมชาติปรับเข้าหาเรา ยกตัวอย่าง เช่นการใช้เครื่องปรับอากาศ ให้เปิดเพราะร้อนจริง ๆ ร้อนจนทนไม่ได้ ไม่ใช่เปิดเพราะเป็นความเคยชินอัตโนมัติ หรือเป็นนิสัย ร้อนหรือไม่ร้อนก็เปิดไว้ก่อน คือต้องมีสติและเหตุผลทุกครั้งในการบริโภคพลังงาน ซึ่งเป็นสิ่งที่ต้องปลูกฝังให้ลูกตั้งแต่ยังเด็ก เพราะสอนตอนโตแล้วจะปรับตัวลำบาก” ดร.อานนท์กล่าว.

     

     

    นันท์
    IP: xxx.121.201.59
    เขียนเมื่อ 

    สวัสดีค่ะ

    อ่านบล็อกนี้ ให้ความรู้ มีสาระมากค่ะ ตรงกับที่อยากรู้พอดี

    แต่ยังไม่ชัดเรื่องแผนแม่บทของกรุงเทพฯค่ะ

    พอจะแสดงให้ทราบได้ไหมคะ ขอบคุณค่ะ

    เขียนเมื่อ 

     นันท์

    สวัสดีค่ะคุณนันท์

    เรื่องแผนแม่บทของกรุงเทพฯ พอดีอ่านแล้ว และเก็บไว้ในfile เลยหยิบออกมาง่ายหน่อยค่ะ หวังว่า คงได้ประโยชน์นะคะ

    แผนแม่บท5 ประการ คนไทยร่วมพิทักษ์โลก

    แม้สิ่งที่กทม.คนเมือง และคนไทยทั่วประเทศกำลังทำอยู่ เพื่อช่วยลดภาวะโลกร้อนได้ไม่มาก แต่อย่างน้อยวันนี้ทุกคนก็เริ่มหันมาตื่นตัวกับกระแสโลกร้อนกันมากขึ้น

    ปฏิญญากรุงเทพมหานคร

    - ลดการใช้พลังงานใช้ทรัพยากรให้เกิดประโยชน์สูงสุดในทุกกิจกรรม ในภาคการผลิตและการบริโภค เพื่อให้เกิดผลกระทบต่อสภาวะโลกร้อนน้อยที่สุด

    ส่งเสริมสนับสนุนบทบาทของเยาวชนชุมชน ธุรกิจ ตลอดจนหน่วยงานภาครัฐ และปัจเจกบุคคลให้มีส่วนร่วมในการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก เพื่อลดสภาวพโลกร้อน

    - สนับสนุนและส่งเสริมวิถีชีวิตบนพื้นฐานเศรษฐกิจพอเพียงเพื่อเป็นการป้องกัน เตรียมตัว และปรับตัวสู้กับสภาวะโลกร้อน

    - ให้การสนับสนุนส่งเสริม และร่วมกิจกรรมที่จะทำให้เกิดการดูดซับก๊าซเรือนกระจก ด้วยการปลูกต้นไม้ยืนต้นอย่างกว้างขวางและต่อเนื่อง

    ส่งเสริมให้มีกิจกรรมการลดและป้องกันภาวะโลกร้อนอย่างต่อเนื่องและยั่งยืน ด้วยการเผยแพร่ข้อมูลและให้ความรู้สู่การปฏิบัติทุกโอกาส

    เขียนเมื่อ 

    สถาพร

    สวัสดีค่ะคุณสถาพร

    เรื่องการนำขยะมาทำเป็นพลังงานทดแทน ก็เป็นหัวข้อที่มีการนำมาอภิปรายกันบ่อย เป็น ระยะๆค่ะ

    แต่ที่เป็นเรื่องจริงๆที่เกิดขึ้น คือที่จังหวัดระยอง

    มีโรงผลิตปุ๋ยอินทรีย์และพลังงานที่ เทศบาลนครระยองค่ะ มีพื้นที่ดำเนินการ 5 ไร่ สั่งเครื่องจักรมาจาก ฟินแลนด์ มีกำลังการผลิต รองรับขยะได้ 60 ตัน/วัน ในขณะที่เทศบาลนครระยองมีขยะ 80 ตัน /วัน

    จึงทำให้ด้ปุ๋ยอินทรีย์  5,800 ตัน/ปี ผลิตกระแสไฟฟ้าจากก๊าซได้ 5 ล้าน ยูนิต ด้วยเครื่อง Biogas Generator 625 kilowatts

    เรื่องนี้ แสดงให้เห็นถึง ความมีส่วนร่วมของชุมชน ได้ดีมากค่ะ

    วันอาทิตย์
    IP: xxx.121.137.244
    เขียนเมื่อ 

    สวัสดีครับ

        ผมผ่านเข้ามาบล็อกนี้ เป็นบล็อกที่ทันสมัยและน่าสนใจมาก  ผมก็ได้ความรู้จากที่นี้มากเลยครับ 

        ผมว่าประเทศเราเป็นประเทศเกษตรกรรม   เราไม่น่าจะปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากอุตสาหกรรมเท่าไร    แต่ผมคิดว่าประเทศที่เป็นอุตสาหกรรมจริงๆ น่าจะปล่อยก๊าซมากกว่าเราเยอะ  และควรจะต้องร่วมกันรับผิดชอบมากกว่าเราน่ะครับ  

        แล้วคุณศศินันท์เห็นอย่างไรครับ                     

     

    เขียนเมื่อ 

    สวัสดีค่ะคุณวันอาทิตย์

    ชื่อแปลกดีค่ะ เกิดวันอาทิตย์หรือคะ

    ที่บอกว่า ประเทศเราเป็นประเทศเกษตรกรรม ไม่น่าจะมีส่วนทำให้โลกร้อนเท่าใดนั้น..... 

     ขออ้างถึง.........รศ.ดร.สิรินทรเทพ  เต้าประยูร ประธานสายสิ่งแวดล้อม บัณฑิตวิทยาลัยร่วมด้านพลังงานและสิ่งแวดล้อม ผู้ทำการวิจัยเรื่องนาข้าวกับสภาวะโลกร้อน

    ที่ให้ความเห็นว่า...

