"ฝากธนาคารไว้กับธรรมชาติ ไม่ขาดทุน" ผมเพ้อฝันอีกแล้วครับ

 สวัสดีครับทุกท่าน

            หลายๆ ท่าน คงเคยฝากเงินในธนาคารกันเป็นแน่ครับ ไม่ว่าจะฝากเพื่อจุดประสงค์ใดก็ตามครับ เพื่อความปลอดภัย เพื่อให้มีกำไรต่อยอด เพื่ออื่นๆ ตามแต่ที่ใจหวังไว้นะครับ วันนี้ผมจะมาพล่ามการฝากธนาคารไว้กับธรรมชาติ ดูครับ ว่าเราจะฝากอะไรกันได้บ้างครับ มาเริ่มพล่ามกันเลยนะครับผม

  • ธนาคารน้ำ ฝากไว้ที่ไหนดีครับ แล้วฝากอะไรไว้กับธนาคารนี้บ้างครับ

    • สระดิน  ต้นไม้  ป่าไม้  ใต้ดิน พืชผัก ป่าพลุ ป่าแบบต่างๆ 

    • ฝากน้ำไว้บนฟ้า เมื่อถึงเวลา ให้ป่าร่ายมนต์ดึงเมฆลงมาให้คล้อยต่ำแล้วกลายเป็นเม็ดฝนต่อไป 

    • ในธนาคารน้ำมีให้ฝากไว้เต็มเลย ได้แก่สัตว์น้ำ ปลาต่างๆ กุ้งหอยปูปลา และอื่นๆ ธนาคารน้ำจะให้ดอกเบี้ยเป็นอะไรที่ไม่น้อยเลยนะครับ

  • ธนาคารดิน ฝากไว้ที่ไหนดีครับ ฝากอะไรไว้ได้บ้าง

    • ดินมีอยู่แล้ว หากมีที่ทำกิน ที่ดินก็มีให้เป็นพื้นฐาน แต่ปัญหาจะฝากอะไรไว้ในดิน สิ่งที่น่าจะฝากไว้ในดินได้แก่ แร่ธาตุอาหารในดิน อินทรีย์วัตถุทั้งหลาย ให้ทับถมเพื่อสะสมธาตุที่สำคัญ เป็นพื้นฐานต่อสรรพสิ่งอื่นต่อไป

    • สิ่งที่ต้องการตัวยึดเหนี่ยวฝากเอาไว้กับธนาคารดิน พืชผักทั้งหลายก็ฝากไว้กับธนาคารดิน พื้นที่ดินถิ่นไทย จะปลูกอะไรก็ได้กินอย่างนั้น

  • ธนาคารลม ฝากไว้ที่ไหนดีครับ

    • ลมอยู่ทุกๆ ที่ รวมไปถึงที่ว่างๆ ต่างๆ ด้วยแล้วกันนะครับ ลมเป็นตัวช่วยหลายๆอย่างในการทำให้ระบบเดินไปได้ด้วยดี

    • อากาศดีๆ ฝากไว้ที่ป่าไม้ ต้นไม้ ฝากต้นไม้ไว้กับดิน ฝากดินไว้กับน้ำ ฝากน้ำไว้กับดิน

  • ธนาคารไฟ ฝากไว้ที่ไหนครับ

    • ไฟนี้ก็มีความจำเป็นครับ มองไปถึงแหล่งพลังงาน ฝากไว้ที่ไหนดีครับ เช่นไฟฟ้า ก็จะฝากไว้ที่ไหนดีครับ จะฝากไว้ที่พลังงานน้ำหรือครับ หรือว่าพลังงานลมดีครับ พลังงานแสงแดดอีกครับ เป็นแหล่งพลังงานที่ใหญ่ที่สุด

    • พลังงานเหล่านี้ มีไฟ ประกอบอยู่ในการฝากพลังงานไฟฟ้า ความร้อน ในใจกลางโลกก็มีพลังงานไฟอยู่ ฝากไว้กับโลกเช่นกันในชั้นแมกมา

  • ธนาคารความรู้ แห่งปัญญา

    • ธนาคารความรู้ฝากไว้ในธรรมชาติดีไหมครับ ให้เป็นคลังความรู้เพื่อให้คนได้ศึกษาหาความรู้ ธรรมชาติที่ซับซ้อน มีความหลากหลายมาก ก็ยิ่งมีความรู้มาก คนได้ความรู้มาจากธรรมชาติ หรือว่าธรรมชาติเป็นรากแห่งความรู้ของคน คนเอามาคิดได้ความรู้ เกิดปัญญา ฝากเอาไว้ในหัวสมองของคนทุกๆ คน

    • มีปัญหาก็ดึงปัญญาออกมาจากคลังธนาคารแห่งปัญญาที่ฝากเอาไว้ในประชาชนส่วนใหญ่ของโลก ดึงออกมาใช้ร่วมกัน

    • แค่นั้นไม่พอ ธนาคารนี้ต้องสร้างผลผลิตต่อสิ่งแวดล้อมและคนรุ่นหลังให้มีโอกาสได้สัมผัสเรียนรู้ต่อๆ ไปอีกด้วยครับ

  • ธนาคารปัจจัยสี่

    • ธนาคารนี้ก็เป็นสาขาย่อยของธนาคารธรรมชาติ ฝากเอาไว้กับทั้ง ดินน้ำลมไฟ สมองและปัญญา ในการคิดค้นหาเพื่อนำมาใช้ให้เกิดเป็นปัจจัยสี่ได้

    • ยารักษาโรคฝากไว้ที่ไหนดีครับ ฝากไว้กับสมุนไพรไทยดีหรือว่า โรงพยาบาลต่างประเทศครับ

