Copyleft, Copywrong, Copyright บ่นเรื่องลิขสิทธิ์

สวัสดีครับทุกท่าน

       แถมอีกบทความครับ เพราะมักจะมีอาการจี๊ดขึ้นสมองเสมอครับ เมื่อได้ยินคำว่าลิขสิทธิ์ หรือ Copyright โดยเฉพาะการเอาธรรมชาติ สิ่งที่มีอยู่ในธรรมชาติไปใส่เสื้อผ้าใหม่แล้วจดเป็นลิขสิทธิ์นะครับ ผมไม่รู้ว่าธรรมชาติมีการจดลิขสิทธิ์บ้างหรือเปล่าครับ ว่าวันนี้คุณกินผักบุ้งของฉันไปสามจาน ผักบุ้งเคยเรียกร้องชีวิตลิขสิทธิ์ สิทธิของตัวเองบ้างไหมครับ

     วัวควาย หมู เห็ด เป็ดไก่แต่ละวันที่โดนเชือด แล้วนำไปประกอบอาหาร จดลิขสิทธิ์ทางการค้าขาย กันได้อย่างดิบดี สัตว์เหล่านั้น เคยได้รับสิทธิ์บ้างไหมหนอ มีลิขสิทธิ์ Copyleft, Copyright หรือ Copywrong ให้เค้าบ้างไหมหนอ

     หากความรู้ที่อยู่ในธรรมชาติ หรือรากของความรู้อยู่ในธรรมชาติ ทำลายรากก็ไร้คำตอบ  หากนำมาอยู่ภายใต้กฏหมายต่างๆ เหล่านี้เพื่อทำมาหากิน หรือเป็นเจ้าข้าวเจ้าของกันตลอดไป ภายในการเคารพสิทธิ์ในการคิดค้น ดูไปแล้วมันก็สวยหรูดีนะครับ แต่ผมไม่แน่ใจว่าท้ายที่สุดแล้วความรู้เหล่านี้ จะถูกนำไปใช้โดยต้องมีการจ่ายค่าต่างๆ ให้กับคนที่ดูแลหรือคิดค้นทางด้านค่าของความคิดทางปัญญา หรือในด้านอื่นๆ ก็แล้วแต่ครับ

     ที่ผ่านมาเราก็เจอกันเยอะไม่ว่ากรณียา กรณีข้าวหอม...และอื่นๆ  หากมีคนเอาต้นหญ้าที่งอกในบ้านผมโดยเอาไปตกแต่งอะไรบางอย่างก่อน แล้วสรุปว่าหญ้าเหล่านั้นเกิดที่บ้านผม ผมจะต้องทำลายหญ้าเหล่านั้นทิ้งไหมครับ ผมไม่ทราบนะครับ ว่าธรรมชาติเค้าคงคิดไว้แล้วครับ ว่าอะไรควรจะอยู่ตรงไหน งอกได้ตรงไหน หากเหมาะก็งอก หากไม่เหมาะก็ไม่งอก  ไม่มีกฏหมายฉบับใดจะบังคับให้พืชงอกได้ หากไม่มีปัจจัยที่พร้อม ขาดน้ำ ขาดปุ๋ย ขาดอากาศ

    แต่ในทางหนึ่งของลิขสิทธิ์ก็มีข้อดี กรณีที่มีการละเมิดกันก็สามารถจะเอาผิดโดยใช้กฏหมายเป็นตัวบังคับเพื่อเอาความผิด แต่ผมมองแล้วเส้นทางนี้ มันหดหู่อย่างไรไม่ทราบครับ...ไม่แน่ใจว่าคุณคิดกันอย่างไร...แต่สำหรับตัวผมแล้ว ไม่เคยคิดที่จะทำอะไรเพื่อมานั่งจดลิขสิทธิ์ให้เสียเวลาเลย หากทำแล้วให้ใช้กัน ก็ใช้กันไป สบายใจกว่าตั้งเยอะ แต่ผมก็คิดแบบแคบๆ ของผมอย่างนี้หล่ะครับ เพราะคิดว่าทำแล้วได้ความรู้ จะไปสร้างอะไรก็ได้อีกมากมาย สร้างได้อีกเยอะแยะหากอยากจะทำ ไม่ใช่เพราะว่าเก่ง แต่ผมว่าความรู้ควรจะมีการให้อย่างอิสระ