     

    ประเทศไทยเป็นประเทศเกษตรกรรม

    จึงถูกมองว่ามีการปล่อย"ก๊าซมีเทน" มากในอันดับต้นๆ

    มีนักวิชาการทำวิจัยพบว่านาข้าวก็มีส่วนทำให้เกิดนาข้าวก็มีส่วนทำให้เกิดสภาวะโลกร้อนเช่นกัน "ในปริมาณก๊าซเรือนกระจกในภาคเกษตรกรรม 24% นาข้าวมีการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสูงถึง 60% มีการพูดถึงก๊าซมีเทนในนาข้าวกันมาก เพราะก๊าซมีเทนจะดูดซับความร้อนในชั้นบรรยากาศมากกว่าก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์

     แต่นาข้าวปล่อยก๊าซเรือนกระจกเพื่อความอยู่รอด หากมีความจำเป็นต้องลดก๊าซเรือนกระจกจากนาข้าวจริงๆ ต้องไม่สร้างผลกระทบต่อผลผลิต เพราะข้าวเป็นสินค้าส่งออกที่สำคัญของไทย

    คงเข้าใจมากขึ้นแล้วใช่ไหมคะ

    %e0%b8%99%e0%b8%b2%e0%b8%82%e0%b9%89%e0%b8%b2%e0%b8%a7%e0%b8%9b%e0%b8%a5%e0%b9%88%e0%b8%ad%e0%b8%a2%e0%b9%81%e0%b8%81%e0%b9%8a%e0%b8%aa%e0%b8%a1%e0%b8%b5%e0%b9%80%e0%b8%97%e0%b8%99

    เขียนเมื่อ 

    มีท่านผู้อ่าน ที่รู้จักกัน ถามดิฉันว่า ที่ห้างนี้ นำสัตว์มาแสดง หลายชนิด จะปลอดภัยหรือไม่ เพราะเห็นเด็กๆไปดูกันแยะ

    ดิฉันจึงไปค้นภาพที่ถ่ายไว้ นำมาลงให้ดูค่ะ

    ถ่ายทอดตามที่เจ้าของงานได้ประกาศไว้ค่ะ

     

     

     

     

    สายสมร
    IP: xxx.121.196.151
    เขียนเมื่อ 

    ขอเข้ามาบอกว่า มูลนิธิพิทักษ์อุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ เชิญชวนปลูกป่าค่ะ ในโอกาส 80 พรรษามหามงคล

    เผื่อใครสนใจ

    http://www.khaoyai.org/

    DD
    IP: xxx.10.125.166
    เขียนเมื่อ 

    สวัสดีค่ะ

    ดีๆๆ ค่ะ อ่านดีค่ะ

    เขียนเมื่อ 

     สายสมร

    P
    sasinanda

    สวัสดีค่ะ

    ขอบคุณที่แจ้งข่าวค่ะ

    ดิฉันเลย ขอเล่าถึงเขาใหญ่ พอเป็นสังเขปดังนี้ค่ะ

    อุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ ได้รับการการประกาศให้เป็นอุทยานแห่งชาติแห่งแรกของไทยเมื่อวันที่ 18 กันยายน 2505 มีเนื้อที่ทั้งสิ้นประมาณ 2,168 ตารางกิโลเมตร หรือประมาณ 1,356,500 ไร่ ครอบคลุมเนื้อที่ 4 จังหวัด คือ สระบุรี นครราชสีมา ปราจีนบุรี และนครนายก

     

    ผืนป่าเขาใหญ่เปรียบเสมือนคลังมหาสมบัติที่ธรรมชาติได้มอบหมายไว้ให้กับสิ่งมีชีวิตทั้งมวล ไม่เพียงแต่สัตว์ป่า หากเขาใหญ่สูญสิ้นไป ผู้คนริมรอบซึ่งรวมไปถึงกรุงเทพเมืองหลวงของประเทศไทยก็จะอยู่ไม่ได้ ระบบนิเวศ ความอุดมสมบูรณ์ ความมั่งคั่ง ของชุมชนรอบๆ ก็จะสูญหายไป ทั้งทางด้านอุตสาหกรรม การเกษตร และการท่องเที่ยว

    แต่ในสภาพปัจจุบัน ป่าเขาใหญ่คล้ายอยู่อย่างโดดเดี่ยว ภายใต้การดูแลโดยลำพังของภาครัฐ ปัญหาต่างๆ ที่รุมเร้าเขาใหญ่ ทั้งจากการลักลอบล่าสัตว์ ตัดไม้ การบุกรุกแนวเขต และจากนักท่องเที่ยวที่ขาดวินัย ผู้คนยังละเลยและขาดความเข้าใจถึงคุณค่าของผืนป่าใหญ่แห่งนี้ แต่เขาใหญ่จะคงสภาพและคงคุณค่าอยู่ได้อีกนานเท่านาน ตราบเท่าที่เราทุกคนจะให้ความสำคัญ และก้าวเข้ามาเป็นกำลังหลักในการปกป้องดูแลรักษาผืนป่าเขาใหญ่แห่งนี้

    กลุ่มคนที่มองเห็นคุณค่าและต้องการรักษาป่าผืนใหญ่นี้ ให้เป็นมรดกตกทอดไปยังคนรุ่นหลัง อันประกอบไปด้วย นักธุรกิจ ทหาร ข้าราชการ พ่อค้า และประชาชนที่ห่วงใยเขาใหญ่ ได้ร่วมกันก่อตั้งมูลนิธิพิทักษ์อุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ เพื่อเป็นสื่อกลาง เป็นเวทีรองรับความห่วงใยของผู้คนที่มีต่อเขาใหญ่ เพียงเพื่อต่อเติมลมหายใจอันอ่อนล้าของเขาใหญ่ ได้ทำหน้าที่อย่างยั่งยืนตลอดไป

     

    คณะกรรมการมูลนิธิ มีทั้งสิ้น 18 ท่าน อาทิเช่น...

