บางคนก็คิดแปลกออกไปครับ คือคิดว่า จิตคือความรู้สึก ความคิด อารมณ์ และไม่มีตัวตนเหมือนกับที่คนอื่นๆคิด และกาย(สมอง)เป็นสสาร มีตัวตน แต่ทั้งสองนี้เป็นด้านสองด้านของสิ่งๆหนึ่ง ถ้าจะเปรียบเทียบให้เข้าใจง่ายก็ได้ว่า เหมือนกับเหรียญซึ่งมีสองหน้า หน้าหนึ่งเป็นหน้าหัว อีกหน้าหนึงเป็นหน้าก้อย แต่ทั้งสองหน้านี้รวมอยู่ในเหรียญๆเดียวกัน หรือ ความรู้สึก ความคิด เป็นหน้าหนึ่ง และก้อนสมองเป็นอีกหน้าหนึ่ง แต่ทั้งสองรวมอยู่ในสมองอันเดียวกัน เป็นต้น
ได้มีผู้ถามว่า "สองด้าน" ของ "สิ่งๆหนึ่ง" นั้น เจ้าสิ่งนั้นนั้นคืออะไร? ว่ากันว่า ผู้สร้างเองก็ไม่รู้ เพราะไม่เคยเห็น และไม่อาจจะเห็นได้ แต่ถ้าว่าด้านหนึ่งเป็นความรู้สึก ความคิด(อสสาร) และอีกด้านหนึ่งเป็นสมอง แล้ว เจ้าสิ่งน้นก็คือสมองนั่นเอง!!
เขาไม่ต้องตอบว่า "เทวดาประทานจิตให้มา" หรือไม่ต้องตอบว่า "มัน(จิต)มีอยู่จริงในธรรมชาติเหมือนการมีอยู่จริงของเสือ ของหิน ของต้นไม้ ---- เมื่อจะไปเกิดใหม่ก็รีบไปหาท้องแม่เอาเอง !! เหมือนที่บางคนเขา "เชื่อ"กัน
นับว่าเป็นความคิดสร้างสรรค์ ที่เขาไม่ยอมตามเพื่อน ครับ !
ดูๆแล้ว เหมือนตาบอดคลำช้าง ต่างก็คลำจากสิ่งๆเดียวกัน แต่คลำถูกคนละนิดคนละหน่อย แล้วออกมาบอกเพื่อน คือ คลำถูกทั้งสามคนที่ว่ามานั่นแหละ แต่ยังไม่ใช่ช้างทั้งตัวครับ ทั้งหมดนี้เป็นชาวยุโรปโน่นครับ ไม่ใช่ชาวเอเซียนะครับ !!
ดร. ไสว เลี่ยมแก้ว...
เดาว่าเป็น วิลเลี่ยม เจมส์ ....
อาตมาอ่านวิทยานิพนธ์หลายเล่มแล้ว ที่อธิบายแนวคิดทำนองนี้ของเจมส์ (แต่ก็ยังไม่ค่อยเข้าใจ)...
เจอเล่มใหม่วันก่อน มีผู้นำมาเปรียบเทียบกับของพุทธปรัชญาเถรวาท (แต่ยังอ่านไม่จบ)...
บางมติว่าแนวคิดของวิลเลี่ยม เจมส ์ คล้ายคลึงกับวิชฌญาณวาท (วิญญาณวาท) ของพุทธปรัชญามหายานสำนักหนึ่ง... ซึ่งอาตมาก็ไม่ค่อยรู้เรื่องแนวคิดสำนักนี้... จำได้แต่เพียงว่า มีเรื่อง อาลยวิญญาณ โดยบอกว่า ทุกสิ่งทุกอย่างเกิดจากอาลยวิญญาณ...
ส่วนแนวคิดของอาจารย์ (ทุกบันทึกที่โยงถึงเรื่องทำนองนี้) อาตมาก็ติดตามอยู่ แต่ก็ยังสรุปประเด็นไม่ได้... แม้ว่าบางอย่างจะไม่ค่อยเห็นด้วย แต่ก็ไม่ได้คัดค้าน....
ถ้าอาจารย์หายไปหลายๆ วัน จะนึกถึง และรู้สึกเป็นห่วงทุกครั้ง....
ไม่แน่นะ อาจารย์... ถ้าอาตมานึกสนุก อาจพิมพ์งานทั้งหมดของอาจารย์ออกมา แล้วก็เขียนวิเคราะห์แนวคิดของอาจารย์ (ก็อาจเป็นไปได้)...
เจริญพร
นมัสการพระคุณเจ้า
เมื่อผมบันทึกเสร็จ ทุกครั้ง ผมจะกุลีกุจอเปิดดูตอนเช้าเสมอ "เพื่อดูความคิดเห็นของพระคุณเจ้า" เมื่อเห็นแล้วก็ดีใจ เพราะพระคุณเจ้าได้ให้แง่คิดดีๆ ในฐานะ"นักปรัชญา"เสมอง ครับ
อย่างเช่นเช้านี้ ท่านได้ชี้เป็นนัยๆว่า ผม"ชม"แต่พวกยุโรปมากเกิดไป?! อันที่จริง "คนเอเซีย"เราก็คิดล้ำหน้าเอาไว้เยอะ เกี่ยวกับเรื่องนี้ แต่หลายส่วน ไม่ได้บันทึกไว้ ที่บันทึกไว้ ก็อยู่แต่ในพระคัมภีร์ และมักเป็นภาษาบาลีสันสกฤต ที่สำคัญคือ "คนในระบบมหาวิทยาลัย" ไม่ค่อยได้เอาไปอ้างอิกันในงานวิจัย และงานเขี่นยอื่น แต่คิดว่า เรื่องนี้คงจะดีขึ้น เพราะเรามีมหาวิทยาลัยทางสงฆ์อยู่หลายแห่ง คิดว่าวิทยานิพนธหรืองานเขียนทั้งหลายของนักศึกษาและอาจารย์ คงจะทำให้ปัญหานี้เปลี่ยนไปในอนาคต นะครับ
ซึ่งเราได้เริ่มแล้วที่นี่ไงละ โดยพระคุณเจ้านี่แหละครับ ผมเอง เมื่อว่าง ก็มักจะแวะไปเยี่ยมท่านบ่อย แต่มีบางบันทึกเท่าน้นที่ได้ร่วมคิดด้วย ครับ
เรื่องของวิเลียมเจมส์นั้น โดยการศึกษา ท่านเป็นนักจิตวิทยา แค่ท่านได้พูดเชิงปรัชญาในช่วงหลังๆ ดูเหมือนพวกเขียนตำราจัดให้เขารวมอยู่ในกลุ่มปรัชญา Pragmatism หรืออะไรนี่แหละ ซึ่งรากเหง้าจริงๆเขามีแนวคิดสอดคล้องกับกลุ่ม Realism ซึ่งเป็นญาติกันกับ Materialism อีกทอดหนึ่ง ผมคิดอย่างนี้ครับ อาจจะไม่ตรงกับความคิดของคนอื่น และ ณ วันนี้ ผมถูกจัดกลุ่ม "โดยพระคุณเจ้า" ให้เป็นญาติกับ ท่านเจมส์ ?! ผมขนลุกเลยครับ ผมเป็นเพียง นักจิตวิทยาธรรมดาๆ ครับ พระคุณเจ้า
กระนั้นก็ดี ขอบพระคุณ ครับ