    การเกื้อกูลทางธรรมชาติ ดิน น้ำ ลม ไฟ เคยเรียกร้องลิขสิทธิ์กันบ้างไหมครับ เพราะน้ำเองก็ต้องเปลี่ยนสถานะ ไฟเองก็เปลี่ยนสภาพอย่างอื่นให้เป็นอย่างหนึ่งได้ ลมก็เช่นกัน ดินก็เปลี่ยนได้ สิ่งเหล่านี้ มีการเรียกร้องลิขสิทธิ์กันอย่างไรบ้างครับ

    อย่างสึนามิที่เกิดขึ้น นี่นับว่าเป็นการลงโทษทางการละเมิดสิทธิ์ทางธรรมชาติได้ไหมครับ ดินถล่มเพราะดูดน้ำมาใช้มากนะครับ อันนี้การเรียกร้องหรือเปล่าครับ หรือว่าพายุต่างๆ ที่พัดซัดน้ำลงไปกองไว้ในพื้นดิน แบบนี้ถือว่าเป็นการเรียกร้องทางลิขสิทธิ์ของธรรมชาติได้ไหมครับ

    ผมไม่รู้ครับ ว่าคนเรานี้ จะเอาอะไรกันมากมาย สำหรับเรื่องความเป็นเจ้าข้าวเจ้าของ และภูมิใจกับสิ่งที่ตัวเองคิดได้นะครับ ใช่แท้และแน่นอนว่าตัวเราต้องเคารพคนอื่นและให้เกียรติคนอื่น แต่ผมมองว่าสิ่งเหล่านั้นเป็นสิ่งที่ดี ส่วนลิขสิทธิ์ เป็นเครื่องมือแบบไหนกันแน่ ดาบคมเดียวหรือสองคมหรืออะไร เราเห็นใจธรรมชาติกันขนาดไหนหนอ....

    สิ่งที่เขียนมาทั้งหมดนี้ อาจจะเข้าใจผิดไปเองหรือไม่เข้าใจคำว่าลิขสิทธิ์นะครับ และบ่นไปแค่นั้นนะครับ และเชื่อว่าหลายๆ อย่างที่คิดขึ้นมาใหม่ จะเป็นเจ้าของทางปัญญาก็ไม่ว่ากันครับ แต่อะไรที่มันคือธรรมชาติ มีอยู่ในธรรมชาติแล้ว เรื่องเหล่านี้ สับสนครับ.... ทุกอย่างควรมีขอบเขตของมันเองครับ....ทางสายกลางของมันก็ควรจะดีอยู่ครับ

  ท้ายสุดเอาภาพมาฝากกันนะครับ ว่าแต่ละตัวนี่โลโก้เป็นอย่างไรครับ เผื่อจะได้เข้าใจกันทันทีที่เห็นนะครับ

Das Copyleft-Logo. Es ist ein vertikal gespiegeltes Copyright-Zeichen (©), eines also, das nach links statt nach rechts geöffnet ist.

อันนี้ Copyleft ครับ ตัวซีหันไปทางซ้าย (พี่แอมป์ เรียกว่า ลิขซ้าย)


 

© อันนี้ Copyright ครับ


 

copywrong 

ส่วนอันนี้ค้นเจอเอานะครับ เป็น Copywrong (ลิขผิด) หรือเหมืือนกับว่า No Copyright ! นะครับ

พี่แอมป์ (ดอกไม้ทะเล) เบิกทางไว้แล้วด้านล่าง ผมเลยขอนิยามศัพท์ใหม่แบบเรียกเป็นไทย คือ Copyleft (ลิขซ้าย) , Copywrong (ลิขผิด) , Copyright ลิขใช่(ลิขสิทธิ์) 


 