    1

    พลเอกเปรม   ติณสูลานนท์

    ประธานกิตติมศักดิ์

    2

    พลเอกสุรยุทธ์   จุลานนท์

    ประธานกรรมการ

    3

    อธิบดีกรมอุทยานแห่งชาติสัตว์ป่าและพันธุ์พืช

    รองประธานกรรมการ

    เขียนเมื่อ 
    • แวะมาร่วมด้วยช่วยกันคะ
    • เริ่มจากปลูกต้นไม้เล็กๆในบ้าน..นอกจากชื่นตา ชื่นใจแล้ว ยังช่วยลดโลกร้อนได้อย่างง่ายๆนะคะ
    เขียนเมื่อ 

      DD

    สวัสดีค่ะ

    ขอบคุณที่เข้ามาชม

    และฝากรอยไว้แบบสั้นๆค่ะ

    เขียนเมื่อ 

    สวัสดีค่ะคุณนารี

    P

    ดีใจที่มาเยี่ยมค่ะ และให้ความเห็นว่า......
    •  เริ่มจากปลูกต้นไม้เล็กๆในบ้าน..นอกจากชื่นตา ชื่นใจแล้ว ยังช่วยลดโลกร้อนได้อย่างง่ายๆนะคะ
    ภาวะโลกร้อน            อาจเป็นเพียงแค่วลีสั้น ๆ แต่ผลกระทบมีมหันต์ เราได้ยินกันอย่างต่อเนื่องในระยะที่ผ่านมาว่า ผลกระทบจากภาวะโลกร้อนนั้น มีมากมายหลายอย่าง ทั้งภาวะภัยแล้ง น้ำท่วม พายุ รวมทั้งโรคภัยไข้เจ็บ ที่ในปัจจุบันทวีความรุนแรง และความถี่มากขึ้น โดยต้นเหตุสำคัญที่ทำให้เกิดภาวะโลกร้อนก็คือ ส่วนใหญ่ คือการปล่อยก๊าซเรือนกระจกออกจากสังคมเมือง ไม่ว่าจะเป็นโรงงานอุตสาหกรรม การคมนาคม หรือแม้แต่จากครัวเรือนเองก็ตาม
               ก๊าซเรือนกระจกนี้คือ สาเหตุสำคัญที่ทำให้รังสีอินฟาเรด ซึ่งไม่สามารถสะท้อนออกไปนอกโลกได้ จึงเป็นสาเหตุที่ทำให้เกิดภาวะเรือนกระจก และอุณหภูมิบนพื้นผิวโลกก็สูงขึ้นมาด้วยเราควรจะถือเป็นหน้าที่ๆต้องมาช่วยกันค่ะ   
    กานดา
    IP: xxx.8.80.243
    เขียนเมื่อ 

    กระแสสิ่งแวดล้อม พูดเท่าไรก็ไม่ตกเทรนด์

    แล้วพูดเท่าไร...จะร่วมมือ ร่วมใจกันจริงๆ

    เขียนเมื่อ 
    กานดา
     สวัสดีค่ะคุณกานดา
    ขอบคุณที่มาเยี่ยมค่ะ
    เรื่องนี้ คงต้อง มีการประชาสัมพันธ์ ให้ความรู้ประชาชนถึงมหันตภัยปัญหาโลกร้อน  ที่อาจจะมาถึง ถ้าเราไม่ให้มีการบริโภคกันอย่างมีสติขึ้นค่ะ
    • ขอเข้าร่วมขบวนการ ตระหนักรู้ในปัญหาและเดินหน้าเพื่อการลดหรือไม่สร้างปัญหามากจนเกินไปด้วยคนค่ะ
    • เข้ามาอ่านบันทึกของคุณพี่ทีไร ได้ความรู้เชิงบุคคล..ครอบครัว สังคมและสิ่งแวดล้อมครบครันเลยนะคะ...ครบเครื่องประเทืองปัญญาจริงๆ...ขอบคุณกับบันทึกดีๆเพื่อสังคมค่ะ....

     

    เขียนเมื่อ 
    ดีใจที่เข้ามเยี่ยมค่ะ ตอนนี้สุขภาพแข็งแรงสมบูรณ์ดีแล้วนะคะ

     ในเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ...Climate Change....

    สาเหตุหลักมาจากการเพิ่มขึ้น ของก๊าซเรือนกระจกในบรรยากาศอย่างรวดเร็ว  ซึ่งมีสาเหตุใหญ่ๆมาจาก....

     การใช้เชื้อเพลิงฟอสซิล  เช่นถ่านหิน ซึ่งมีการปล่อยสารที่เป็นมลภาวะ  เช่นฝุ่นละออง ซัลเฟอร์ไดออกไซด์ (SO2) และคาร์บอนไดออกไซด์

     และการตัดไม้ทำลายป่า

    ถ้าเรา ใช้หลักป้องกันไว้ก่อน โดยการลดใช้พลังงานอย่างฟุ่มเฟือยลง  และใช้ทรัพยากรให้เกิดประโยชน์สูงสุดในทุกกิจกรรม ทั้งในภาคการผลิตและการบริโภค เพื่อให้เกิดผลกระทบต่อสภาวะโลกร้อนน้อยที่สุด

     รวมทั้ง พวกเรา มีจิตสำนึกในการรักษาสิ่งแวดล้อมกันอย่างจริงจังแล้ว  เราอาจจะไม่พบกับเหตุการณ์ที่เลวร้ายอะไรนัก ก็ได้ค่ะ 

    เขียนเมื่อ 
    มาเยี่ยม  คุณ
    P
    เหมือนเข้ามาในสวนธรรมชาติชมดอกไม้นกยูง ฯลฯ
    สวยงามดีครับ...
    เขียนเมื่อ 

    สวัสดีค่ะ

    P
     umi

    ขอบคุณที่มาเยี่ยมค่ะ

    พอห้างดิเอ็มโพเรี่ยม ประชาสัมพันธ์ว่าจะมีกิจกรรมนี้ขึ้นมา ดิฉันก็คิดถึง CSR ....Corporate Social Responsibilities  ที่กำลังเป็นที่กล่าวขวัญกันมากในขณะนี้

    แต่การมีCSRควรจะเป็นหน้าที่ มิใช่ การอาสาทำเพื่อสร้างภาพค่ะ

    การจัดกิจกรรมเพื่อสังคม ดูเป็นความใจกว้าง แต่เป็นการลงทุนที่น้อยนิด แต่คุ้มค่ามากๆ ในการสร้างภาพลักษณ์ในระยะยาว เรายังไม่ทราบว่า จะมีความจริงใจแค่ไหน ต้องดูกันไปนานๆค่ะ

