สวัสดีครับทุกท่าน
วันนี้ได้คุยกับท่านอาจารย์ แสวง รวยสูงเนิน
<div class="picture"><div style="text-align: center">
</div></div>
<div align="center"> ดร. แสวง รวยสูงเนิน
มหาวิทยาลัยขอนแก่น </div><h4>นิดหนึ่งครับ และได้มีโอกาสแลกเปลี่ยนในส่วนหนึ่งของการเรียนรู้คน และแลกปลี่ยนเรียนรู้เพื่อทำการปรับสภาพก่อนจะมีการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ครับ</h4><h4> ทุกท่านคงเข้าใจ การแลกเปลี่ยนเรียนรู้ กันเป็นอย่างดีแล้วนะครับ ว่าคนเรามีความหลากหลาย รากไทรแต่ละราก (ต้นไทร สายใยโกทูโนว์) ก็มีความแตกต่างและหลากหลาย ความคิดในตัวเราก็มีความหลากหลาย เรามีแง่มุมในด้านต่างๆ ในตัวเรา อาจจะแตกต่างจากคนอื่น และคนอื่นก็อาจจะแตกต่างไปจากเรา แต่ผมเชื่อเหลือเกินว่า ท่ามกลางความหลากหลายที่เรามี ไม่ว่าจะเรื่องความคิด แนวทางการดำรงชีพ และด้านอื่นๆ จะมีอย่างน้อยหนึ่งเรื่อง ที่เหมือนกัน (เข้ากันได้) ในคนสองคน ส่วนจะเหมือนกันมากในหลายๆ ด้านนั้น ก็แล้วแต่ว่าจะมีมากหรือน้อยอย่างไร</h4><h4> หลายๆ คนที่มีแนวทาง นิสัย แนวคิดคล้ายๆ กัน ก็ได้เป็นเพื่อนเกลอกัน เป็นเพื่อนเสี่ยวกัน เป็นเพื่อนซี้กัน เป็นเพื่อนร่วมอุดมการณ์กัน บางคนก็คุยกับอีกคนได้เป็นเพียงแค่บางเรื่อง หากคุยอีกเรื่องก็คุยกันไม่ได้ก็พยายามเลี่ยง ศึกษากัน เพื่อหามุมหรือด้านที่รับส่งกันได้ แล้วเชื่อมต่อพลังงานให้แก่กันในด้านนั้นๆ</h4><h4> เพื่อให้เห็นภาพมากขึ้น ผมขอนำเสนอโมเดลหินสองก้อน หากให้ง่ายที่สุด ให้ท่านหยิบหินขึ้นมาสองก้อนครับ จะขนาดเท่ากันหรือ ใหญ่เล็กต่างกันก็ตามครับ </h4><h4>แล้วทำตามวิธีการดังต่อไปนี้ครับ</h4><ol>
หยิบหินขึ้นมาสองก้อน ก้อนหนึ่งเอาไว้ในมือซ้าย ก้อนหนึ่งไว้ในมือขวา
เป้าหมายต่อไปคือ หาหน้าสัมผัสอย่างน้อยหนึ่งหน้า ที่สัมผัสเข้ากันได้ แล้วเลือกหน้าที่ดีทึ่สุดของทั้งสอง ที่สัมผัสพื้นที่มากที่สุดครับ (หน้าที่ทาบกันได้เรียบที่สุดและมีพื้นที่หน้าสัมผัสมากที่สุดนะครับ)
แล้วก็จำหน้านั้นเอาไว้นะครับ
เพื่อให้เป็นการอธิบายที่เป็นวิทยาศาสตร์หน่อย ให้นำก้อนหนึ่ง ไปเผาไฟโดยใช้เวลาประมาณสองนาที ให้หินอีกก้อนอยู่เฉยๆ
ต่อมาหยิบหินสองก้อนนี้มาวางทาบกันในมุมหรือด้านที่เราสัมผัสกันได้ดีที่สุดในตอนที่ทำการทดลองในข้อที่ 2 นะครับ
แน่นอนว่าหินก้อนหนึ่ง ร้อนกว่าหินอีกก้อนหนึ่งครับ ตามแนวทางของการถ่ายเทความร้อนไปหากันนั้น จำเป็นต้องมีหน้าสัมผัสที่จะส่งผ่านความร้อน (ความรู้) ไปหากันนะครับ ตามหลักของ การถ่ายเทความร้อนของสมการความร้อน Heat Equation นะครับ (อธิบายด้วยสมการเชิงอนุพันธ์)
