สวัสดีครับทุกท่าน
หลายๆ ท่าน คงเคยฝากเงินในธนาคารกันเป็นแน่ครับ ไม่ว่าจะฝากเพื่อจุดประสงค์ใดก็ตามครับ เพื่อความปลอดภัย เพื่อให้มีกำไรต่อยอด เพื่ออื่นๆ ตามแต่ที่ใจหวังไว้นะครับ วันนี้ผมจะมาพล่ามการฝากธนาคารไว้กับธรรมชาติ ดูครับ ว่าเราจะฝากอะไรกันได้บ้างครับ มาเริ่มพล่ามกันเลยนะครับผม
-
ธนาคารน้ำ ฝากไว้ที่ไหนดีครับ แล้วฝากอะไรไว้กับธนาคารนี้บ้างครับ
-
สระดิน ต้นไม้ ป่าไม้ ใต้ดิน พืชผัก ป่าพลุ ป่าแบบต่างๆ
-
ฝากน้ำไว้บนฟ้า เมื่อถึงเวลา ให้ป่าร่ายมนต์ดึงเมฆลงมาให้คล้อยต่ำแล้วกลายเป็นเม็ดฝนต่อไป
-
ในธนาคารน้ำมีให้ฝากไว้เต็มเลย ได้แก่สัตว์น้ำ ปลาต่างๆ กุ้งหอยปูปลา และอื่นๆ ธนาคารน้ำจะให้ดอกเบี้ยเป็นอะไรที่ไม่น้อยเลยนะครับ
-
ธนาคารดิน ฝากไว้ที่ไหนดีครับ ฝากอะไรไว้ได้บ้าง
-
ดินมีอยู่แล้ว หากมีที่ทำกิน ที่ดินก็มีให้เป็นพื้นฐาน แต่ปัญหาจะฝากอะไรไว้ในดิน สิ่งที่น่าจะฝากไว้ในดินได้แก่ แร่ธาตุอาหารในดิน อินทรีย์วัตถุทั้งหลาย ให้ทับถมเพื่อสะสมธาตุที่สำคัญ เป็นพื้นฐานต่อสรรพสิ่งอื่นต่อไป
-
สิ่งที่ต้องการตัวยึดเหนี่ยวฝากเอาไว้กับธนาคารดิน พืชผักทั้งหลายก็ฝากไว้กับธนาคารดิน พื้นที่ดินถิ่นไทย จะปลูกอะไรก็ได้กินอย่างนั้น
-
ธนาคารลม ฝากไว้ที่ไหนดีครับ
-
ลมอยู่ทุกๆ ที่ รวมไปถึงที่ว่างๆ ต่างๆ ด้วยแล้วกันนะครับ ลมเป็นตัวช่วยหลายๆอย่างในการทำให้ระบบเดินไปได้ด้วยดี
-
อากาศดีๆ ฝากไว้ที่ป่าไม้ ต้นไม้ ฝากต้นไม้ไว้กับดิน ฝากดินไว้กับน้ำ ฝากน้ำไว้กับดิน
-
ธนาคารไฟ ฝากไว้ที่ไหนครับ
-
ไฟนี้ก็มีความจำเป็นครับ มองไปถึงแหล่งพลังงาน ฝากไว้ที่ไหนดีครับ เช่นไฟฟ้า ก็จะฝากไว้ที่ไหนดีครับ จะฝากไว้ที่พลังงานน้ำหรือครับ หรือว่าพลังงานลมดีครับ พลังงานแสงแดดอีกครับ เป็นแหล่งพลังงานที่ใหญ่ที่สุด
-
พลังงานเหล่านี้ มีไฟ ประกอบอยู่ในการฝากพลังงานไฟฟ้า ความร้อน ในใจกลางโลกก็มีพลังงานไฟอยู่ ฝากไว้กับโลกเช่นกันในชั้นแมกมา
-
ธนาคารความรู้ แห่งปัญญา
-
ธนาคารความรู้ฝากไว้ในธรรมชาติดีไหมครับ ให้เป็นคลังความรู้เพื่อให้คนได้ศึกษาหาความรู้ ธรรมชาติที่ซับซ้อน มีความหลากหลายมาก ก็ยิ่งมีความรู้มาก คนได้ความรู้มาจากธรรมชาติ หรือว่าธรรมชาติเป็นรากแห่งความรู้ของคน คนเอามาคิดได้ความรู้ เกิดปัญญา ฝากเอาไว้ในหัวสมองของคนทุกๆ คน
-