ขอบคุณมากครับ ใช้พื้นที่ g2k บ่นอีกแล้วครับผม

เม้ง 

บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย  ใน มิสเตอร์ช่วย

คำสำคัญ (Tags)#ลิขสิทธิ์#copyleft#copyright#copywrong#ลิขซ้าย#ลิขผิด#ลิขใช่

หมายเลขบันทึก: 126407, เขียน: 09 Sep 2007 @ 01:29 (), แก้ไข: 11 Feb 2012 @ 20:18 (), สัญญาอนุญาต: สงวนสิทธิ์ทุกประการ, ความเห็น: 12, อ่าน: คลิก


ความเห็น (12)

  • ลิขสิทธิ์มีข้อดี และข้อเสียอย่างที่คุณพูดนะคะ
  • ถ้าเป็นภูมิปัญญาของมนุษย์นี่สมควรจดคะ
  • ยกตัวอย่างบทบันทึกที่คุณบ่นไว้ ในG2K (อิอิล้อเล่นคะ)...
  • มันกลั่นจากมันสมองคุณนี่นา...แล้วแตกยอดถึงสมองคนอื่นด้วย
  • ก็คุณชอบให้การบ้านคนอื่นคิด...มันก็แตกลูกแตกหลาน...
  • หากใครนำข้อความของคุณไปใช้ก็น่าจะให้เครดิตคุณด้วย
  • และถ้าเอาไปรวมเล่มขายก็น่าจะได้รับความยินยอมจากคุณก่อน
  • ------
  • แต่ถ้าเป็นผลผลิตจากธรรมชาติโดยตรงคิดว่าไม่ค่อยยุติธรรมกับประเทศล้าหลังอย่างเราๆ...ฮ่าๆ
  • มวลมนุษยชาติน่าจะมีสิทธิในผลผลิตได้เท่าเทียมกัน
  • ไม่งั้นต่อไปชาวนาต้องจ่ายค่าลิขสิทธ์ในข้าวทุกถังที่ตัวเองปลูกมาตั้งแต่รุ่นปู่ย่าตายายด้วยสิคุณ
  • ไม่แน่นะคุณอาจเป็นสิ่งที่จะเกิดในอนาคตอันใกล้นี่ก็ได้นะคะคุณ
Ranee
เขียนเมื่อ 

สวัสดีค่ะคุณเม้ง

  • เห็นด้วย 100% ในทุุกคำที่เขียน  ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงความเห็นแก่ตัวของมนุษย์นะค่ะ
  • พอธรรมชาติเอาคืนบ้างก็บอกเป็นภัยพิบัติ  แต่ทุกสิ่งทุกอย่างล้วนมีที่มาที่ไป ถ้าเราไม่ทำ....ก็คงไม่เกิด....ใช่ไหมค่ะ
  • บางครั้งราณีเห็นว่าภูมิปัญญาท้องถิ่นสำคัญ  แต่ก็ถูกปิดกั้น หรือเพราะพวกเขาขาดกำลังเงินกันแน่
  • บางครั้งเราก็กำลังหลงประเด็นเดินตาม...  โดยลืมนึกถึงเนื้อแท้ถึงความเป็นจริงของธรรมชาติไป
  • ขอบคุณมาก มีอะไรโปรดชี้แนะด้วยค่ะ  ดีใจที่ได้อ่านบันทึกดี ๆ ที่สะท้อนปัญหาจริง ๆ ค่ะ
  • สวัสดีค่ะ ครูเม้ง
  • เรียกครูเม้งแล้วรู้สึกว่าใช่เลย ขอเรียกต่อนะคะ
  • เพราะคนเราเห็นแก่ได้ หวาดระแวง กันมังคะ จึงต้องลงบัญชีเป็นเจ้าของ
  • บางครั้งก็ดี บางครั้งก็เสียความรู้สึกไม่น้อย
  • คนเราอยู่ในสังคม บางสิ่งบางอย่างก็ต้องตามสังคมบ้าง
  • ขอบคุณสำหรับคำบ่นที่มีประโยชน์ค่ะ