    • อาหารจะฝากไว้ที่ในสวนสมรม หรือว่าในป่า หรือว่าแมคโดนัล เคเอฟซี และห้างต่างชาติดีครับ

    • เครื่องนุ่งห่ม เราจะฝากไว้กับเส้นใยธรรมชาติได้ไหมครับ หรือว่าต้องนำเข้าจากต่างชาติอีกแล้วครับ

    • ที่อยู่อาศัยครับ เราจะฝากไว้ที่ไหนครับ ป่าไม้ได้ไหมครับ หรือว่านำเข้าไฟเบอร์ หรือว่าบ้านสำเร็จรูป หรือว่าเต้นท์ผ้าร่ม พลาสติก หรืออื่นๆ

    • ลองดูนะครับ ว่าจะฝากกันไว้ที่ไหน

  • ธนาคารอะไรอีกหนอ

    • ธนาคารอะไรอีกลองคิดกันครับ แต่ที่แน่ๆ ธนาคารธรรมชาตินั้น ไม่ทำให้ใครขาดทุนแน่นอน เพราะธรรมชาติเกิดจากธรรมชาติ ธรรมชาติสร้างธรรมชาติ และเกื้อกูลกันเองอย่างลงตัว ปรับตัวเองตามรูปแบบ

    • ท้ายที่สุดผมคิดว่า คนเราต้องระวังที่ไม่ควรจะเป็นธนาคารสารพิษเคลื่อนที่ได้นะครับ เพราะหากเรารับฝากสารพิษไว้ในตัวเรามากๆ เข้า เราก็จะมีกำไรเนื้องอก ออกมาเต็มไปหมด

  • ขอให้สนุกกับการคิดนะครับผม ผมขอพล่ามแค่นี้ก่อนนะครับ

  

Collage24 

หากคุณมีเงินเพียงพอคุณจะฝากเงินของคุณไว้ในธนาคารใดครับผม คุณคิดอย่างไรกับคำสวยๆที่ว่า ทรัพย์ในดิน สินในน้ำครับ

ขอบคุณมากๆ ครับผม

เม้ง 

บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย  ใน มิสเตอร์ช่วย

คำสำคัญ (Tags)#ป่าไม้#ธรรมชาติ#ปัจจัยสี่#ธนาคารธรรมชาติ#ธนาคารดิน#ธนาคารลม#ธนาคารน้ำ#ธนาคารไฟ#ดิน น้ำ ลม ไฟ

หมายเลขบันทึก: 126414, เขียน: 09 Sep 2007 @ 04:39, แก้ไข, 06 Sep 2013 @ 18:19, สัญญาอนุญาต: สงวนสิทธิ์ทุกประการ, ความเห็น: 17, อ่าน: คลิก
บันทึกล่าสุด


ความเห็น (17)

เบิร์ด
IP: xxx.24.96.69
เขียนเมื่อ 09 Sep 2007 @ 07:00

สวัสดีค่ะคุณเม้ง

บันทึกนี้นั่งอ่านอยู่นาน เพราะคำว่า " ทรัพย์ในดิน สินในน้ำ "  ทำให้คิดไปถึง " ความแตกต่างหลากหลาย " ต่างๆบนโลกกลมๆใบนี้ ตั้งแต่พันธุ์พืช  สัตว์  คน ไวรัส  แบคทีเรีย  เชื้อรา วัฒนธรรม ประเพณี ปราชญ์ชาวบ้าน  ภูมิปัญญา ฯลฯ

สิ่งต่างๆเหล่านี้เป็นทุนทางธรรมชาติ ทุนทางสังคม และทุนทางปัญญาของแต่ละพื้นที่..ที่มีความแตกต่างหลากหลาย แต่ดูเหมือนเรากำลังจะพยายามทำให้ความหลากหลายนี้กลายเป็น " รูปแบบเดียว " ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลใดๆก็ตาม

เรากำลัง “ใกล้เกลือกินด่าง ” กันแล้วมั้งคะ เพราะไม่ค่อยเห็นความสำคัญในเรื่องความหลากหลายเท่าใดนัก  เรามีพืช สัตว์ พลังงานทดแทน์หลากหลายชนิด แต่เราไม่ค่อยศึกษากันอย่างจริงจัง เพื่อให้เกิดความรู้พื้นฐานสำหรับการพัฒนาต่อยอดได้

ที่ผ่านมา่เรากลับมุ่งเน้นไปที่ “เด็ดยอด” ของการใช้ประโยชน์มากกว่าน่ะค่ะ..ทำให้ไม่ค่อยพบกับประโยชน์ที่แท้จริงม ากนัก

เราไม่ค่อยอดทนกับกระบวนการเรียนรู้ ไม่ค่อยให้ความสำคัญกับการสร้างฐานรากหรือ “เสาเข็ม” ที่แข็งแรง  ทั้ง ๆ ที่เรามีทุนทางปัญญา (ภูมิปัญญาท้องถิ่น) กระจายอยู่ในทุกชุมชน ทุกท้องถิ่น ไม่ต้องการเรียนรู้นอกกรอบหรือนอกห้องเรียน  นักศึกษารุ่นใหม่ส่วนใหญก็่เป็นพวกต้องการเรียนอะไรที่ง่าย จบเร็ว และไปทำงานหาเงิน ส่วน " การเรียนรู้ " ู้ถือว่าเป็นเรื่องรอง.. โดยลืมไปว่าการศึกษาที่สมบูรณ์นั้น เกิดจากประสบการณ์ทางสังคม คนเราควรเรียนรู้ซึ้งกันและกันและเรียนรู้จากธรรมชาติที่เรามี เพราะ ไม่มีบทเรียนใดที่สำคัญไปกว่าบทเรียนที่เราได้รับจากสภาพความเป็นจริงของชีวิต..ในสังคมของเรานั้น เราให้ความสำคัญกับการศึกษา ค้นคว้าคำว่า  " ไม่มี " น้อยมากๆ ทั้งๆที่การศึกษาว่าทำไมสิ่งนั้นๆถึง " ไม่มี " .. สำคัญพอๆกับการศึกษาว่า ทำไมถึง " มี " เลยล่ะค่ะ..