ผมมองว่า การที่หินสองก้อนจะปรับตัวเข้าหากันผ่านหน้าสัมผัสที่เหมาะสม จะทำให้การไหลของพลังงานความร้อนผ่านหน้าสัมผัสมีการถ่ายเทความร้อน(ความรู้) กันได้เร็วที่สุดครับ จนในที่สุดอุณหภูมิในหินสองก้อน (ความรู้้) ก็เกือบจะทัดเทียมกันได้หรือมองเป็นการปรับตัวเข้าหากันของคนสองคน
หรือสองครอบครัว หรือ สองชุมชน สองสังคม จนถึงสองต่างๆ แล้วแต่ระดับครับ
</ol><h4>คุณมีความเห็นอย่างไรบ้างครับ หากหินก้อนหนึ่งเป็นคนธรรมดา ก้อนหนึ่งเป็นปราชญ์ หรือ ก้อนหนึ่งเป็นคนธรรมดา อีกก้อนเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐ หรือ เอกชน และอื่นๆ
</h4><p>
</p><p>(Image from http://www.ezytrip.com/webboard/images/10000/01000/00929_4897.jpg) </p><h4> นี่คือโมเดลของหินสองก้อนที่จะปรับตัวเพื่อแลกเปลี่ยนเรียนรู้กันครับ หากเราลองมามองย้อนสู่รากไทร สายใยโกทูโนว์ (ต้นไทร สายใยโกทูโนว์) นะครับ หรือบล็อกเกอร์แต่ละคน จะมีความแตกต่างกัน และมีความหลากหลายมากๆ เลยครับ ดังนั้น การที่คนสองคนมาเจอกัน จะมีเรื่องใดเรื่องหนึ่งจูงให้มาเจอกัน ไม่ว่าจะเป็นบทความใดก็ตาม ที่ปรากฏขึ้นในหน้า monitor.gotoknow.org นะครับ หรือจะปรากฏในหน้า Home หรือลิงก์ต่างๆ ก็ตามครับ นั่นคือ สายใยที่ดึงหินสองก้อนให้มาเจอกัน สายใยนั่นก็คล้ายๆ กับแนวทางในการหาด้านหรือมุมสัมผัสระหว่างบล็อกเกอร์นั่นเอง</h4><h4>จริงหรือไม่จริง ลองคิดดูได้นะครับผม ผมเองก็มีหลายด้าน หลายแนว คุณมาูรู้จักผมผ่าน ด้านต่างๆ ในสิ่งที่ผมเป็น หรือสิ่งที่คุณเห็น ผมรู้จักคุณๆ ก็ในทำนองเดียวกัน จะมีด้านหนึ่งที่เราคุยกันได้ เป็นอย่างน้อย หากมีหน้าสัมผัสหลายๆ ด้านตรงกันหรือเข้ากันได้มาก เราก็จะรู้จักกันมากขึ้นครับ</h4><h4>คุณเห็นเป็นอย่างไรครับ การแลกเปลี่ยนเรียนรู้ กับ โมเดลหินสองก้อน ที่กล่าวมานะครับ แลกเปลี่ยนร่วมกันได้ครับ</h4><h4>ขอบคุณมากครับผม</h4><h4>ด้วยมิตรภาพ</h4><h4>เม้ง </h4>
เยียมน้องเม้ง ทฤษฎีนี้ เห็นด้วย
หากหินต่างชนิดกันก็ไม่เป็นปัญหามนการถ่ายเทความร้อน เพียงแต่อาจแตกต่างกันในเรื่องอัตราความเร็วในการถ่ายเทและรับการถ่ายเท
หากเอาคุณสมบัติของสะสารนั้นมาพิจารณาประกอบก็จะยิ่งเข้าใจรายละเอียดของหลักการถ่ายเทความร้อน และ resistance
อย่างเช่นพี่สรุปว่าพี่น้องผู้ไทปรับตัวเร็วมากกว่า ไทโซ่เมื่อเขาไปประกบกับความรู้เรื่องตลาดชุมชนกับหมู่บ้านที่ทำเรื่องตลาดชุมชนมาก่อน ผู้ไทรับรู้และรีบตัดสินใจทำกิจกรรมเลยเพราะเขาเรียนรู้เร็วและสรุปได้เร็วว่ากิจกรรมนี้ดีแน่ๆในหมู่บ้านเรา หินห้อนที่หนึ่งเป็นบ้านต้นแบบตลาดชุมชน หินก้อนที่สองเป็นกลุ่มพี่น้องผู้ไทย ตลาดชุมชนเป็นความร้อน...