มีปัญหาก็ดึงปัญญาออกมาจากคลังธนาคารแห่งปัญญาที่ฝากเอาไว้ในประชาชนส่วนใหญ่ของโลก ดึงออกมาใช้ร่วมกัน
-
แค่นั้นไม่พอ ธนาคารนี้ต้องสร้างผลผลิตต่อสิ่งแวดล้อมและคนรุ่นหลังให้มีโอกาสได้สัมผัสเรียนรู้ต่อๆ ไปอีกด้วยครับ
-
ธนาคารปัจจัยสี่
-
ธนาคารนี้ก็เป็นสาขาย่อยของธนาคารธรรมชาติ ฝากเอาไว้กับทั้ง ดินน้ำลมไฟ สมองและปัญญา ในการคิดค้นหาเพื่อนำมาใช้ให้เกิดเป็นปัจจัยสี่ได้
-
ยารักษาโรคฝากไว้ที่ไหนดีครับ ฝากไว้กับสมุนไพรไทยดีหรือว่า โรงพยาบาลต่างประเทศครับ
-
อาหารจะฝากไว้ที่ในสวนสมรม หรือว่าในป่า หรือว่าแมคโดนัล เคเอฟซี และห้างต่างชาติดีครับ
-
เครื่องนุ่งห่ม เราจะฝากไว้กับเส้นใยธรรมชาติได้ไหมครับ หรือว่าต้องนำเข้าจากต่างชาติอีกแล้วครับ
-
ที่อยู่อาศัยครับ เราจะฝากไว้ที่ไหนครับ ป่าไม้ได้ไหมครับ หรือว่านำเข้าไฟเบอร์ หรือว่าบ้านสำเร็จรูป หรือว่าเต้นท์ผ้าร่ม พลาสติก หรืออื่นๆ
-
ลองดูนะครับ ว่าจะฝากกันไว้ที่ไหน
-
ธนาคารอะไรอีกหนอ
-
ธนาคารอะไรอีกลองคิดกันครับ แต่ที่แน่ๆ ธนาคารธรรมชาตินั้น ไม่ทำให้ใครขาดทุนแน่นอน เพราะธรรมชาติเกิดจากธรรมชาติ ธรรมชาติสร้างธรรมชาติ และเกื้อกูลกันเองอย่างลงตัว ปรับตัวเองตามรูปแบบ
-
ท้ายที่สุดผมคิดว่า คนเราต้องระวังที่ไม่ควรจะเป็นธนาคารสารพิษเคลื่อนที่ได้นะครับ เพราะหากเรารับฝากสารพิษไว้ในตัวเรามากๆ เข้า เราก็จะมีกำไรเนื้องอก ออกมาเต็มไปหมด
-
ขอให้สนุกกับการคิดนะครับผม ผมขอพล่ามแค่นี้ก่อนนะครับ

สวัสดีค่ะคุณเม้ง
บันทึกนี้นั่งอ่านอยู่นาน เพราะคำว่า " ทรัพย์ในดิน สินในน้ำ " ทำให้คิดไปถึง " ความแตกต่างหลากหลาย " ต่างๆบนโลกกลมๆใบนี้ ตั้งแต่พันธุ์พืช สัตว์ คน ไวรัส แบคทีเรีย เชื้อรา วัฒนธรรม ประเพณี ปราชญ์ชาวบ้าน ภูมิปัญญา ฯลฯ
สิ่งต่างๆเหล่านี้เป็นทุนทางธรรมชาติ ทุนทางสังคม และทุนทางปัญญาของแต่ละพื้นที่..ที่มีความแตกต่างหลากหลาย แต่ดูเหมือนเรากำลังจะพยายามทำให้ความหลากหลายนี้กลายเป็น " รูปแบบเดียว " ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลใดๆก็ตาม
เรากำลัง “ใกล้เกลือกินด่าง ” กันแล้วมั้งคะ เพราะไม่ค่อยเห็นความสำคัญในเรื่องความหลากหลายเท่าใดนัก เรามีพืช สัตว์ พลังงานทดแทน์หลากหลายชนิด แต่เราไม่ค่อยศึกษากันอย่างจริงจัง เพื่อให้เกิดความรู้พื้นฐานสำหรับการพัฒนาต่อยอดได้