ในโลกยุคใหม่นี้วิธีคิดของสังคมไทยต้องผสมผสานกันระหว่างเทคโนโลยีสมัยใหม่กับเทคโนโลยีพื้นบ้าน  โดยเฉพาะองค์ความรู้จากปราชญ์ชาวบ้าน ผู้เฒ่าผู้แก่ ซึ่งนับวันจะล้มหายตายจากไป ประเทศไทยถึงจะอยู่ได้อย่างเข้มแข็ง  

ถ้าในอีก 5-10 ปีข้างหน้า..
เรายังอยู่ในระบบทุนนิยมและบริโภคนิยมอย่างที่เป็นอยู่ในปัจจุบันเพียงด้านเดียวโดยไม่ยึดฐานการพัฒนาแบบเศรษฐกิจพอเพียง เพื่อให้เกิดดุลยภาพของการพัฒนาทั้ง 2 ด้านแล้ว..  ก็จะเกิดการแก่งแย่งทรัพยากรน้ำและดินกันอย่างรุนแรงมากยิ่งขึ้น ( กว่าที่ผ่านมา )  จนเกิดความขัดแย้งทางสังคม และตกเป็นเหยื่อทางการเมืองได้ง่าย ( กว่านี้ )

เราคงต้องปรับกระบวนทัศน์และจัดทัพให้ดีแล้วล่ะค่ะี   เพราะเรากำลังสู้กับกระแสโลกาภิวัตน์และบริโภคนิยม
แต่เราไม่ค่อยคิดสร้างคนดีๆจำนวนมากๆเผื่อไว้สำหรับการคัดเลือก  เป็นไปได้นะคะว่าเราลืมเรื่อง “การคัดเลือกตามธรรมชาติ ” ไปน่ะค่ะ เราลืมไปว่าสิ่งมีชีวิตใดๆจะเกิดการกลายพันธุ์ได้ทั้งสิ้น..เราจึงลงทุนเพื่อ " สร้างและสืบสานสิ่งดีๆ คนดีๆไว้น้อยเหลือเกิน "

ถ้าเราดูการลงทุนเพื่อการศึกษาในอดีตที่ผ่านมา แม้กระทั่งปัจจุบัน ตัวเลขก็ไม่ได้เปลี่ยนแปลงไปมากมายนัก คือ เราลงทุนเพื่อคนกลุ่มน้อยมากเหลือเกิน แต่ลงทุนเพื่อการศึกษาของคนกลุ่มใหญ่ไม่มากนัก..

ขอบคุณสำหรับบันทึกนี้ที่ทำให้ความคิดเบิร์ดเตลิดเปิดเปิงไปในหลายๆเรื่องราวได้อย่างที่รู้สึกว่า " ทุกสิ่งมีความสัมพันธ์กัน " น่ะค่ะ

 


 

 

naree suwan
เขียนเมื่อ 09 Sep 2007 @ 11:17
  • มีความเห็นเหมือนคุณกับคุณเบิร์ดคะ
  • อิอิ...ก็ยังไม่มีเงินฝากทั้งออมทัพย์กับเงินฝากประจำนี่นา
  • ฝากธนาคารไหนดีนะ...ก็ตกลงฝากทุกธนาคารที่คุณพูดมาก่อนท่าทางจะได้ดอกเบี้ยสูง
  • แล้วก็จะฝากอีกที่คะ...ธนาคารแห่งความรัก คะ
  • ฉันตั้งตัวเป็นผู้จัดการใหญ่เลยนะคุณ
  • ....มีนโยบายรับฝากความรักคะ...ใครมีเยอะๆเอามาฝากไว้ได้...รับฝากรักทุกรูปแบบด้วย
  • รักมนุษย์..รักธรรมชาติ...รักสรรพสัตว์
  • แถมดอกเบี้ยแบบก้าวกระโดดเท่าตัวต่อปีนะคุณ
  • เวลารักหมด...ก็มาถอนไปใช้
  • ใครไม่มีรักก็มายืมโดยไม่คิดดอกเบี้ยคะ
  • แต่ต้องเปิดบัญชีรักไว้คะ...แล้วภายในหนึ่งปีต้องเอารักมาฝาก...ฮ่าๆ
  • จริงนะคุณคนเราทุกวันนี้ขาดรัก...แถมรักแต่ตัวเอง...และไม่รักคนอื่นบ้านติดกันยังทะเลาะกันเลย...
  • ทรัพย์ในดิน สินในน้ำ นั้นเห็นด้วยอย่ายิ่งคะ
  • แต่ อย่าเห็นด้วยแล้วอยู่เฉยๆนะคะ
  • ต้องลงไม้ลงมือคะ...อิอิช่วยกันคนละไม้ละมือด้วยนะคะคุณ

ไม่ใช่เพ้อฝันหรอกครับ  นี่คือจริงเสียยิ่งกว่า Reality very much

               หาก อ.เม้งไม่ได้ยินความคิดแนวนี้มาก่อน ซึ่งเกิดจากวิเคราะห์สังเคราะห์ออกมาเอง  ก็นับว่าตรงเผงกับแนวคิดปราชญ์ชาวบ้านภาคอีสานและอาจจะทุกภาค

