แต่เราไม่เพียงเสียบุคลากรไปเท่านั้นเรายังเสียดายที่เขาต้องจากเราไปในความรู้สึกที่ไม่สู้ดีนักเนื่องจากต้องมา..."ตกม้าตาย"...เอาในปีสุดท้ายนี้เอง

    ในวันที่ 30 กันยายน ของทุกๆปี ในหน่วยงานราชการหรือรัฐวิหกิจหลายๆแห่ง ย่อมพูดถึงงานเกษียณอายุราชการของบุคลากรในหน่วยงานกันแทบทั้งนั้น

    ในสังกัดที่ผมทำงานอยู่ก็มี 2 คนเช่นกัน 1 ใน 2 คนนั้นก็เป็นลูกน้องซึ่งปฏิบัติงานอยู่ในทีมของผมนั่นเอง

    แต่เราไม่เพียงเสียบุคลากรไปเท่านั้นเรายังเสียดายที่เขาต้องจากเราไปในความรู้สึกที่ไม่สู้ดีนักเนื่องจากต้องมา..."ตกม้าตาย"...เอาในปีสุดท้ายนี้เอง

    เรื่องมีอยู่ว่านายสนั่น ฯ  ตำแหน่ง ช่างฝีมือ 7  เป็นหัวหน้าช่างอยู่ในทีมงานของผมนี้เอง เงินเดือนเต็มขั้นเมื่อปี 2549 แต่เมื่อวันที่ 1 ตุลาคม 2550 ทางการฯประกาศขยายขั้นเงินเดือนพนักงานทุกระดับไปอีก 2 ขั้น หัวหน้าสนั่นฯได้มา 1 ขั้นตามการพิจาณาในงบประมาณการปูนบำเหน็จประจำปี 2550 แต่ก่อนหน้านั้น  หัวหน้าสนั่น คิดว่าไม่มีการปรับหรือขขยายขั้น  ตัวเองคงไม่ได้เงินเดือนขึ้นอีกแล้ว จึงหยุดงานโดยใช้สิทธิ์ลาป่วยและลากิจ รวมกันแล้วเกินกว่า 45 วัน

 

    ด้วยความรู้เท่าไม่ถึงการณ์หรืออย่างไรไม่ทราบ แม้ทางการจะให้สิทธิ์หยุดพักผ่อนประจำปีได้ปีละ 15 วัน ก็ไม่ใช้สิทธิ์อันนี้

    ตัวเองลาไปกี่วันแล้วไม่รู้ ไม่จด ไม่จำ เอาไว้ พอถึงเวลาประเมินผลงานประจำปี เอาวันป่วยวันลา มาคิดคำนวณเพื่อประเมินคุณธรรม ปรากฏว่าเกินกว่าที่ทางการจะปูนบำเหน็จประจำปีให้

    เงินเดือนหนึ่งขั้นตั้งเกือบสามพันบาทไม่ได้เพิ่มขึ้นเสียแล้วในปีสุดท้าย เงินเดือนไม่เต็มขั้น  แล้วแบบนี้จะโทษใคร?

    ไม่มีใครช่วยได้  ทำงานมาทั้งปีเงินเดือนไม่ขึ้นเพราะความเผลอเรอของตัวเอง  ยิ่งเสียกว่านั้นไม่มีเวลาให้แก้ตัวแล้ว ต้องก้มหน้ารับ....ไป  เอาแค่อายุงานไปคิดเงินบำนาญอย่างเดียวก็แล้วกันนะ

    บันทึกนี้จึงขอเป็นอุทาหรณ์สอนใจคนที่ทำงานในองค์การของรัฐ ที่ไกล้เกษียณ  พึงระวังไว้นะครับ..  ความแน่นอน  ก็คือ  ความไม่แน่นอน

    ระวังจะ "ตกม้าตาย" ดังเช่นลูกน้องผมคนนี้