ที่ผ่านมา่เรากลับมุ่งเน้นไปที่ “เด็ดยอด” ของการใช้ประโยชน์มากกว่าน่ะค่ะ..ทำให้ไม่ค่อยพบกับประโยชน์ที่แท้จริงม ากนัก
เราไม่ค่อยอดทนกับกระบวนการเรียนรู้ ไม่ค่อยให้ความสำคัญกับการสร้างฐานรากหรือ “เสาเข็ม” ที่แข็งแรง ทั้ง ๆ ที่เรามีทุนทางปัญญา (ภูมิปัญญาท้องถิ่น) กระจายอยู่ในทุกชุมชน ทุกท้องถิ่น ไม่ต้องการเรียนรู้นอกกรอบหรือนอกห้องเรียน นักศึกษารุ่นใหม่ส่วนใหญก็่เป็นพวกต้องการเรียนอะไรที่ง่าย จบเร็ว และไปทำงานหาเงิน ส่วน " การเรียนรู้ " ู้ถือว่าเป็นเรื่องรอง.. โดยลืมไปว่าการศึกษาที่สมบูรณ์นั้น เกิดจากประสบการณ์ทางสังคม คนเราควรเรียนรู้ซึ้งกันและกันและเรียนรู้จากธรรมชาติที่เรามี เพราะ ไม่มีบทเรียนใดที่สำคัญไปกว่าบทเรียนที่เราได้รับจากสภาพความเป็นจริงของชีวิต..ในสังคมของเรานั้น เราให้ความสำคัญกับการศึกษา ค้นคว้าคำว่า " ไม่มี " น้อยมากๆ ทั้งๆที่การศึกษาว่าทำไมสิ่งนั้นๆถึง " ไม่มี " .. สำคัญพอๆกับการศึกษาว่า ทำไมถึง " มี " เลยล่ะค่ะ..
ในโลกยุคใหม่นี้วิธีคิดของสังคมไทยต้องผสมผสานกันระหว่างเทคโนโลยีสมัยใหม่กับเทคโนโลยีพื้นบ้าน โดยเฉพาะองค์ความรู้จากปราชญ์ชาวบ้าน ผู้เฒ่าผู้แก่ ซึ่งนับวันจะล้มหายตายจากไป ประเทศไทยถึงจะอยู่ได้อย่างเข้มแข็ง
ถ้าในอีก 5-10 ปีข้างหน้า..
เรายังอยู่ในระบบทุนนิยมและบริโภคนิยมอย่างที่เป็นอยู่ในปัจจุบันเพียงด้านเดียวโดยไม่ยึดฐานการพัฒนาแบบเศรษฐกิจพอเพียง เพื่อให้เกิดดุลยภาพของการพัฒนาทั้ง 2 ด้านแล้ว.. ก็จะเกิดการแก่งแย่งทรัพยากรน้ำและดินกันอย่างรุนแรงมากยิ่งขึ้น ( กว่าที่ผ่านมา ) จนเกิดความขัดแย้งทางสังคม และตกเป็นเหยื่อทางการเมืองได้ง่าย ( กว่านี้ )
เราคงต้องปรับกระบวนทัศน์และจัดทัพให้ดีแล้วล่ะค่ะี เพราะเรากำลังสู้กับกระแสโลกาภิวัตน์และบริโภคนิยม
แต่เราไม่ค่อยคิดสร้างคนดีๆจำนวนมากๆเผื่อไว้สำหรับการคัดเลือก เป็นไปได้นะคะว่าเราลืมเรื่อง “การคัดเลือกตามธรรมชาติ ” ไปน่ะค่ะ เราลืมไปว่าสิ่งมีชีวิตใดๆจะเกิดการกลายพันธุ์ได้ทั้งสิ้น..เราจึงลงทุนเพื่อ " สร้างและสืบสานสิ่งดีๆ คนดีๆไว้น้อยเหลือเกิน "
ถ้าเราดูการลงทุนเพื่อการศึกษาในอดีตที่ผ่านมา แม้กระทั่งปัจจุบัน ตัวเลขก็ไม่ได้เปลี่ยนแปลงไปมากมายนัก คือ เราลงทุนเพื่อคนกลุ่มน้อยมากเหลือเกิน แต่ลงทุนเพื่อการศึกษาของคนกลุ่มใหญ่ไม่มากนัก..