              แนวคิดเรื่องออมต้นไม้ ออมดิน ออมน้ำ เป็นปรัชญาหนึ่งในการพัฒนาคุณภาพชีวิตของ มูลนิธิ รพ.อุบลรัตน์ โดยคุณหมอ อภิสิทธิ ธำรงวรางกูล ร่วมกับเครือข่ายปราชญ์ชาวบ้านอีสานอีกมากมาย

              ผมไปที่บ้านของคุณคำเดื่อง ภาษี เกษตรกรยุคบุกเบิกเกษตรกรรมธรรมชาติในดินแดนที่ราบสูง คุณลุงพูดว่า ปลูกต้นไม้ไว้ดีกว่าฝากเงินไว้กับธนาคาร เพราะความเสี่ยงในธนาคารมีสูงกว่าความเสียงจากธรรมชาติ  ต้นไม้ไม่มีวันลดค่า มีแต่เพิ่มค่า

             ถ้า a+b = c + a   ดังนั้น  b = c ฉันใด

              อ.เม้ง ก็คือ  ปราชญ์ชาวบ้าน ฉันนั้น

               555   ออกแนวคณิตศาสตร์เอาใจ อ.เม้งหน่อย

สวัสดีค่ะ

  กำลังจะก่อตั้งธนาคารเลือดในร่างกายค่ะ เป็นการชักชวนชาวบ้าน ทำความดีถวายในหลวง มาเป็นธนาคารเลือด ช่วยเก็บเลือดไว้ใช้ยามขาดแคลน ช่วยด้านสาธารณสุขค่ะ

TAFS
เขียนเมื่อ 09 Sep 2007 @ 21:10
สวัสดีครับทรัพย์สิน สิ้นทั้งโลกนี้มีพอแบ่งปันกันทั่วทุกคนให้มีชีวิตอยู่รอดได้  แต่จะไม่พอสำหรับป้อนกิเลสตันหาแก่คนๆคนเดียว (คานธี)ผมขอตั้งธนาคารเก็บกิเลสทุกชนิดของมนษย์ให้ อ.เม้งเป็นซีอีโอ 

แล้วผมขอไปเป็นพนักงานแผนกปล่อยกู้ธนาคารแห่งความรัก ของคุณ  naree suwan   ครับ 

ภูมิปัญญาผมก็มีเพียงแค่นี้  แต่ชอบความเห็นคุณเบิร์ดและคุณสุมิตรชัย ครับ

สวัสดีครับทุกท่าน

  • ขอบพระคุณมากๆ ครับ ที่ได้ให้ความเห็นดีๆ ต่อยอดกันนะครับผม
  • The Root of Knowledge is in Nature, Without Root is Fruitless.
  • ขอบคุณมากครับผม 

สวัสดีครับคุณเบิร์ด

  • ขอบคุณมากๆครับผม  
  • " ทรัพย์ในดิน สินในน้ำ " และ " ความแตกต่างหลากหลาย "
  • ทุนทางธรรมชาติ ทุนทางสังคม และทุนทางปัญญาของแต่ละพื้นที่
  • “ใกล้เกลือกินด่าง ” และ  “เด็ดยอด”
  • ทุกคำเด็ดๆ เหล่านี้จะผิดไหมครับ หากผมจะบอกว่าเรา ตระหนักถึงรากเหง้า กันบ้างหรือเปล่าครับ
  • โดยเฉพาะรากเหง้าของความเข้าใจที่มีต่อธรรมชาติ โดยเฉพาะ “ใกล้เกลือกินด่าง ” และ  “เด็ดยอด” อันนี้ชัดเจนมากๆ เลยนะครับ
  • หากเราบำรุงรากให้ดี เราจะเข้าใจว่ารากนั้นมีประโยชน์มากๆ เลยและเป็นต้นตอของผลลัพธ์
  • โดยลืมไปว่าการศึกษาที่สมบูรณ์นั้น เกิดจากประสบการณ์ทางสังคม คนเราควรเรียนรู้ซึ้งกันและกันและเรียนรู้จากธรรมชาติที่เรามี เพราะ ไม่มีบทเรียนใดที่สำคัญไปกว่าบทเรียนที่เราได้รับจากสภาพความเป็นจริงของ ชีวิต..ในสังคมของเรานั้น เราให้ความสำคัญกับการศึกษา ค้นคว้าคำว่า  " ไม่มี " น้อยมากๆ ทั้งๆที่การศึกษาว่าทำไมสิ่งนั้นๆถึง " ไม่มี " .. สำคัญพอๆกับการศึกษาว่า ทำไมถึง "ี " เลยล่ะค่ะ..
  • การคัดเลือกตามธรรมชาิติ” คำนี้เด็ดมากๆ ครับ และเป็นคำที่สำคัญมากๆ สำหรับ คำว่า ความหลากหลายทางธรรมชาต
  • เราถึงควรปล่อยให้ธรรมชาติเกิดขึ้นและอยู่ในท่ามกลางความซับซ้อนเพื่อการเกิดและการคัดเลือกตามธรรมชาติ ตามหลักการทางยีน Genetic ที่จะมีการปรับตัวให้เข้ากับสภาพที่ต่างๆ กันไป ผมถึงเน้นว่า ในธรรมชาติมีคำตอบอยู่แล้ว หากเราทำลายธรรมชาติไม่เหลือ คำตอบของเราก็จะหายไป จนในที่สุด เราจะเหลือแต่คำถาม เพราะไ่ม่มีคำตอบ ปัญหาก็จะรอให้เราเห็น กว่าที่เราจะแปลงปัญหานั้นให้เป็นปัญญาได้อีกใช้เวลานานครับ และด้วยเวลาที่ต่างกัน คำตอบใหม่นั้นกับคำตอบในอดีตก็ย่อมต่างกันด้วยอีกแน่นอนครับ
  • หากเราจะเดินไปสู่ความเป็นหนึ่ง หมายถึงว่า ลดความหลากหลายลงแล้วปรับให้ทุกอย่างอยู่บนเส้นทางเดียวกันหมด เราก็จะได้รูปแบบ pattern อีกแบบหนึ่งครับ
  • ประเทศไทยว่าไปแล้วมีความหลากหลายสูงมากๆ ครับ เพราะภูมิลำเนาต่างกัน ต่างความหลากหลาย ต่างพืชพันธุ์ ต่างธรรมเนียมแบบแผน แต่สานต่อเชื่อมโยงกันด้วยสายใยเดียวกันได้
  • ขอบคุณมากๆ เลยครับ
  • มาช่วยต่ออีกซักยกจะเป็นไรไปครับ ว่าด้วย “การคัดเลือกตามธรรมชาิติ
  • ขอบคุณมากครับ
P
2. naree suwan