    แต่ อย่างไรก็ดีกว่า ไม่ได้ทำอะไรเลยค่ะ

    สวัสดีครับ ถ้าเกิดสภาวะโลกร้อนขึ้นมาจริงๆ เหมือน ดร.วรภัทร อุ่นเจริญ กล่าวไว้ว่าน้ำแข็งจะละลายน้ำจะไหลท่วมโลกเป็นบ้างแห่ง ในประเทศไทยก็โดน ภาคใต้สามจังหวัดไม่ต้องมีปัญหาอีกโดนเต็มๆ ทะลุถึงกรุงเทพฯ เกือบถึงเชียงใหม่ ภาคอีสานไม่โดนโชคดีที่เกิดเป็นลูกอีสาน และก็จะเกิดสภาวะโลกสะเทียนสรรพยากรเทคโนฯ บ้างอย่างคงใช้ไม่ได้ เช่น เครื่องใช้ไฟฟ้า รถยนต์ การเดินทางก็จะลำบาก ตรงนี้แหละครับความรู้เรื่องการนับก้าวเดิน ของ คนเดินดินจะมีความสำคัญ ซึ่งก็ได้บันทึกไว้นิดหนึ่งแต่ก็ไม่มีใครใส่ใจนัก ถ้าเราไม่พูดกันเรื่องโลกร้อนไม่ช่วยกันรณรงค์มันก็เหมือนกับว่า "วัวหายแล้วล้อมคอก" สวัสดีครับ

    เขียนเมื่อ 

    สวัสดีค่ะ

    P

    ดีใจที่เข้ามา ลปรร.ค่ะ

     

    การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ...Climate Change....จะร้ายแรงแค่ไหน ยังไม่มีใครทราบ แต่เป็นเรื่องที่นักวิทยาศาสตร์ออกมาเตือนกันมาก และพร้อมๆกับมีปรากฏการณ์ทางธรรมชาติหลายอย่างที่ผิดปกติเกิดขึ้น

    เพื่อความไม่ประมาท เรา ใช้หลักป้องกันไว้ก่อน กันไว้ดีกว่าแก้ค่ะ

    แม้ว่าสิ่งที่เรากลัวๆกันอาจจะไม่เกิดในช่วงชีวิตเรา แต่เราก็ต้องป้องกันไว้ เพื่อลูกหลานนะคะ

    โดยการลดใช้พลังงานอย่างฟุ่มเฟือยลง  และใช้ทรัพยากรให้เกิดประโยชน์สูงสุดในทุกกิจกรรม ทั้งในภาคการผลิตและการบริโภค เพื่อให้เกิดผลกระทบต่อสภาวะโลกร้อนน้อยที่สุด อย่างที่ได้กล่าวไปแล้วค่ะ

    แมน
    IP: xxx.121.188.24
    เขียนเมื่อ 

    สวัสดีครับ

    อืมม์....อ่านแล้ว ไม่ค่อยสบายใจเหมือนกัน คงต้องปรับนิสัยเกินพอดี หลายๆอย่างใหม่แล้ว

    ขอบคุณครับ

    เขียนเมื่อ 

    สวัสดีค่ะ

    ภาพสวยจังค่ะเหมือนสวรรค์กลางกรุงเลยนะคะ

    เห็นแล้วเย็นตาเย็นใจ

    ถ้าทุกคนร่วมกัน มีจิตสำนึกเดียวกัน โลกเราคงจะไม่เป็นอย่างนี้ 

    คงต้องร่วมมือร่วมใจกันต่อไปค่ะ

    ...ปลูกต้นไม้กันดีกว่า

    สร้างป่ากันดีไหม

    มีจิตสำนึกนะคนไทย

    เพื่อโลกที่ยิ่งใหญ่ จะได้อยู่กับเราไปนานนาน...

    ...ส่งความระลึกถึงมาเยี่ยมเสมอนะคะ...

    เขียนเมื่อ 

    สวัสดีค่ะคุณแมน

    ขอบคุณในความปรารถนาดีของคุณแมนที่มีต่อบ้านเมืองนะคะ

    เราคงต้องช่วยกันคนละไม้ละมือค่ะ ประเทศเราเป็นส่วนหนึ่งของสังคมโลก

    ปัญหาสิ่งแวดล้อมและ ความเสื่อมโทรมของทรัพยากรธรรมชาติ เป็นปัญหาหนึ่งที่สำคัญของประเทศชาติค่ะ

    เราต้องลดการบริโภคและใช้ทรัพยากรอย่างฟุ่มเฟือยลง เพราะวัฒนธรรมการบริโภค มีมากขึ้นเพียงไร ก็จะมีผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมมากพียงนั้นค่ะ

    เขียนเมื่อ 

    สวัสดีค่ะ

    ขอบคุณที่มาเยี่ยม

    ชอบที่คุณภารดีเขียนว่า.....

    ปลูกต้นไม้กันดีกว่า

    สร้างป่ากันดีไหม

    มีจิตสำนึกนะคนไทย

    เพื่อโลกที่ยิ่งใหญ่ จะได้อยู่กับเราไปนานนาน...

    นำรูปต้นไม้ดอกไม้และตู้ปลาที่เขาจัดในงานมาฝากค่ะ

    เขียนเมื่อ 

    สวัสดีครับ

    ล่าสุดนิสิตมาชวนผมจัดกิจกรรมปลูกต้นไม้..  เขาบอกว่าไม่ได้ทำเพราะกระแสของโลกร้อน  แต่เป็นประเพณีที่เขาทำมาเสมอในทุกปีการศึกษา  เพียงแต่ส่วนใหญ่ไปจัดกิจกรรมนอกมหาวิทยาลัยเท่านั้นเอง

    คราวนี้อยากปลูกในมหาวิทยาลัย   ซึ่งผมก็เห็นด้วย  ยินดีที่จะประสานในด้านพื้นที่ให้กับนิสิตเหล่านั้น

    แต่ก็ไม่วายแซวกลับไปในทำนองว่า   "ลองคิดอีกมุมด้วยนะว่า  ภาวะโลกร้อนเช่นนี้  นิสิตลองเรียงลำดับจากเรื่องใกล้ตัวก่อนสิว่า  จะทำอะไรได้บ้างในเรื่องช่วยโลกไม่ให้ร้อนไปกว่านี้.."

    นิสิตเงียบ.... และยิ้ม  ราวกับโดนคำถามมหึมาเลยทีเดียว..