ขอบคุณสำหรับบันทึกนี้ที่ทำให้ความคิดเบิร์ดเตลิดเปิดเปิงไปในหลายๆเรื่องราวได้อย่างที่รู้สึกว่า " ทุกสิ่งมีความสัมพันธ์กัน " น่ะค่ะ
<p> </p><p> </p>
ไม่ใช่เพ้อฝันหรอกครับ นี่คือจริงเสียยิ่งกว่า Reality very much
หาก อ.เม้งไม่ได้ยินความคิดแนวนี้มาก่อน ซึ่งเกิดจากวิเคราะห์สังเคราะห์ออกมาเอง ก็นับว่าตรงเผงกับแนวคิดปราชญ์ชาวบ้านภาคอีสานและอาจจะทุกภาค
แนวคิดเรื่องออมต้นไม้ ออมดิน ออมน้ำ เป็นปรัชญาหนึ่งในการพัฒนาคุณภาพชีวิตของ มูลนิธิ รพ.อุบลรัตน์ โดยคุณหมอ อภิสิทธิ ธำรงวรางกูล ร่วมกับเครือข่ายปราชญ์ชาวบ้านอีสานอีกมากมาย
ผมไปที่บ้านของคุณคำเดื่อง ภาษี เกษตรกรยุคบุกเบิกเกษตรกรรมธรรมชาติในดินแดนที่ราบสูง คุณลุงพูดว่า ปลูกต้นไม้ไว้ดีกว่าฝากเงินไว้กับธนาคาร เพราะความเสี่ยงในธนาคารมีสูงกว่าความเสียงจากธรรมชาติ ต้นไม้ไม่มีวันลดค่า มีแต่เพิ่มค่า
ถ้า a+b = c + a ดังนั้น b = c ฉันใด
อ.เม้ง ก็คือ ปราชญ์ชาวบ้าน ฉันนั้น
555 ออกแนวคณิตศาสตร์เอาใจ อ.เม้งหน่อย
สวัสดีค่ะ
กำลังจะก่อตั้งธนาคารเลือดในร่างกายค่ะ เป็นการชักชวนชาวบ้าน ทำความดีถวายในหลวง มาเป็นธนาคารเลือด ช่วยเก็บเลือดไว้ใช้ยามขาดแคลน ช่วยด้านสาธารณสุขค่ะ
แล้วผมขอไปเป็นพนักงานแผนกปล่อยกู้ธนาคารแห่งความรัก ของคุณ naree suwan ครับ
ภูมิปัญญาผมก็มีเพียงแค่นี้ แต่ชอบความเห็นคุณเบิร์ดและคุณสุมิตรชัย ครับ
สวัสดีครับทุกท่าน
สวัสดีครับคุณเบิร์ด
</ul>
สวัสดีครับ
ได้มุมมองอีกแบบดีครับ ชอบครับ
</ul>
</ul><p> </p>
</ul>
</ul>
สวัสดีค่ะคุณเม้ง
“การคัดเลือกตามธรรมชาิติิ” เหรอคะ
ขอลากของอีตาดาร์วินมาก่อนนะคะก่อนที่จะโยงไปเรื่องอื่น ตามทฤษฎีเค้าว่าไว้ว่า.. “การคัดเลือกตามธรรมชาติหมายถึงการรักษาลักษณะที่เหมาะสมเอาไว้และลักษณะที่ไม่เหมาะสมจะถูกกำจัดออกไป” การคัดเลือกดังกล่าวมักจะเน้นถึงการคัดเลือกระหว่างสมาชิกชนิดเดียวกันที่มีความสามารถในการเจริญเติบโตและการอยู่รอดต่างกัน ..การคัดเลือกตามธรรมชาติ จึงเป็นกระบวนการที่ซับซ้อนเพราะเป็นกระบวนการที่เกิดขึ้นในทุกระดับของสิ่งมีชีวิตนับตั้งแต่ระดับโมเลกุล ระดับยีน ระดับโครโมโซม ระดับแกมีทจนถึงระดับสังคมของสิ่งมีชีวิต...การคัดเลือกมักจะควบคู่ไปกับการปรับตัวเสมอเพราะสิ่งมีชีวิตจะต้องมีการปรับตัวให้เหมาะสมกับสภาพแวดล้อมของแต่ละแห่งอาจจะเป็นการปรับตัวโดยมีการเปลี่ยนแปลงทางสรีรวิทยา หรือพฤติกรรมก็ได้น่ะค่่ะ้เมื่อผ่านการปรับตัวแล้วอาจจะได้สิ่งมีชีวิตชนิดใหม่ที่เหมาะสมต่อสภาพแวดล้อมนั้นๆและสามารถดำรงชีวิตอยู่ได้อย่างดี สามารถผลิตลูกหลานได้เป็นจำนวนมากเป็นต้น ( ใบ และดอก อิ อิ )