 

สวัสดีครับคุณนารี

  • ขอบคุณมากๆ เลยครับ อ่านนโยบายของคุณแล้วเป็นธนาคารที่ดีมากๆ เลยครับ
  • ธนาคารกำลังใจ ธนาคารแรงจูงใจ และอื่นๆ
  • ทุกวันนี้ จาก ทรัพย์ในดิน สินในน้ำ ผมไม่แน่ใจว่าเราเปลี่ยนเป็น ทรัพย์ในหุ้น ทุนในแบงค์ หรือเปล่าครับ บางทีก็เหมือนจับต้องไม่ได้
  • จากที่เราเคยจับด้ามจอบเสียม ต้องหันเหไปจับอย่างอื่นแทน
  • เห็นด้วยว่าทุกอย่างเริ่มที่ ทำอย่างธรรม
  • ขอบคุณมากครับผม

สวัสดีครับ

ได้มุมมองอีกแบบดีครับ ชอบครับ

P
3. mr. สุมิตรชัย คำเขาแดง

 

สวัสดีครับคุณมิตร

  • ขอบคุณมากครับผม
  • ผมดีใจนะครับ ที่หลายๆ ภาคส่วนหันมาสนใจในเรื่องเหล่านี้ กลับไปสู่รากฐานของชีวิตจริงๆ ที่ผูกชีวิตเอาไว้กับธรรมชาติ
  • การรู้คุณค่า ของดินน้ำลมไฟ และสิ่งแวดล้อมหรือว่าธรรมชาตินั้น มนุษย์ทุกคนควรตระหนักครับ เพราะว่าคนเราไม่มีทางจะเอาชนะธรรมชาติได้ครับ ในที่สุดแล้วเราต้องก้มหัวหมอบราบให้กับธรรมชาติครับ
  • เมื่อก่อนผมยกให้คุณพ่อคุณแม่เป็นครูคนแรก ตอนนี้ ผมยกให้ธรรมชาติเป็นครูคนแรก เพราะว่าพ่อแม่ก็เป็นส่วนหนึ่งของธรรมชาติด้วยครับ ในลำดับนี้ไม่ได้หมายความว่า พ่อแม่ไม่สำคัญนะครับ เพราะผมเชื่อว่า หากธรรมชาติไม่มีเหลือ พ่อแม่ก็อยู่ไม่ได้เช่นกันนะครับ
  • พ่อแม่ในที่นี้ รวมถึง พระแม่ต่างๆ ด้วยนะครับ
  • ส่วนปราชญ์ชาวบ้านนั้น ผมเองมิอาจเอื้อมนะครับ เพราะผมอยู่ไม่ได้อยู่กับชุมชนนะครับ และยังไม่ได้ทำประโยชน์ให้กับชุมชนเลยครับ
  • ตอนนี้ที่เป็นอยู่เป็นเพียงการขอการสนับสนุนจากชุมชนมากกว่าครับ วันหนึ่งมีโอกาสคงได้ตอบแทนบ้างครับ แม้จะไม่หมดก็ตามครับ
  • ดีใจนะครับ ที่ได้มีโอกาสเกิดมาเจอหลายๆ คนที่เห็นความสำคัญของธรรมชาติ
  • ขอบคุณมากครับ
P
4. ตันติราพันธ์

 

สวัสดีครับคุณตันติราพันธ์

  • ขอบคุณมากๆ เลยนะครับ ผมชอบแนวคิดนี้มากๆ เลยนะครับ ในการชักชวนให้คนทำให้เลือดของตัวเองเป็นเลือดที่สะอาด พร้อมที่จะแจกจ่ายในยามที่มีคนต้องการเลือด เป็นการบริจาคเลือดดี เป็นกุศโลบายที่ดีมากๆ นะครับ
  • ขอเป็นกำลังใจให้คุณประสบความสำเร็จนะครับผม หากเรียบร้อยแล้วก็มาบอกกล่าวกันด้วยนะครับ
  • ชื่นชมในโครงการดีๆ นะครับ 

 

P
5. TAFS

 

สวัสดีครับพี่แท็ฟส์

  • สบายดีไหมครับพี่
  • เห็นด้วยกับพี่ทุกประการนะครับ แต่สำหรับซีอีโอ เก็บกิเลส ไว้ใน ธนาคารเก็บกิเลส นี่ผมขอไม่ขอเป็นนะครับ เดี๋ยวเก็บบ่อยๆ จะเข้าตัวผมครับ เพราะผมก็ต้องทำลายในตัวผมเหมือนกันครับ
  • ช่วยๆ กันแบ่งเบากันดีกว่าครับ ไม่หนักใครมาก แบ่งเบากันตามหน้าที่นะครับ
  • ภูมิปัญญาผมก็มีน้อยนิดครับผม มีอะไรก็ช่วยๆ กันเติมเต็มนะครับ
  • เป็นการยากที่จะทำตัวเราให้สมบูรณ์ในทุกๆ ด้าน แต่เราทำได้เพียงแต่สมบูรณ์ในบริบทที่เราทำได้เท่านั้นก็ดีมากแล้วครับ คนแต่ละคนมีตัวตั้งและมีรากที่ต่างๆ กันครับ
  • ขอบคุณพี่มากนะครับ 
P
9. ผศ. เพชรากร หาญพานิชย์