เอ้า อธิบายไปได้ไงเนี่ยะ.. ใช่ ปะ น้องเม้ง
และอื่นๆ....เข้าท่า เห็นรูปธรรมจริงๆ
สวัสด้ครับ อาจารย์
</ul>
</ul>
</ul>
สวัสดีค่ะคุณเม้ง
สายใย Gotoknow ก่อนหน้านี้เปรียบเหมือนรากไทร......ครั้งนี้คงเปรียบเหมือนด้านหนึ่งของหิน อีกก้อนหนึ่ง......การถ่ายเทความร้อนคงขึ้นอยู่กับชนิดและคุณสมบัติของหิน ว่าจะถ่ายเทได้มากน้อยแค่ไหน สิ่งที่ให้ซึ่งกันและกันถึงรับได้ไม่หมดแต่ก็ยังได้รับบ้าง........
หากหินสองก้อนเป็นหินชนิดเดียวกัน ความสัมพันธ์ สายใย จะเหนียวแน่นค่ะ
หากหินที่ต่างชนิดกันมาก แม้กระทั้งวางทาบกันยังไม่ติดแล้วความร้อนจะถ่ายเทอย่างไรหละ?..........
ขอบคุณที่เปิดเวทีสนทนานี้........ขอบคุณค่ะ
สวัสดีค่ะ
</ul>
หากหินสองก้อนเป็นหินชนิดเดียวกัน ความสัมพันธ์ สายใย จะเหนียวแน่นค่ะ
หากหินที่ต่างชนิดกันมาก แม้กระทั้งวางทาบกันยังไม่ติดแล้วความร้อนจะถ่ายเทอย่างไรหละ?..........