     

    sasinanda
    IP: xxx.8.71.37
    เขียนเมื่อ 
    P
    สวัสดีค่ะคุณพนัส
    การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ...Climate Changeเป็นเรื่องจริงนะคะ

    ....จะร้ายแรงแค่ไหน ยังไม่มีใครทราบ แต่เป็นเรื่องที่นักวิทยาศาสตร์ออกมาเตือนกันมาก
    เพื่อความไม่ประมาท เรา ใช้หลักป้องกันไว้ก่อน กันไว้ดีกว่าแก้ค่ะ
    ให้นักศึกษาเขาจัดกิจกรรมนี้เถอะค่ะ แม้จะเป็นกระแส แต่กระแสดีค่ะ
    เขียนเมื่อ 

     มีรายงานข่าวจาก National Geographic News ว่า the United Nations' World Meterological Organization  ได้รายงาน การเปลี่ยนแปลงของอากาศ ถึงขนาดว่า มีการทำลายสถิติ อยู่หลายรายการ ในครึ่งปีแรก 2007 และอุณหภูมิของโลกร้อนขึ้น 1.8 องศาเซลเซียส จาก ค่าเฉลี่ยปกติ

    August 8, 2007—Floods threaten a resident of Wuhan, China on August 4. Disasters brought on by severe rains have killed at least 652 Chinese so far in 2007.

    The violent weather is among a slew of record-breaking climate events that have pounded the world in the first months of 2007, the United

    Nations' World Meterological Organization

    reported Tuesday.



    Land-surface temperatures for January and April will probably be recorded as the warmest since data-keeping began in 1880, according to the report. In January, for example, global temperatures were 3.4 degrees Fahrenheit warmer (1.89 degrees Celsius warmer) than average.

    Other extreme events included:

    unusually numerous monsoons, which caused heavy floods in India, Pakistan, and Bangladesh;

    the first cyclone known to have hit Oman and Iran;

    and the wettest May-to-June period in Britain since records began in 1766—about 15 inches (41 centimeters) of rain.

    The "unequivocal" trend of global warming has mostly driven the wildly fluctuating patterns, the agency speculated.

    The UN announced it is working with its 188 member states to develop a "multi-hazard" early warning system, which would notify people about violent weather such as storms, floods, and heat waves

    เขียนเมื่อ 

     ไฟไหม้ป่าที่กรีซ มีผลทำให้ เกิด คลื่นความร้อนแผ่ไปทั่วยุโรปตอนใต้ ซึ่งทำให้มีอุณหภูมิสูงถึง 40 องศาเซลเซียส

    Wildfire in Pilion, Greece

    A fire fighter tries to extinguish a blaze in Pilion, 218 miles (350 kilometers) north of Athens, on June 28, 2007.

    Greek emergency crews have been fighting fires in at least 15 different parts of the country, the Reuters news service reported.

    A series of huge blazes have hit southern Europe in June and July, sparked by a heat wave that saw temperatures soar above 104 degrees Fahrenheit (40 degrees Celsius).

    Wildfire+in+pilion%2c+greece

     
     
     
     กรีซประกาศภาวะฉุกเฉินทั่วประเทศ  หลังจากที่เกิดไฟป่าครั้งที่รุนแรงที่สุดในรอบหลายสิบปีที่ผ่านมา ซึ่งไฟป่าที่เกิดขึ้นยังทำให้ต้องปิดการจราจรบนทางหลวงใกล้สนามบินนานาชาติในกรุงเอเธนส์

    นายคอสตาส คาราแมนลิส นายกรัฐมนตรีกรีซแถลงว่า การประกาศภาวะฉุกเฉินมีขึ้นก็เพื่อให้สามารถระดมกำลังเจ้าหน้าที่และใช้วิธีที่จำเป็นทั้งหมดควบคุมไฟป่าและช่วยเหลือผู้ที่ได้รับความเดือดร้อน หลังจากที่ส่งเจ้าหน้าที่ดับเพลิงกว่า 800 นาย และทหารอีก 400 นาย รวมทั้งเฮลิคอปเตอร์และเครื่องบินไปช่วยสกัดกั้นไม่ให้ไฟลุกลามไปยังพื้นที่อื่น และขณะนี้สมาชิกสหภาพยุโรปหรืออียู.หลายประเทศได้จัดส่งเจ้าหน้าที่ไปช่วยกรีซควบคุมไฟป่าด้วย

    พร้อมกันนี้นายคาราแมนลิสยังเปิดเผยว่า ไฟป่าครั้งนี้เกิดจากความจงใจลอบวางเพลิงในพื้นที่ที่แห้งแล้งและร้อนจัดหลังเที่ยงคืนของวันศุกร์ที่ผ่านมา ซึ่งรัฐบาลจะใช้ทุกวิถีทางเพื่อนำตัวผู้กระทำผิดไปลงโทษ และเมื่อวานนี้ เจ้าหน้าที่ได้จับกุมผู้สงสัยลอบจุดไฟป่าไปสอบปากคำแล้ว 4 คน

    สำหรับยอดผู้เสียชีวิตจากไฟไหม้ป่ามีอย่างน้อย 49 คน และมีผู้ได้รับบาดเจ็บทั้งจากถูกไฟลวก และสำลักควันอีกเป็นจำนวนมากที่ต้องเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาล นอกจากนี้ยังมีประชาชนที่ต้องละทิ้งบ้านเรือนหนีไฟป่าในหลายพื้นที่ด้วย.

    เขียนเมื่อ 

    นายอัล กอร์ อดีตรองประธานาธิบดีสหรัฐ และนักเคลื่อนไหวรณรงค์ให้ประชาคมตระหนักถึงภัยจากภาวะโลกร้อน ได้รับรางวัลโนเบลสาขาสันติภาพประจำปีนี้

     นายอัล กอร์ อดีตรองประธานาธิบดีสหรัฐ ร่วมกับคณะกรรมการระหว่าง รัฐบาลเพื่อการเปลี่ยนแปลงสภาวะอากาศ (Intergovernmental Panel on Climate Change หรือ IPCC) ของสหประชาชาติ (ยูเอ็น) คว้ารางวัลโนเบลสาขาสันติภาพประจำปีนี้ เพื่อเชิดชูความพยายามในการดำเนินมาตรการที่จริงจังยิ่งขึ้นในการต่อสู้กับภาวะโลกร้อน จากผู้ได้รับการเสนอชื่อ 181 ราย

    ทั้งนี้ คณะกรรมการจะมอบเงินรางวัลมูลค่า 1.5 ล้านดอลลาร์ หรือราว 51 ล้านบาท ให้แก่ผู้ชนะรางวัล  นายกอร์กระตุ้นให้มีการดำเนินมาตรการชะลอภาวะโลกร้อนผ่านทางหนังสือของเขาและผ่านทางภาพยนตร์สารคดีเรื่อง An Inconvenient Truth ที่ได้รับรางวัลออสการ์สาขาสารคดี         