 

สวัสดีครับท่านอาจารย์

  • ขอบพระคุณมากๆ เลยคับ ที่ให้เกียรติมาเยี่ยมนะครับ ผมเพิ่งทราบว่าท่านอาจารย์ทำงานทางด้าน X-Ray, CT Scan, MRI ผมก็สนใจทางด้านนี้ครับ แต่เป็นงานทางด้าน Image Processing ในการวิเคราะห์ภาพครับ
  • ผมใช้การวิเคราะห์ภาพรากต้นไม้ โดยสแกนด้วยเครื่องซีทีนะครับ ไม่ทราบว่าทางเมืองไทย มีคนเคยลองสแกนกระถางต้นไม้ด้วย CT บ้างไหมครับผม
  • ขอบคุณมากครับ
เบิร์ด
เขียนเมื่อ 15 Sep 2007 @ 22:11

สวัสดีค่ะคุณเม้ง

การคัดเลือกตามธรรมชาิติ” เหรอคะ

 

ขอลากของอีตาดาร์วินมาก่อนนะคะก่อนที่จะโยงไปเรื่องอื่น  ตามทฤษฎีเค้าว่าไว้ว่า..การคัดเลือกตามธรรมชาติหมายถึงการรักษาลักษณะที่เหมาะสมเอาไว้และลักษณะที่ไม่เหมาะสม จะถูกกำจัดออกไปการคัดเลือกดังกล่าวมักจะเน้นถึงการคัดเลือกระหว่างสมาชิกชนิดเดียวกันที่มีความสามารถในการเจริญเติบโต และการอยู่รอดต่างกัน  ..การคัดเลือกตามธรรมชาติ จึงเป็นกระบวนการที่ซับซ้อน เพราะเป็นกระบวนการที่เกิดขึ้นในทุกระดับของสิ่งมีชีวิต นับตั้งแต่ระดับโมเลกุล ระดับยีน ระดับโครโมโซม ระดับแกมีท จนถึงระดับสังคมของสิ่งมีชีวิต...การคัดเลือกมักจะควบคู่ไปกับการปรับตัวเสมอ เพราะสิ่งมีชีวิตจะต้องมีการปรับตัวให้เหมาะสมกับสภาพแวดล้อมของแต่ละแห่งอาจจะเป็นการปรับตัว โดยมีการเปลี่ยนแปลงทางสรีรวิทยา หรือพฤติกรรมก็ได้น่ะค่่ะ้ เมื่อผ่านการปรับตัวแล้วอาจจะได้สิ่งมีชีวิตชนิดใหม่ที่เหมาะสมต่อสภาพแวดล้อมนั้นๆ และสามารถดำรงชีวิตอยู่ได้อย่างดี สามารถผลิตลูกหลานได้เป็นจำนวนมากเป็นต้น ( ใบ และดอก อิ อิ )

เมื่อพืชและสัตว์เริ่มจะกลายพันธุ์อย่างรวดเร็ว  ทำให้เกิดมีสิ่งมีชีวิตสายพันธุ์ใหม่ๆ กระจายตัวออกเป็นกลุ่มย่อยๆ จำนวนมาก  เพราะต้องมีการปรับตัวตามการคัดเลือกตามธรรมชาติ ซึ่งเกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว ทำให้การคัดเลือกตามธรรมชาติมีส่วนสำคัญต่อการกลายพันธุ์ภายในกลุ่มสิ่งมีชีวิตชนิดต่างๆเป็นอย่างยิ่ง ซึ่งก็เป็นขั้นตอนการวิวัฒนาการนั่นเองค่ะ

ถ้านึกภาพไม่ออกก็นึกถึงการเมืองไทยในตอนนี้นะคะ ทั้งผสม ทั้งกลายพันธุ์กันยุ่งไปหมด   จนเกิดเป็นสิ่งมีชีวิตชนิดใหม่ๆที่หน้าตาพิลึกกึกกือขึ้นทุกทีๆ เลยล่ะค่ะ  ^ ^  ..แต่ เอ..็หรืออาจจะถือว่าเป็นีการปรับตัวและกลายพันัธุ์จน " เหมาะสม " กับสถานการณ์ในตอนนี้ก็ได้นะคะ  !

เอาใหม่ค่ะกลับมาใหม่..การตอบสนองต่างๆ ภายใต้เหตุและผล ดังกล่าวมาข้างบนนี้ก็อาจก่อให้เกิดการสูญพันธุ์อย่างรวดเร็วได้เช่นเดียวกันนะคะ เพราะพืชหรือสัตว์ที่กลายพันธุ์ไปในทิศทางที่ไม่เหมาะกับสิ่งแวดล้อม หรือไม่สามารถแข่งขันกับพืชหรือสัตว์รุ่นใหม่ๆได้ เก๊าะจะหายสาบสูญไปตามกาลเวลา.. เพราะฉะนั้นหรือจะฉะนี้ก็ได้ค่ะ   ภายใต้สิ่งแวดล้อมแย่ๆที่เรามีอยู่..สิ่งมีชีวิตแบบไหนล่ะคะที่จะสามารถ " อยู่รอด " ได้ ?