</ul>
</ul>
พี่เม้งครับ
</ul>
หินแต่ละก้อน มีรูปร่างไม่เหมือนกัน เราเปรียบเหมือนกินก้อนหนึ่ง ซึ่งต้องมีบางส่วนที่สัมผัสได้กับหินก้อนอื่นๆ ซึ่งบริเวณที่สัมผ้สกับแต่ละก้อนอาจมีไม่เท่ากัน แต่อย่างน้อยก็สัมผัสได้...แต่หากเป็นหินก้อนที่กลมไปหมดทุกด้านก็อาจมีพื้นที่ในการสัมผัสกับหินก้อนอื่นได้น้อย แต่ถ้ามีส่วนที่แบนๆ ก็อาจสัมผัสกับก้อนที่มีแบนๆ เหมือนกันได้มาก ตรงนี้อาจจะเป็นส่วนที่คล้ายกัน แนวคิดทำนองเดียวกันมีค่อนข้างมาก...ก็จะเป็นกลุ่มเป็นเครือข่ายคนที่มีแนวคิด แนวร่วมไปในด้านเดียวกัน.....ชักยาวแค่นี้ก่อน ก่อนจะเป็นหินกลมมาก มะกอกสามตะกร้าปาไม่ติด....อิอิอิ
</ul>
สวัสดีครับ เพิ่งมาอ่านบล็อกของพี่ครั้งแรกเพราะหัวข้อน่าสนใจมากครับ
หินสองก้อนของพี่ ทำให้ผมได้นึกกว้างมาก (แต่ลงลึกมากๆ ผมก็ชักปวดหัวแฮะ)
พี่ได้พูดประเด็นของร่างกาย การที่สมองกับแขนขาสามารถประสานกันได้ก็เช่นเดียวกับหินสองก้อนเช่นกัน
คือ ถึงแม้นอวัยวะทั้งสองจะต่างกันมากแต่ก็ยังมีพื้นฐานมาจากเซลล์แม่เดียวกันตั้งแต่แรก มีการเชื่อมโยงกันมาตั้งแต่แรก จากที่ไม่แตกต่างกลายเป็นแตกต่าง แต่แม้นแตกต่างก็ยังอยู่ร่วมกันได้โดยไม่ขัดแย้งกัน
ถ้าพูดเรื่องนี้แล้วแตกย่อยต่อตามที่พี่ว่า ทุกสิ่งล้วนมีพื้นฐานเดียวกัน ไม่ว่าจะเป็นโดยนหลักธาตุดินน้ำลมไฟไม้ทองตามแนวคิดของจีน
หรือลึกกว่านั้นก็คือแนวคิดหยินหยางของจีนที่ว่าทุกอย่างประกอบด้วยสองอย่างนี้
แม้แต่แนวคิดของข้อมูลของคอมก็มาจากเลข 0,1 คือ มีกับไม่มี
(คล้ายแนวหยินหยางไม่๊ครับ)
หรือแนวศาสนาคริสต์ที่ว่า ทุกสิ่งมาจากพระเจ้า
หรือหลักศาสนาพุทธที่ว่าทุกสิ่งล้วนอนิจจัง
ทุกสิ่งล้วนมีจุดร่วมกันเพียงแต่เราจะเห็นมันหรือไม่
เช่นนั้นการแบ่งเขาแบ่งเราก็จะไม่มีอีกต่อไป...
ไม่มีตัวเรา ไม่มีคนอื่น
มีเพียงสิ่งเดียวคือ ธรรม(ชาติ)
เราคือ ธรรม, ธรรมคือสิ่งที่อยู่รอบตัวเรา
เราจะไม่มีการทำร้ายธรรม
เพราะนั่นคือ การทำลายตัวเราเช่นกัน
สวัสดีครับเม้ง
ผมไม่ได้คิดเปรียบเทียบอะไรนะ ง่วงนอน มึนๆ คิดอะไรไม่ออก แต่พอพูดถึงหินถึงต้นไทร หินแกร่งแค่ไหนรากไทรก็จัดการได้ นานวันเข้าหินก็แตก ที่เขาไม่ให้ปลูกไทรในบ้านเพราะรากไทรนี่แหละ ถ้าวันหนึ่งมีนกคาบลูกไทรแล้วมาวางไว้บนก้อนหินในภาพ ถึงสภาวะที่เหมาะสมลูกไทรเจริญเติบโตเป็นต้นไทร รากไทรก็จะจัดการหินให้แตกได้อาจต้องใช้เวลานานแต่มีความเป็นไปได้สูง
คุณคิดว่าหินสองก้อนนี้จะเป็นอย่างไรต่อไป
หรือคุณคิดว่าแค่นี้ก็พอใจครับ
ไม่มีตัวเรา ไม่มีคนอื่น
มีเพียงสิ่งเดียวคือ ธรรม(ชาติ)
เราคือ ธรรม, ธรรมคือสิ่งที่อยู่รอบตัวเรา
เราจะไม่มีการทำร้ายธรรม
เพราะนั่นคือ การทำลายตัวเราเช่นกัน
</ul>