    IPCC ประกอบด้วยนักวิทยาศาสตร์ 2,500 คน โดย IPCC ได้ออกรายงานหลายฉบับในปีนี้เพื่อระบุว่ามนุษย์คือสาเหตุที่ทำให้เกิดภาวะโลกร้อน และเสนอแนวทางแก้ไขปัญหานี้

     

    เขียนเมื่อ 

    โลกร้อน เป็นประเด็นที่ใหญ๋มากค่ะ

    "ไอพีซีซี"  กำลังมีบทบาทสำคัญยิ่งในการให้ข้อมูลแก่ชาวโลกในการแก้ไขปัญหาที่กำลังเกิดขึ้น


     "ไอพีซีซี" อันเป็นชื่อย่อมาจาก “คณะกรรมาธิการระหว่างรัฐบาลว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Intergovernmental Panel on Climate Change : IPCC) เป็นส่วนหนึ่งขององค์การสหประชาชาติ ก่อตั้งขึ้นเมื่อ พ.ศ. 2531 จากความร่วมมือกันขององค์การอุตุนิยมวิทยาโลก (World Meteorology Organization : WMO)

     และโครงการสิ่งแวดล้อมสหประชาชาติ (United Nations Environment Programme : UNEP) เพื่อเฝ้าสังเกตการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศโลกและหาทางบรรเทาผลกระทบรุนแรงที่อาจเกิดขึ้นในอีกไม่กี่ 10 ปีข้างหน้านี้


    ข้อมูลจาก "ไอพีซีซี" จึงเป็นกลายแหล่งข้อมูลทางวิชาการที่ (เชื่อว่าน่าจะ)เป็นกลางและเชื่อถือได้ รัฐบาลแต่ละประเทศสามารถนำข้อมูลเหล่านี้มาช่วยประกอบการตัดสินใจ กำหนดนโยบายทางด้านสิ่งแวดล้อม เศรษฐกิจ สังคม และการเมืองค่ะ

    ในภาพคือ ประธานของ IPCC  ราเชนทรา ปาจาอุรีเป็นชาวอินเดีย ค่ะ

    เขียนเมื่อ 

    สวัสดีค่ะ

    • เข้ามาอีกรอบแล้วค่ะ..แต่เพิ่งเซ็นต์ชื่อ..(หนังดีต้องเข้ามาหลายรอบ)
    • ชอบภาพค่ะ
    • เป็นกระแสที่ดี..จริงค่ะ
    • การผลิต+บริโภคที่ล้นเกินของมนุษย์เป็นสาเหตุให้โลกร้อนขึ้นทุกวัน
    • IPCC สรุปว่ามนุษย์เป็นสาเหตุที่ทำให้โลกร้อนค่ะ

    ขอบคุณค่ะ

    เขียนเมื่อ 

    สวัสดีค่ะ

    P

    ดีใจจังที่คุณ Gutjang มาเยี่ยม ชอบแนวคิด แนวการสอนของคุณมากค่ะ ไปอ่านทุกเรื่องเลย

    มีข่าวที่เกี่ยวกับการปลูกต้นไม้เพิ่มทดแทนที่เสียหายไปของประเทศอินโดเนเซียคะ

    JAKARTA, Indonesia (AP) — Indonesia, which is losing its forests faster than any other country, hopes to plant 79 million trees in a single day ahead of a major U.N. climate change meeting this year, a forestry ministry spokesman said Friday.

    The trees, mostly eucalyptus and teak, will be planted across the world's fourth-largest nation on Nov. 28, said the spokesman Masyhud, who uses one name.

    เราก็ต้องช่วยกันปลูกต้นไม้ให้มากๆเหมือนกันนะคะ เด็กคงชอบล่ะค่ะ ปลูกต้นไม้ที่โตไวหน่อยก็ได้ เด็กๆจะได้เห็นผลทันใจ เอาภาพธรรมชาติมาฝากเด็กๆค่ะ

    นิภา
    IP: xxx.121.182.113
    เขียนเมื่อ 

    สวัสดีค่ะ

    ตามมาอ่านค่ะ

    กระแสเรื่อง CSR เป็นประเด็นที่มาแรงมากโดยเฉพาะในต่างประเทศ  ซึ่งประเทศไทยเราก็พยายามทำเหมือนกันนะคะ เพราะการทำ CSR เป็นส่วนหนึ่งที่แสดงให้เห็นว่าองค์กร เป็นองค์กรที่ดี มีศีลธรรม คำนึงถึง คน ชุมชน และสิ่งแวดล้อมนะคะ 

    เขียนเมื่อ 

    สวัสดีค่ะคุณนิภา

    P
    คุณนิภาให้ความเห็น กระแสเรื่อง CSR เป็นประเด็นที่มาแรงมากโดยเฉพาะในต่างประเทศ  ซึ่งประเทศไทยเราก็พยายามทำเหมือนกัน

    นับจาก RIO Summit ....The United Nations Conference on Environment and Development, also known as the Earth Summit (or, in Portuguese, Eco '92) was a major conference held in Rio de Janeiro from June 3 to June 14, 1992.

     

     ที่นำประเด็นเรื่องสิ่งแวดล้อมให้อยู่ในกระแสสังคมโลก 

    และต่อมา  ทำให้เกิดแนวคิดเรื่อง Triples Bottom Line กล่าวคือ การบริหารจัดการ ที่ใส่ใจ ผลกำไร สิ่งแวดล้อม และสังคมไปพร้อมๆ กัน  

    แม้ว่าองค์กรธุรกิจ ต้องหันมาใส่ใจในกระแสนี้ แต่การทำธุรกิจก็ยังต้องมีกำไรด้วย  ดังนั้นการทำ CSR จึงเป็นทางออกที่ดีที่สุดที่จะประสานประโยชน์ทั้ง 3 เข้าด้วยกันได้

    องค์กรธุรกิจหลายองค์กรที่มีทัศนวิสัย กว้างไกล จึงเริ่มหันมาทำ CSR กันอย่างแพร่หลายค่ะ

    ปัจจุบัน ในประเทศไทย มีหลายองค์กรที่ใส่ใจในเรื่องนี้ และหันมาแสดงความรับผิดชอบกันมากขึ้นๆ เพราะนอกจากจะได้ภาพลักษณ์และคุณค่าที่ดีแล้ว ยังสร้างความน่าไว้เนื้อเชื่อใจ ในมุมมองของผู้บริโภคและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทุกฝ่ายด้วย

