![]()
พวกเราที่ใส่ใจสุขภาพอาจจะสงสัยว่า มีวิธีตรวจสอบสุขภาพง่ายๆ ว่า เราฟิตพอที่อยู่ในโลกใบนี้หรือไม่ ผู้เขียนขอนำวิธีตรวจความฟิตง่ายๆ จากสำนักข่าว BBC มาฝากครับ
ท่านอาจารย์ไมเคิล โรเบิร์ต ผู้สื่อข่าวสุขภาพ BBC สอบถามข้อมูลจากผู้เชี่ยวชาญหลายท่าน นำมารวบรวมเป็นวิธีตรวจความฟิต (fat / ความแข็งแรง) ง่ายๆ 10 วิธีดังต่อไปนี้
(1). อ้วนหรือไม่:
ให้ชั่งน้ำหนักเป็นกิโลกรัม วัดส่วนสูงเป็นเมตร นำน้ำหนักมาตั้ง หารด้วยส่วนสูงเป็นเมตร 2 ครั้ง จะได้ค่าดัชนีมวลกาย (body mass index / BMI)
- ค่าปกติฝรั่ง = 18-25
- ค่าปกติคนเอเชีย = 18.5-22.9
ถ้าได้ค่า BMI สูงกว่านี้นับว่าอ้วนไป ถ้าได้ BMI ต่ำกว่านี้นับว่าผอมไป
(2). อ้วนลงพุงหรือไม่:
ให้นำสายวัดมาวัดรอบเอวดู
- ค่าปกติคนเอเชีย = 90 เซนติเมตรในผู้ชาย / 80 เซนติเมตรในผู้หญิง
ถ้าวัดแล้วพบมีเส้นรอบเอวมากเกินค่ามาตรฐานนับว่า อ้วนลงพุง
(3). เดินขึ้นบันได:
คนเราควรจะเดินขึ้นบันได 2 ชั้นได้โดยไม่หอบหรือเหนื่อยมากเกินไป ถ้าท่านทำได้นับว่า ข้อนี้ฟิตทีเดียว
(4). จ่ายตลาด:
อาจารย์จอห์น บริวเออร์ ผู้อำนวยการสถาบันวิทยาศาสตร์การกีฬาลูโคเซดกล่าวว่า คนที่ฟิต(แข็งแรง)ควรจะถือถุงชอปปิ้ง 2 ถุง และเดินไปรถไหว
(5). เดิน 1 ไมล์:
อาจารย์บริวเออร์แนะนำให้จับเวลา และเดินให้เร็วที่สุดในระยะทาง 1 ไมล์ หรือ 1.6 กิโลเมตร คนที่ฟิตควรเดิน 1 ไมล์ได้ภายใน 15 นาที
ท่านที่มีโรคหัวใจควรปรึกษาหมอก่อน เพราะโรงพยาบาลทหารแห่งหนึ่งในไทยมีการทดสอบสมรรถภาพโดยให้วิ่งจับเวลา ผลปรากฏว่า มีเจ้าหน้าที่ไปเกิดใหม่เลยก็มี
(6). ตรวจอาหาร:
คนที่ใส่ใจสุขภาพควรกินข้าวกล้องแทนข้าวขาว หรือขนมปังโฮลวีท(ธัญพืชไม่ขัดสี)แทนขนมปังขาว และกินผัก-ผลไม้รวมกันให้ได้อย่างน้อยวันละ 5 ส่วนบริโภค
1 ส่วนบริโภค (servings) = 1 ทัพพี = 1 แผ่น CD = 1 ผลกล้วยขนาดกลาง
(7). ออกกำลัง:
คนที่จะรักษาความฟิต(ความแข็งแรง)ได้ในระยะยาวต้องออกแรง-ออกกำลังอย่างน้อยเทียบเท่าการเดินเร็ววันละ 30 นาที
ถ้าอ้วนหรืออ้วนลงพุงควรปรับเพิ่มเป็นวันละ 60 นาที
(8). วัดความดันเลือด:
ควรวัดความดันเลือดเป็นประจำ ค่าปกติควรต่ำกว่า 140/90
(9). จับชีพจร:
ให้จับชีพจร หรืออัตราการเต้นของหัวใจ > คนที่ฟิตควรมีชีพจรขณะพัก (หลังพัก 15 นาที) ไม่เกิน 70 ครั้งต่อนาที
(10). นับการหายใจ:
ให้นับอัตราการหายใจ > คนที่ฟิตควรมีอัตราการหายใจ 16-20 ครั้งต่อนาที ไม่ควรเกินกว่านี้
ผู้เขียนไม่เห็นด้วยกับข้อ (10) เนื่องจากการหายใจนาทีละ 16 ครั้งน่าจะ "เร็วไป" โดยเฉพาะท่านที่มีประสบการณ์ฝึกสมาธิประเภทกำหนดลมหายใจ ฝึกหายใจช้าๆ (เพื่อป้องกันโรคความดันเลือดสูง) ฝึกไทเกก-ชี่กง(ไทจี้)มา จะพบว่า การหายใจช้าลงไป และมีสุขภาพดีขึ้นมากทีเดียว...