                ยิ่งกว่านั้น..นอกจากการสร้างรูปแบบทางวิวัฒนาการแล้ว การปรับตัวอย่างรวดเร็วเช่นนี้ ก็มีแนวโน้มที่จะทิ้งให้สิ่งมีชีวิตดึกดำบรรพ์ต่างๆไว้เบื้องหลังอีกด้วยนะคะ..เพราะงั้นพวกไดโนเสา ไดโนฝา ไดโนกระดานทั้งหลาย ก็อาจเป็นเช่นเดียวกับฟอสซิล และเป็นหลักฐานที่ี่สามารถอธิบายถึงช่องว่างขนาดใหญ่ ของรอยต่อทางวิวัฒนาการ ในอนาคตก็ได้ค่ะ อิ อิ อิ

               

เมื่อสิ่งมีชีวิตต่างๆล้วนมีวิวัฒนาการมาเช่นนี้แล้ว รูปแบบ รูปร่าง  รูปทรงองค์เอวที่เราเห็นๆกันอยู่ก็อาจไม่ใช่หน้าตาขั้นสุดท้ายของวิวัฒนาการี้หรอกนะคะ เพราะเบิร์ดมองว่าวิวัฒนาการ ( ในทุกด้านไม่เว้นแม้แต่การเมือง.. หรือจะเรียกว่าโลกาภิวัฒน์ด้วยก็ไม่น่าจะผิดอะไรนะคะ เพราะจะลากให้เข้ากับบริบทน่ะค่ะ อิ อิ อิ )ไม่ได้เป็นการทำให้สิ่งมีชีวิตซับซ้อนขึ้น หากแต่เป็นการปรับตัวของสิ่งมีชีวิตให้เข้ากับสิ่งแวดล้อมที่เปลี่ยนแปลงไปต่างหาก ( และใครปรับตัวไม่ได้ก็หายไปจากสังคม )

ท่านผู็นำที่ต้องลี้ภัยการเมืองในขณะนี้ก็น่าจะ็เป็นเช่นเดียวกันนะคะ เพราะท่านไม่ได้สร้างสังคมไทย   แต่เราๆท่านๆและสังคมไทยต่างหากที่ " สร้าง " ท่านขึ้นมา...และดูเหมือนว่าจะพร้อมที่จะปรับตัวให้เข้ากับ " สิ่งแวดล้อม " ที่ท่านสร้างขึ้นต่อมาซะด้วยสิคะ

เห็นมะล่า..ว่าจะไม่แล้วเชียว ว่าจะไม่แล้วเชียว เริ่มต้นด้วยการคัดเลือกตามธรรมชาติอยู่แท้ๆ..

               

P
14. เบิร์ด

 

สวัสดีครับคุณเบิร์ด

  • ขอบคุณมากๆ เลยครับ ที่ไปเชิญคุณดาร์วินมาร่วมด้วยนะครับ เป็นแนวทางหนึ่งของการปรับปรุงพันธุ์จากพันธุ์ธรรมดาหรือด้อยไปสู่พันธุ์ที่ดียิ่งๆ ขึ้น ที่สามารถปรับตัวอยู่ร่วมกับสิ่งอื่นหรือทำให้ตัวเองเด่นมากขึ้นครับ
  • ถ้า นึกภาพไม่ออกก็นึกถึงการเมืองไทยในตอนนี้นะคะ ทั้งผสม ทั้งกลายพันธุ์กันยุ่งไปหมด   จนเกิดเป็นสิ่งมีชีวิตชนิดใหม่ๆที่หน้าตาพิลึกกึกกือขึ้นทุกทีๆ เลยล่ะค่ะ  ^ ^  ..แต่ เอ..็หรืออาจจะถือว่าเป็นีการปรับตัวและกลายพันัธุ์จน " เหมาะสม " กับสถานการณ์ในตอนนี้ก็ได้นะคะ  !
  • เอาอีกแล้วครับ ยกตัวอย่างแบบนี้มาก็ชัดเจนเกินไปซิครับ ไม่เอานะครับ ตัวอย่างนี้ จะยิ่งทำให้ผมนึกอะไรและติดต่อมากไปครับผม
  • เมื่อ สิ่งมีชีวิตต่างๆล้วนมีวิวัฒนาการมาเช่นนี้แล้ว รูปแบบ รูปร่าง  รูปทรงองค์เอวที่เราเห็นๆกันอยู่ก็อาจไม่ใช่หน้าตาขั้นสุดท้ายของ วิวัฒนาการี้หรอกนะคะ เพราะเบิร์ดมองว่าวิวัฒนาการ ( ในทุกด้านไม่เว้นแม้แต่การเมือง.. หรือจะเรียกว่าโลกาภิวัฒน์ด้วยก็ไม่น่าจะผิดอะไรนะคะ เพราะจะลากให้เข้ากับบริบทน่ะค่ะ อิ อิ อิ )ไม่ได้เป็นการทำให้สิ่งมีชีวิตซับซ้อนขึ้น หากแต่เป็นการปรับตัวของสิ่งมีชีวิตให้เข้ากับสิ่งแวดล้อมที่เปลี่ยนแปลงไป ต่างหาก ( และใครปรับตัวไม่ได้ก็หายไปจากสังคม )
  • ขอบคุณมากๆ เลยครับ อิๆๆๆๆ Natural Selection หรือเปลี่ยนเป็น Natural Election ดีครับคุณเบิร์ด อิๆๆๆ
  • มาซัดซักอีกหมับดีไหมครับ.... Natural Election
เบิร์ด
เขียนเมื่อ 22 Sep 2007 @ 22:09