 P

1. naree suwan

สวัสดีครับคุณนารี 

  • ขอบคุณมากๆ เลยครับ ที่มาช่วยเติมเต็มนะครับ
  • ภูมิปัญญาที่เกิดจากสมอง จะจดบันทึกไว้ก็ไม่ว่ากันครับ เป็นสิ่งที่ดีว่าใครได้ทำอะไรกันมาบ้าง และก็มีหลายๆ อย่างที่เพิ่งมาจดกันทั้งๆ ที่รุ่นปู่ย่าตาทวดเราทราบกันมาก่อนหมดแล้วครับ แต่การเป็นเจ้าของก็เพิ่งมาเกิด เป็นเจ้าของในความรู้จากธรรมชาติ
  • ที่น่าสนใจนะครับ เช่นมีประเทศหนึ่ง อยู่ในถิ่นหนึ่ง แต่มาควบคุมพืชต่างๆ ในบ้านเราทั้งๆที่บ้านเค้าก็ปลูกเองไม่ได้ แบบนี้ มันน่ารังเกียจไหมหนอครับ ผมว่ามันเป็นเรื่องน่าอายมากนะครับ
  • หากผมต้องปลูกข้าวจากสิ่งที่เคยทำๆ กันมา แล้วสรุปว่าตกไปเป็นลิขสิทธิ์ของต่างชาติ ผมเองก็คงยอมผิดลิขสิทธิ์บ้าๆ บอๆ นั่นนะครับ และผมก็จะไม่สนใจด้วยครับ ห้าๆๆๆ จะฟ้องก็ได้ไปแค่ตัวเลขครับ เพราะไม่มีอะไรจะให้ครับ
  • ลิขสิทธิ์ควรจะคุ้มครองในเพียงบางอย่างบางประเด็นเท่านั้น แต่ไม่ใช่ทุกเรื่องครับ
  • ควรจะมี คำอื่นๆ เช่น CopyFree, CopyOK, CopyTrue, CopyFalse, CopyAll,....5555
  • และที่เราใช้กันบ่อยคือ CopyPaste ครับผม ขอบคุณมากครับ
P
2. Ranee

 

สวัสดีครับคุณราณี

  •  สบายดีไหมครับผม โลกนี้มีอะไรใ้ห้เราเรียนรู้กันอีกเยอะครับ ต่อไปอาจจะีมีลิขสิทธิ์สูตรดินนะครับ เช่นการผสมสูตรนี้จดไว้เรียบร้อยแล้ว
  • เพราะเรื่องการค้าเป็นหลักเลยเกิดเรื่องเหล่านี้ขึ้นมา แล้วจะมีลิขสิทธิ์การใช้ Operator +, -, x, / ไหมครับคูณเลขกันหนึ่งครั้ง จ่ายหนึ่งครั้ง อันนี้ผมก็เวอร์ไปครับ
  • จริงๆ หากเราเคารพกฏทางธรรมชาติได้มันก็มากโขอยู่แล้วครับ หรือว่ากฏทางธรรมชาติมันไม่เพียงพอต่อการดำเนินชีวิตของคนครับ
  • เราถึงมีกฏหมายออกไว้ให้กับสัตว์ พื้นที่ พื้นดิน น้ำ และอื่นๆ ที่เป็นธรรมชาติ ทั้งๆที่ธรรมชาติมิได้รับรู้ใดๆ ในกฏหมายที่ตั้งขึ้นไว้เลย
  • จะมีใครสั่งห้ามคลื่นยักษ์ได้บ้างครับ ให้คลื่นแตกสลายกลางทะเลไปต่อหน้าต่อตา ก็ทำไม่ได้เพราะพฤติกรรมมันต่างกัน
  • ธรรมชาติที่ชายฝั่งเท่านั้นที่จะสั่งห้ามได้ เช่นป่าชายเลน รากโกงกาง และอื่นๆ เช่นพวกต้นเตย
  • ขอบคุณมากครับผม เดี๋ยวบ่นมากไป ไม่ค่อยดีครับผม สนุกในการทำงานครับ
P
3. pa_daeng

 