- คนเราน่าจะหายใจไม่เกินนาทีละ 12-14 ครั้งต่อนาทีเป็นอย่างมาก (ผู้เขียน) หลังฝึกหายใจช้าๆ
ผู้เขียนมีประสบการณ์ชีพจรเร็วเกิน 70 ครั้งต่อนาทีทั้งๆ ที่ออกกำลังเป็นประจำ เมื่อลดกาแฟลงพบว่า ชีพจรเริ่มช้าลง แต่ก็ยังเกิน 70 ครั้งต่อนาที
ต่อเมื่อฝึกหายใจช้าๆ ไม่เกิน 10 ครั้งต่อนาที อย่างน้อยวันละ 15 นาที ซึ่งเป็นวิธีที่ช่วยป้องกันโรคความดันเลือดสูงได้ด้วย ชีพจรจึงเริ่มลดลง และผ่านแบบทดสอบนี้ได้
สาเหตุที่ผู้เขียนมีชีพจรเร็วคงเป็นเพราะเป็นคนขี้กลัว ตกใจง่าย เครียดง่าย...
คนที่เครียดง่ายนี่ถ้าได้ออกกำลังแบบตะวันออก เช่น รำกระบองชีวจิต รำกระบองคุณป้าบุญมี(โปรดดูในหนังสือหมอชาวบ้าน) ไทเกก-ชี่กง(ไทจี้) ฯลฯ หรือฝึกหายใจช้าๆ เช่น ฝึกสมาธิที่กำหนดลมหายใจ ฯลฯ สุขภาพจะดีขึ้นกว่าเก่าเยอะแยะเลย
ถึงตรงนี้... ขอให้พวกเรามีสุขภาพดีไปนานๆ ครับ
ข่าวประกาศ...
ข่าวประกาศ...
- บล็อก "บ้านสุขภาพ" มีนโยบายที่จะไม่ตอบปัญหาสุขภาพ เนื่องจากผู้เขียนมีงานมาก อินเตอร์เน็ตลำปางช้า+หลุดบ่อย และใช้เวลาเตรียมเขียนเรื่องใหม่+แก้ไขคำหลัก (keywords) ย้อนหลัง
ขอแนะนำ...
- รวมเรื่องสุขภาพ > "ลดความอ้วน"
- [ Click - Click ]
- รวมเรื่องสุขภาพ > "ออกกำลัง"
- [ Click - Click ]
- รวมเรื่องสุขภาพ > "อาหารสุขภาพ"
- [ Click - Click ]
- ขอแนะนำบล็อก > "บ้านสาระ"
- http://gotoknow.org/blog/talk2u
แหล่งที่มา:
- Many thanks to BBC > Michael Roberts > How do you know you are healthy? > [ Click ] > September 14, 2007.
- ข้อมูลและการอ้างอิงในบล็อก “บ้านสุขภาพ” มีไว้เพื่อส่งเสริมสุขภาพ และป้องกันโรค ไม่ใช่เพื่อการรักษาโรค
- ท่านที่มีโรคประจำตัวควรปรึกษาหมอที่ดูแลท่านก่อนนำข้อมูลไปใช้
- ขอขอบพระคุณ > อาจารย์เทวินทร์ อุปนันท์ IT โรงพยาบาลค่ายสุรศักดิ์มนตรี
- ขอขอบพระคุณ > อาจารย์ ณรงค์ ม่วงตานี และอาจารย์เทพรัตน์ บุณยะประภูติ IT ศูนย์มะเร็งลำปาง
- นพ.วัลลภ พรเรืองวงศ์ จัดทำ > 15 กันยายน 2550.
ขอบพระุคุณค่ะอาจารย์ เป็นประโยชน์มากทีเดียวค่ะ
ขอขอบพระคุณอาจารย์กมลวัลย์....
ชาติไหนที่มีสุขภาพดีกว่ามีแนวโน้มจะมีประสิทธิภาพสูงกว่า ป่วยน้อยกว่า ค่าใช้จ่ายสุขภาพ(รักษาพยาบาล)น้อยกว่า และมีความได้เปรียบสัมพัทธ์เมื่อเทียบกับชาติอื่นๆ (Michael Porter เรียกว่า 'competitive advantage')