สวัสดีค่ะคุณเม้ง

Natural Election..อิ อิ อิ

ลักษณะการเลือกตั้งของเรามีท่านผู้รู้มากมายเคยบรรเลงไว้ค่ะ เบิร์ดก็เลยหยิบๆมาต่อๆกันดู 

 
ความเชื่อเป็นสิ่งสำคัญที่เป็นตัวกำหนดทิศทางการเมืองไทย และเป็นตัวกำหนดการเลือกตั้งแบบไทยๆค่ะ.. คือเชื่อแบบไหนก็มักจะเลือกแบบนั้น  ! ใครศักดิ์สิทธิ์จริงในสังคม หากมองปัจจุบัน ผลประโยชน์ เป็นเรื่องศักดิ์สิทธิ์ค่ะ สิ่งใดเป็นคุณ สิ่งใดเป็นประโยชน์คนก็เลือกสิ่งนั้น
ทิศทางทางการเมืองเชิงวัฒนธรรมแบบไทยๆจึงแบ่งคนออกได้ สามกลุ่ม ได้แก่

1 .กลุ่มที่รู้สึกเฉยๆ ไม่ได้มีความตื่นตัวทางการเมือง เดินไปตามกระแส สื่อว่าอย่างไรมักเชื่ออย่างนั้นและมักเป็นกลุ่มที่ชี้ขาดในการเลือกตั้งซะด้วยสิคะ


2. กลุ่มที่พอสนใจ อยู่ในกระแส แต่มักไม่ไปเลือกตั้ง ฉลาด ไม่เดือดร้อนกับการที่ใครจะมาเป็นผู้แทนของตน


3. กลุ่มที่แสวงหาอำนาจหรือนักการเมือง ซึ่งไม่ค่อยสนใจ
คนกลุ่มที่ 2 แต่มักสนใจคนกลุ่มแรกที่อยู่กับความศัก ดิ์สิทธิ์หรือความเชื่อในชุมชนซึ่งสืบทอดกันมา..

การเมืองในปัจจุบันของไทยจึงมีลักษณะว่า
1. เป็นการเมืองที่ไม่ยอมให้มีพื้นที่ของภาคประชาชนอย่างแท้จริง มีแต่พื้นที่ของนักการเมือง กิจกรรมทางการเมืองหรือแม้กระทั่งกิจกรรมอื่นๆ ในสังคมจึงต้องอาศัยประชาชน ให้เข้ามามีส่วนร่วม จึงจะประสบความสำเร็จ ม็อบทั้งหลายถึงกล่าวอ้างกันหนักหนาว่ายืนอยู่ข้างประชาชนไงคะ


2. มีการแบ่งฝ่ายชัดเจน ในภาคใต้ ภาคเหนือ ภาคอีสาน จะเห็นได้ชัดที่สุด เลยล่ะค่ะ 


3. การเมืองปัจจุบันละเลยสิทธิขั้นพื้นฐาน ในการแสดงความคิดเห็นผ่านสื่อ ในการเขียน การออกเสียง ทำให้เราถูกสื่อที่ " ซื้อได้ " ชักจูงไปโดยการนำเสนอภาพซ้ำๆในด้านเดียว


4. ระบบราชการที่เข้ามามีบทบาททางการเมืองมากขึ้น ทั้ง ที่ความจริงน่าจะเป็นผู้ให้บริการประชาชนมากกว่า


5. ประชาชนเชื่อ ตามที่นักการเมืองพูด ทำให้หลงทิศทางประชาธิปไตยที่แสดงออกมาปัจจุบันเป็นประชาธิปไตยตามรูปแบบ ไม่ใช่เนื้อหาเลยล่ะค่ะ

^                    ^  ประชาธิปไตยแบบไทยๆก็น่ารัก น่าเอ็นดูอย่า่งนี้แหละค่ะทั่น
P
16. เบิร์ด

 

สวัสดีครับคุณเบิร์ด

  • ขอบคุณมากๆ เลยครับ ที่มาช่วยบรรยาย การเลือกตั้งแบบธรรมชาติ ให้อ่านนะครับ
  • เห็นความกระจ่างหลายๆ อย่างขึ้นเยอะเลยครับพอเห็นแนวทางทางการเมืองแล้ว ก็ทำให้คิดถึง กรรมโดยธรรมชาติเลยครับ
  • นั่นคือ เกิดสิ่งนี้มีผลให้เกิดสิ่งนี้ไปตามกรรม ตามธรรมชาติ เป็นธรรมดา เพราะธรรมชาติมีบทบาทที่สำคัญต่อสรรพสิ่ง
  • แม้แต่ความคิดของคนเองก็ฝืนไม่ได้ในภาวะกฏเหล่านั้น ธรรมชาติไม่แบ่งแยกไม่แบ่งฝ่ายเหมือนการเมือง เหมือนคนที่มองแบบแยกฝ่าย แก่งแย่งกันเอาเป็นเอาตาย
  • ธรรมชาติก็ต้องปรับตัวตามหากสรรพสิ่งในธรรมชาติทำให้ระบบได้รับผลกระทบ
  • จะเป็นสิ่งที่หากคน หรือการเมือง หรือกลุ่มใดๆ ก็ตามที่ฝากคุณความดี ฝากความสมดุลไว้กับธรรมชาติ สิ่งดีๆ จะตามออกมาเอง
  • ตอนนี้เรากำลังเดินหลงเข้าไปในแนวทางที่อยากจะครอบครองจับต้องกันมากขึ้น จนเกิดเป็นพิษทางใจ ทางกาย ที่ต้องวกกลับมาบั่นทอนผู้สร้างและผู้ที่เกี่ยวข้อง ก็ล้วนเป็นไปตามหลักที่นิวตัน ว่าไว้ในข้อที่สามใช่ไหมครับ
  • ขอบคุณมากครับผม