สวัสดีครับป้าแดง

  • ป้าแดงสบายดีไหมครับ ช่วงนี้ความดังลดลงบ้างยังครับ ยิ้มๆๆ
  • เราอยู่ในธรรมชาติ มีความหลากหลายอยู่แล้วใช่ไหมครับ ความหลากหลายที่เกิดขึ้นก็ล้วนเป็นธรรมดาและธรรมชาติในเรื่องของพืชพันธุ์ อาจจะมีคนคิดได้เอานั่นไปผสมนี่ เกิดเป็นพันธุ์ใหม่ขึ้นมา ก็เป็นเรื่องที่ดี หากผลลัพธ์เกิดไปในทางที่ดี เป็นการช่วยเหลือธรรมชาติอย่างหนึ่ง มองเป็นการค้นพบ ก็ชื่นชมกันไปครับ แต่เมื่อไหร่ที่เอาการค้าไปผูกด้วยกันแล้ว ก็จะกลายเป็นอีกทางหนึ่งทันที เพราะนั่นหมายถึงว่าต่อไปจะเป็นเรื่องของเงินๆ ทองๆ ทันทีที่มีการนำไปใช้ คนที่ยอมรับกันทุกๆ ที่ ก็ไม่เป็นไรครับ แต่คนเราก็มีความหลากหลายในฐานะ ความเป็นอยู่
  • ผมเห็นหลายๆ ที่ยังไ่ม่มีแม้แต่หนังสือจะให้่อ่าน แล้วหนังสือก็แพงๆ ในเรื่องนี้ ก็ลิขสิทธิ์นะครับ เพราะเกี่ยวกับการค้า การห้ามก็เกิดขึ้น ห้ามต่างๆ เพื่อไม่ให้คนทำ คนสร้างสูญเสียทรัพย์สิน แต่เราก็ห้ามใครบ่ได้ใช่ไหมครับ
  • ผมยังเชื่อเรื่องการได้มาฟรี จะส่งผลต่อการให้คนอื่นแบบฟรี ว่าเกิดได้จริงๆ
  • การได้มาจากการลงทุน จะทำให้เกิดการหวงมากกว่าการได้มาโดยฟรีๆ จริงหรือเปล่าครับ
  • จะหาคนทำงานเพื่อสังคมแบบเอาใจนำ สังคมมาก่อน ได้อย่างไรครับ ในเมืองการศึกษาเรามันเป็นแบบการลงทุนด้วยเม็ดเงิน...ความเห็นแก่ตัวก็ย่อมเกิดตามมา...ธรรมดา ธรรมชาติ สืบมา สืบอยู่และสืบไป
  • บ่นแค่นี้ก่อนนะครับ

สวัสดีค่ะน้องเม้ง

บทความ   "ลิก-ขะ-ซ้าย"  ของเม้งถูกใจพี่แอมป์นักหนา    หลังจากอ่านอยู่สามรอบ และหัวเราะขำความช่างคิดของเม้งอยู่พักนึงแล้วก็คิดว่าต้องเข้ามาบ่นต่อสั้นๆอีกสักสามกิโล(แม้ว) ไม่งั้นคืนนี้นอนไม่หลับแหงๆ 

พี่แอมป์จะบ่นเอ๊ยคุยกับเม้งในประเด็น "การอ้างเอาว่าเป็นเจ้าของความรู้" นะคะ  คำว่าความรู้ในที่นี้ พี่แอมป์หมายรวมถึงความรู้และผลงานต่างๆอันเกิดจากสติปัญญาและความรู้ของมนุษย์ด้วย

โดยปกติแล้ว "ความรู้" อันเกิดจากการเรียนรู้  ไม่ว่าจะเรียนรู้อะไรก็ตาม เป็นสิ่งที่มนุษย์สร้างขึ้น(โดยกลไกบางอย่างในสมอง)  และส่วนมาก... มนุษย์จะตั้งชื่อไว้