</ul>
สวัสดีค่ะคุณเม้ง
Natural Election..อิ อิ อิ
ลักษณะการเลือกตั้งของเรามีท่านผู้รู้มากมายเคยบรรเลงไว้ค่ะ เบิร์ดก็เลยหยิบๆมาต่อๆกันดู
ความเชื่อเป็นสิ่งสำคัญที่เป็นตัวกำหนดทิศทางการเมืองไทย และเป็นตัวกำหนดการเลือกตั้งแบบไทยๆค่ะ.. คือเชื่อแบบไหนก็มักจะเลือกแบบนั้น ! ใครศักดิ์สิทธิ์จริงในสังคม หากมองปัจจุบัน ผลประโยชน์ เป็นเรื่องศักดิ์สิทธิ์ค่ะ สิ่งใดเป็นคุณ สิ่งใดเป็นประโยชน์คนก็เลือกสิ่งนั้น
ทิศทางทางการเมืองเชิงวัฒนธรรมแบบไทยๆจึงแบ่งคนออกได้ สามกลุ่ม ได้แก่
1 .กลุ่มที่รู้สึกเฉยๆ ไม่ได้มีความตื่นตัวทางการเมือง เดินไปตามกระแส สื่อว่าอย่างไรมักเชื่ออย่างนั้นและมักเป็นกลุ่มที่ชี้ขาดในการเลือกตั้งซะด้วยสิคะ
2. กลุ่มที่พอสนใจ อยู่ในกระแส แต่มักไม่ไปเลือกตั้ง ฉลาด ไม่เดือดร้อนกับการที่ใครจะมาเป็นผู้แทนของตน
3. กลุ่มที่แสวงหาอำนาจหรือนักการเมือง ซึ่งไม่ค่อยสนใจ
คนกลุ่มที่ 2 แต่มักสนใจคนกลุ่มแรกที่อยู่กับความศัก ดิ์สิทธิ์หรือความเชื่อในชุมชนซึ่งสืบทอดกันมา..
การเมืองในปัจจุบันของไทยจึงมีลักษณะว่า
1. เป็นการเมืองที่ไม่ยอมให้มีพื้นที่ของภาคประชาชนอย่างแท้จริง มีแต่พื้นที่ของนักการเมือง กิจกรรมทางการเมืองหรือแม้กระทั่งกิจกรรมอื่นๆ ในสังคมจึงต้องอาศัยประชาชน ให้เข้ามามีส่วนร่วม จึงจะประสบความสำเร็จ ม็อบทั้งหลายถึงกล่าวอ้างกันหนักหนาว่ายืนอยู่ข้างประชาชนไงคะ
2. มีการแบ่งฝ่ายชัดเจน ในภาคใต้ ภาคเหนือ ภาคอีสาน จะเห็นได้ชัดที่สุด เลยล่ะค่ะ
3. การเมืองปัจจุบันละเลยสิทธิขั้นพื้นฐาน ในการแสดงความคิดเห็นผ่านสื่อ ในการเขียน การออกเสียง ทำให้เราถูกสื่อที่ " ซื้อได้ " ชักจูงไปโดยการนำเสนอภาพซ้ำๆในด้านเดียว
4. ระบบราชการที่เข้ามามีบทบาททางการเมืองมากขึ้น ทั้ง ที่ความจริงน่าจะเป็นผู้ให้บริการประชาชนมากกว่า
5. ประชาชนเชื่อ ตามที่นักการเมืองพูด ทำให้หลงทิศทางประชาธิปไตยที่แสดงออกมาปัจจุบันเป็นประชาธิปไตยตามรูปแบบ ไม่ใช่เนื้อหาเลยล่ะค่ะ
^ ^ ประชาธิปไตยแบบไทยๆก็น่ารัก น่าเอ็นดูอย่า่งนี้แหละค่ะทั่น
</ul>