สมัยเมื่อเป็นหนุ่มรุ่นกระเต๊าะ35ปีที่แล้ว ผมไปเมืองเหนือบ่อย จุดหมายปลายทางอยู่ที่เชียงใหม่ ขับรถโฟคก์เต่าคันป้อมๆเหมือนแมงกุดจี่ไปคนเดียว ส่วนมากจะออกจากบ้าน3ทุ่ม ขับรถผ่านชุมแพหล่มสัก เข้าเพชรบูรณ์ บางคืนที่พระจันทร์สุกสกาวสวยงาน จะหยุดรถชมทิวเขาอาบแสงจันทร์ ลมเย็นๆอากาศสบายยืนฟังเสียงนกละเมอท่ามกลางความเงียบ เหมือนยืนอยู่ในโลกคนเดียว สงัด สงบ สบาย ผ่อนคลาย แล้วก็ไปต่อ ถามว่าง่วงไหม โถ! ใบหน้าคนสวยใสลอยอยู่ตรงหน้า จะหลับตาลงไปได้อย่างไร   

สมัยนั้นรถราผ่านไปมาน้อยมาก ช่วงผ่านทุ่งแสลงหลวงมีหมอกลงจัด นานๆจะมีรถสวนมาสักคันหนึ่ง จะเจอสัตว์หน้าตาแปลกเป็นระยะๆ งูตัวใหญ่ๆ ชะมด อีเห็น และสัตว์ที่โผล่มาแว๊บๆมองไม่ทัน  ยามเช้าตรู่จะเห็นไก่ป่าออกมาเดินโชว์เป็นกลุ่ม บรรยากาศสองข้างทางยังเป็นธรรมชาติสวยงาม แต่ถนนสายหลักจะเลี่ยงเมืองพิษณุโลก ผ่านไปแบบเฉียดฉิว ครั้งนั้นแม่สาวน้อยนันย์ตาสีโศกก็ไม่รู้อยู่ที่ไหน จึงบึ่งผ่านไปถึงสุโขทัยยามเช้า เต็มพลังด้วยน้ำเต้าหู้ ร่วมตักบาตรกับแม่เฒ่าชาวสุโขทัย เดินทางต่อไปถึงนครพิงค์ตอนสายๆ ได้กินข้าวกับสาวน้อยที่แขวนท้องรอ แค่นี้ละหนอความรำลึกถึงที่ตราตรึงท่วมท้นห้วจ๋าย..  

พักหลังผมมีงานต้องไปเมืองพิษณุโลกบ้างเหมือนกัน ไปเป็นวิทยากร ไปประเมินการศึกษาแล้วแวะพัก แต่การไปแบบนี้ไม่เห็นอะไรหรอก เข้า-ออกห้องประชุมแล้วก็กลับบ้าน จึงไม่ได้รับความรู้ใหม่ว่าเมืองที่ยิ่งใหญ่ทางประวัติศาสตร์แห่งนี้ หัวใจของเมืองอยู่ตรงไหน ช่วงที่มาล่าสุดเขากำลังบูรณะที่องค์พระ อุปการณ์นั่งร้านยังรุงรังถ่ายภาพได้ไม่สวย   

ถ้าเราย้อนคิดไปถึง สมัยที่มีการสร้างองค์พระสวยที่สุดในโลกองค์นี้ ความมหัศจรรย์พันลึกคงจะมากมายยิ่งนัก ทำไมคนสมัยก่อนจึงรังสรรค์ฝีมือดุจเทพยดาบันดาล การสร้างสมศรัทธาความรู้มีกระบวนพัฒนาการมาอย่างไร ทำไมชุดความรู้จึงเข้มแข็งเข้าขั้นชั้นสูงสุดเช่นนี้ได้ และเรื่องราวทางประวัติศาสตร์หลังจากนั้นละ การปกป้องดูแลไม่ให้องค์พระถูกแย่งชิงเอาไปไว้ที่เมืองอื่น ชาวเมืองนี้แสดงพลังทางสังคมแต่ละครั้งอย่างไร น่าจะเป็นหัวข้อKM.ในเชิงประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมที่น่าสนใจไม่น้อย  

น่าเสียดาย ถ้าไม่มีการพูดถึงของดีเมืองพิษณุโลก หัวใจของชาวเมืองและทิศทางการพัฒนาบ้านเมือง ถ้าเจ้าภาพมหกรรมKM.แห่งชาติครั้งที่1 บรรจุโปรแกรมไปอธิฐานใจที่พระเจ้าใหญ่ เชื่อว่าอาคันตุกะที่มาร่วมในงานนี้ จะประทับใจเมืองสองแควไปนิรันดร แค่เรื่องสาวน้อยนัยน์ตาสีโศกก็คึกคักแล้ว เรื่องอื่นๆเชิงสังคมและวัฒนธรรมนั่นละ จะเก็บใส่กรุไว้ทำไมละหนอ  

บุคคลสำคัญๆ คงได้ไปกราบไหว้ทำพิธีบูชาพระพุทธชินราชมามากแล้ว สมัยพระองค์ขาวพระองค์ดำก็คงจะอธิฐานให้ชนะศึกสงคราม แต่มาในยุคเราเป้าหมายคงจะเปลี่ยนไป จากศึกสงครามมาเป็นศึกในหัวใจแทน โดยเฉพาะคนที่ไร้แฟนและหายังได้ไม่ถูกใจสักที ..สมัยที่ผมชวนลูกสาวเขาหนีผ่านมาทางนี้ ก็แวะมากราบพระเจ้าใหญ่นี่แหละ ทำให้อัตราเต้นหัวใจพอควบคุมให้สงบได้บ้าง ยังนึกถึงรอยยิ้มเศร้าๆบางๆและแววตาของคนที่ตัดสินใจเด็ดขาดร่วมกัน.. แค่นี้แหละ..เพียงพอแล้วกับการเรียนรู้เรื่องKMหัวใจในชาตินี้ อิอิ..