"(ความรู้สึกว่าเรามี)ความรู้" กับ "ความรู้สึกเป็นเจ้าของ" คงอยู่ใกล้กันมากนะคะ     ความรู้สึกเป็นเจ้าของจะเกิดขึ้นเมื่อเรา(รู้สึกว่าเรา)"สร้าง" และจะยิ่งรู้สึกทวีคูณ  เมื่อเราได้"ตั้งชื่อ " ความรู้ที่เรา(คิดว่าเรา)สร้าง 

ธรรมชาตินั้นคงดำเนินไปอย่างที่มันเป็น  แต่เมื่อมนุษย์ไป "รู้" เข้า  ก็เป็นธรรมชาติของมนุษย์(อีก)ที่จะต้องเข้าไปจัดระบบ จัดระเบียบความรู้  (แล้วก็ตั้งชื่อ)  จะได้เอาไปใช้ง่ายๆ  

ในการเอาไปใช้นั้น  ด้วยว่าความรู้แต่เริ่มแรก คงเป็นความรู้พื้นฐานเพื่อการเอาชีวิตรอด   ซึ่งต่างก็ต้องสร้างเอาเอง  ดังนั้นแรกๆ  แม้จะตั้งชื่อความรู้แล้ว  ก็คงไม่รู้จะปิดกั้นความรู้ไปทำไม  เพราะการใช้ประโยชน์จากความรู้นั้นมีชั้นเดียว  คือเพื่อให้มีชีวิตรอด   เป็นประโยชน์ตรงๆ 

จากนั้นเมื่อวิถีชีวิตซับซ้อนขึ้น  หลายคนสร้างหลายคนถ่ายทอด ส่งไม้ต่อมือกันมานาน ก็เกิดผู้รู้ (ผู้มีความรู้ชุดต่างๆอยู่ในหัว)   เกิดการบันทึก  และเกิดผู้ถือความรู้นั้นไว้     ผู้ใดมีความรู้ และ"ถือ"ความรู้อันถูกบันทึกไว้  ก็ย่อมรู้สึกเป็นเจ้าของ ความรู้สึกเป็นเจ้าของ  ก็ทำให้รู้สึกอยากกั้นอาณาเขต  และจำกัดการเข้าถึง  เพื่อให้ความรู้สึกเป็นเจ้าของนั้นคงอยู่ (ไม่ว่าตนจะได้สร้างความรู้ทั้งหมดนั้นมาด้วยตนเองหรือไม่)   ลึกๆแล้วคือ เพื่อให้ความรู้สึก "เหนือกว่า" ยังคงอยู่  และลึกที่สุดคือ เพื่อให้อัตตา....ยังคงอยู่   (from "it's my idea"  to "it's mine"  ดึง in  ออกมา ก็จะเห็น me  )

แปลว่ามนุษย์กำลังใช้ประโยชน์ชั้นที่สองของความรู้  เปลี่ยนจาก"ใช้ความรู้เป็นเครื่องมือ" เพื่อให้มีชีวิตรอด   เป็น "ใช้ความรู้เป็นเครื่องประดับ"   หรือ"ใช้เพื่อความรู้ เพื่อให้ได้ประโยชน์ต่างตอบแทนจากความรู้นั้น" อีกที   

นึกถึงคำคมนี้แล้วพี่ก็ออกจะขำๆอยู่
Originality  is the art of concealing your source.
ความเป็นต้นแบบ คือศิลปะในการซ่อนเร้นแหล่งข้อมูลของท่านเข้าไว้

พี่แอมป์เริ่มนึกสนุกกับวิธีคิด เรื่อง It's my idea. เกี่ยวกับ"ความรู้"ในระบบการศึกษา  เมื่อสมัยทำธีสิสและต้องหาหัวข้อ และทุกคนต้องมี "หัวข้อของฉัน" และนึกสนุกโดยตลอดจนเสร็จสิ้นกระบวนการ  เพราะได้รู้สึกตั้งแต่บรรทัดแรกจนถึงบรรทัดสุดท้ายว่า "เราไปเอาของเขามาตั้งเยอะ" 