     

    ริษัท ปูนซีเมนต์ไทย จำกัด (มหาชน)ทำโครงการจัดระเบียบขยะ DO IT CLEAN โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อสร้างจิตสำนึกในการคัดแยกขยะ และการนำกลับมาใช้ประโยชนโดยเครือซีเมนต์ไทยถือว่า ความรับผิดชอบต่อสังคม เป็นภารกิจ / พันธสัญญาของบริษัทในฐานะที่เป็นส่วนหนึ่งของสังคมไทย 
      บางจาก ปิโตรเลียม

    ทำ CSR ในระดับ การบริจาค หรือ Philanthrophy” เพราะให้ความรู้สึกที่ดีต่อทั้งลูกค้า พนักงาน และชุมชนที่ได้รับความช่วยเหลือในรูปของกิจกรรม หรือทุนสนับสนุนต่างๆ 

     

    ธนาคารกรุงเทพ  ทำCSR ในระดับ Philanthropy หรือการบริจาค มากกว่าจะเข้าไปอยู่ในระดับนโยบายสำคัญในการดำเนินงานของธนาคารฯ ล่าสุด ที่ได้ทราบข่าวคือ
     บริษัท เต็ดตร้าแพค บริษัทชั้นนำด้านกระบวนการผลิตและบรรจุภัณฑ์สำหรับอาหารและเครื่องดื่ม กำลังยกเรื่อง การใช้ทรัพยากรแบบรีไซเคิลและลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ ขึ้นมาเป็น 1 ในนโยบายสำคัญของบริษัทเป็นหนึ่งใน 12 บริษัทระดับโลกที่เข้าร่วมโครงการ ผู้กอบกู้สภาวะภูมิอากาศ ของกองทุนสัตว์ป่าโลก  ภายใต้เป้าหมาย ลดปริมารการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดอ็อกไซด์จากการผลิต ให้ได้ปีละ 10 ล้านตัน ภายในปี 2553 เพื่อช่วยจำกัด อุณหภูมิเฉลี่ย ของโลก ไม่ให้สูงเกินกว่า 2 องศาเซลเซียส 
     
    เขียนเมื่อ 

    ปัจจุบัน มีหลายหน่วยงาน ที่จัดกิจกรรมเพิ่มพื้นที่สีเขียว ทั้งใน กทม.และต่างจังหวัด

    โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อสร้างความตระหนักถึงความสำคัญของปัญหาสิ่งแวดล้อมและเพื่อรณรงค์ให้ทุกคนมีส่วนร่วมในการพิทักษ์สิ่งแวดล้อม โดยการปลูกต้นไม้เพื่อเพิ่มพื้นที่สีเขียวเพื่อช่วยลดภาวะโลกร้อน

    ต้นไม้มีบทบาทสำคัญต่อสิ่งแวดล้อมของโลก

     การทำลายป่านั้นเป็นสาเหตุหนึ่งของเพิ่มปริมาณก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ที่เกิดขึ้นทั่วโลกถึงร้อยละ 20 เปอร์เซนต์และคิดเป็นร้อยละ 25 เปอร์เซนต์ของการเกิดก๊าซเรือนกระจกที่ถูกปล่อยจากการทำกิจกรรมต่างๆ ของมนุษย์

    ในปีหนึ่งๆ การทำลายป่าก่อให้เกิดคาร์บอนจำนวนถึง 2 ล้านตัน ในปัจจุบันมนุษย์ได้ทำลายป่ามากถึง 130,000 ล้านตารางเมตรต่อปี หรือคิดเป็นพื้นที่ขนาดเท่ากับประเทศกรีก หรือนิการากัวเลยทีเดียว ถ้าจะคำนวนอย่างง่ายๆ ก็คือ ทุกๆ 2 วินาทีมีการทำลายป่าไม้เป็นจำนวน ขนาดเท่า 1 สนามฟุตบอล

    เพราะฉะนั้นการปลูกต้นไม้และปกป้องพื้นที่ป่าที่ยังเหลืออยู่จึงเป็นสิ่งจำเป็นสำคัญที่จะช่วยให้เรารับมือฝ่าวิกฤตการเปลี่ยนแปลงของสภาพอากาศที่เลวร้ายในปัจจุบันนี้ได้

    เขียนเมื่อ 

     ปรากฏการณ์เอลนิโญ (El Nino Phenomena)

    เป็นปรากฎการณ์การไหลย้อนกลับของผิวน้ำทะเลที่อุ่นในช่วงเวลาหนึ่ง ๆ จากบริเวณเส้นศูนย์สูตรทางมหาสมุทรแปซิฟิก ตะวันตก ไปยังบริเวณเส้นศูนย์สูตรของมหาสมุทรแปซิฟิกตะวันออกและตามบริเวณชายฝั่งตะวันตกเฉียงเหนือของ ทวีปอเมริกาใต้ (ประเทศเปรู เอดวาดอร์ และซิอีตอนเหนือ)

    ปรากฏการณ์เอลนิโญ (El Nino Phenomena) เป็นสาเหตุ ภูมิอากาศที่เกิดขึ้นเป็นประจำทุกปี บริเวณชายฝั่งทะเลของประเทศเปรู ซึ่งอยู่ด้านตะวันออกของมหาสมุทรแปซิฟิก บริเวณหมู่เกาะด้านตะวันตกของมหาสมุทรแปซิฟิก ซึ่งประกอบด้วย ประเทศอินโดนีเซีย นิวกินี และออสเตรเลียในช่วง ปลายเดือนธันวาคมถึงต้นเดือนกุมภาพันธ์ของทุกปี

     ลมสินค้าตะวันออกเฉียงใต้อ่อนกำลังลงไม่สามารถพัดพาความชุ่มชื้น จากมหาสมุทรเข้าสู่หมู่เกาะในมหาสมุทรแปซิฟิกด้านตะวันตกได้

    ตามปกติจึงเกิดความแห้งแล้งใน ภูมิภาคนี้ ในทาง ตรงกันข้ามความชุ่มชื้นที่มากเกินปกติถูกพัดพาข้ามมหาสมุทรแปซิฟิกเข้าสู่ชายฝั่ง ของทวีปอเมริกาใต้จนเกิดอุทกภัยในภูมิภาค

    ภาวะโลกร้อนอาจดูเป็นเรื่องไกลตัว แต่มันอาจเป็นสัญญาณสำคัญที่ธรรมชาติต้องการส่งให้เรารู้ว่าถ้าเรายังคงทำลายธรรมชาติอย่างไม่หยุดยั้ง วันหนึ่งข้างหน้าภัยอาจมาถึงก่อนที่เราจะได้เตรียมตัว

    น้อย
    IP: xxx.121.185.44
    เขียนเมื่อ 

    ตอนนี้ สับสนค่ะ บางคนก็ว่าอย่าเพิ่งเชื่ออะไรมากมายนัก จะเป็นการเชื่อแต่ฝ่ายเดียวหรือไม่ เพราะอีกข้างที่ว่า โลกยังไม่ร้อนจนน่ากลัวก็มีค่ะ คิดว่า ฟังหู ไว้หู และคอยดูเหตุการณ์ต่อไป ดีกว่า

    เขียนเมื่อ 

    CSR ในมุมมองของบัณฑูร ล่ำซำ ลิเกโรงใหญ่ที่เล่นกันทั้งโลก

    องค์ปาฐกที่สร้างสีสันได้ทุกครั้งที่ขึ้นเวที และมักจะเป็นทอล์กออฟเดอะทาวน์เสมอ เมื่อวันที่ 24 กันยายน 2550 ก็เช่นเดียวกัน ทางตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยเปิดตัวสถาบันธุรกิจเพื่อสังคม หรือ CSRI ได้เชิญ        นายบัณฑูร ล่ำซำ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) ปาฐกถาพิเศษได้กล่าวโดยสรุปว่า.......

     เรื่องของความรับผิดชอบของสังคมที่เรียกภาษาอังกฤษ corporate social responsibility นั้น ก็เพิ่งมาดังหลังวิกฤตเศรษฐกิจเมื่อ 10 ปีที่แล้ว.......

    อันที่จริงแล้วระดับของความรับผิดชอบต่อสังคม หรือระดับของธรรมาภิบาลนั้น ก็ขึ้นอยู่กับที่สังคมนั้นเป็นคนตั้งกติกาเอง ถ้าใครทำแล้ว แม้จะยังไม่ทันได้พิสูจน์กันว่าผิดทางกฎหมาย แต่มันผิดจริยธรรม แต่ไม่มีใครพูดอะไรอย่างจริงจัง โดยเฉพาะสถาบันหรือองค์กรที่มีหน้าที่จะแสดงอะไรสักอย่างที่มีจุดยืน  .....

    ท่านทั้งหลายมีหน้าที่ที่จะเป็นส่วนหนึ่งที่จะช่วยตามกำลัง แต่ไม่หลอกตัวเองว่าสังคมโดยรวมมันจะดี มันไม่ได้เกิดขึ้นชั่วข้ามคืน มันขึ้นอยู่ที่ทุกภาคส่วนมีพลังที่จะแสดงออกมาว่า ให้สังคมเห็นว่าการที่ทำไม่ถูกต้องตามจริยธรรมนั้น ไม่ได้รางวัล ถ้าทำแล้วได้รางวัล ได้กำไร ได้บรรดาศักดิ์....

     

              ผมไม่มีสิทธิที่จะมีคำตอบสำหรับห้องประชุมนี้ หรือสำหรับสังคมไทย ผมก็ต้องตอบตัวเองเท่านั้น เหมือนกับท่านทั้งหลายที่ต้องตอบตัวเองเช่นกันในชีวิตประจำวัน ทำมาหากิน หากำไร จะลงทุนกันอย่างไร

    ให้ความพอดีของเรื่องทั้งหลายอยู่ตรงไหน ระหว่างผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจหรือประโยชน์ทางด้านอื่นๆ ของชีวิต ของทั้งบริษัท หรือทั้งส่วนตัวและของสังคมด้วย 
    เขียนเมื่อ 

    สวัสดีค่ะคุณน้อย

    คุณน้อยเล่าว่า.....

    ตอนนี้ สับสนค่ะ บางคนก็ว่าอย่าเพิ่งเชื่ออะไรมากมายนัก จะเป็นการเชื่อแต่ฝ่ายเดียวหรือไม่

    ค่ะ อย่างไรก็ตาม คิดว่า กันไว้ดีกว่าแก้นะคะ จะวิกฤติแค่ไหน ยังไม่ทราบแน่ แต่มีข้อมูลค่ะ.....

    ผลสำรวจพบออสเตรเลียผงาดประเทศพ่นก๊าซคาร์บอนทำลายโลกมากที่สุด เมื่อเทียบในแง่ประชากรต่อคน ขณะที่สหรัฐยังคงครองแชมป์โลก ปล่อยด้วยปริมาณมากที่สุดของโลก

    อย่างไรก็ตาม ผลสำรวจชี้ว่า เมื่อพิจารณาจากการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดอ๊อกไซด์มากที่สุดของโลก

    อันดับ 1 คือ สหรัฐ หรือ 2,530 ล้านตัน

    อันดับสอง จีน 2,430 ล้านตัน

    อันดับสาม รัสเซีย 600 ล้านตัน

    อันดับสี่ อินเดีย 529 ล้านตัน

    อันดับห้า ญี่ปุ่น 363 ล้านตัน

    อันดับหก เยอรมัน 323 ล้านตัน

    อันดับเจ็ด ออสเตรเลีย 205 ล้านตัน

    อันดับแปด แอฟริกาใต้ 201 ล้านตัน

    อันดับเก้า อังกฤษ 192 ล้านตัน

    และอันดับสิบ เกาหลีใต้ 168 ล้านตัน

    ด้านผู้เชี่ยวชาญแสดงความหวังว่า การเปิดเผยข้อมูลนี้จะช่วยให้ชาวโลกปล่อยสารก่อปฎิกิริยาเรือนกระจกทำลายโลกกันน้อยลง 

     ระบุว่า จากประสบการณ์ของผู้คนในแวดวงด้านสิ่งแวดล้อม เมื่อได้ถ่ายทอดข้อมูลแก่สาธารณชนและตลาดการค้าต่าง ๆ ที่ไม่เคยรู้มาก่อน มักจะทำให้เกิดการปรับปรุงคุณภาพสิ่งแวดล้อมตามมา และเชื่อว่ายังไม่เคยมีใครมีข้อมูลเช่นนี้มาก่อน