แล้วก็ถามตัวเองอย่างสนุกสนานว่าความรู้สึกขัดแย้ง  ระหว่าง การไปเอาของเขามา กับ "การประกาศในตอนท้ายว่าทั้งหมดนั้นคือผลงานของเรา" ที่เรากำลัง "รู้สึก" อยู่นั้น 1. มันเรียกว่าอะไร 2. เราควรรู้สึกแบบนั้นไหม 3. ความรู้สึกแบบนั้น"ผิด" ไหม  (ถ้าผิด  ผิดเพราะอะไร  ถ้าไม่ผิด  ไม่ผิดเพราะอะไร จงอธิบายโดยละเอียด 10 คะแนน)   อิอิ   4. แท้ๆแล้วเราควรรู้สึกอย่างไร? เราควรวางท่าทีอย่างไรต่อการได้มาซึ่งความรู้โดยวิธีนี้?     และ 5.  เราควรถือครองเอาว่าความรู้นี้เป็น "ความรู้ของเรา"   และ "เอาประโยชน์จากการถือครองนี้แต่เพียงผู้เดียว" หรือไม่? : )

คุณวินทร์ เลียววารินทร์ กล่าวไว้ในหนังสือ รอยเท้าเล็กๆของเราเอง(2545)  เรื่อง ไม้ผลัด  ว่า "ความสำเร็จมิได้เป็นผลงานของคนๆเดียว แต่เป็นผลพวงของการทำงานของคนหลายรุ่น หรือบางครั้งหลายร้อยชั่วคน"

พี่แอมป์นึกสนุกเข้าไปใหญ่  เพราะนอกจากความรู้จะไม่ได้เกิดขึ้นแบบโดดๆแล้ว  ความรู้ยังมีหลายประเภท ถ้าแบ่งตามแนวการจัดการความรู้ (ซึ่งชัดดี) ดังที่คัดมาจากวิกิพีเดีย (รายการอ้างอิงอยู่ในลิ้งก์) ก็จะได้ว่าดังนี้ 

"ความรู้สามารถแบ่งออกเป็นประเภทใหญ่ๆ ได้สองประเภท คือ ความรู้ชัดแจ้ง (Explicit Knowledge) และความรู้แฝงเร้น (Tacit Knowledge) ความรู้ชัดแจ้งคือความรู้ที่เขียนอธิบายออกมาเป็นตัวอักษร เช่น คู่มือปฏิบัติงาน หนังสือ ตำรา ส่วนความรู้แฝงเร้นคือความรู้ที่ฝังอยู่ในตัวคน ไม่ได้ถอดออกมาเป็นลายลักษณ์อักษร หรือบางครั้งก็ไม่สามารถถอดเป็นลายลักษณ์อักษรได้

ความรู้ที่สำคัญส่วนใหญ่ มีลักษณะเป็นความรู้แฝงเร้น อยู่ในคนทำงาน และผู้เชี่ยวชาญในแต่ละเรื่อง จึงต้องอาศัยกลไกแลกเปลี่ยนเรียนรู้ให้คนได้พบกัน สร้างความไว้วางใจกัน และถ่ายทอดความรู้ระหว่างกันและกัน"

พี่แอมป์ชอบใจตรงนี้มากเลย  การ"แลกเปลี่ยนเรียนรู้ให้คนได้พบกัน สร้างความไว้วางใจกัน และถ่ายทอดความรู้ระหว่างกันและกัน" อยากต่ออีกนิดว่า "ด้วยความบริสุทธิ์ใจ"

พี่แอมป์คิดเอาเองว่า หลักคิด(ลึกๆ)ของ   "การจดว่าอะไรๆ(หรือความรู้อะไรๆ)เป็นของข้าพเจ้าแต่เพียงผู้เดียว"   นั้น  คือการบอกว่า "ไม่ให้เปล่า"  และจะให้ก็ต่อเมื่อมีประโยชน์ต่างตอบแทนที่สมน้ำสมเนื้อกัน  (อันมีมาในรูปแบบที่หลากหลาย)

ผู้เอาประโยชน์จากความเป็นเจ้าของ และผู้ได้ประโยชน์  ก็จะเฉพาะเจาะจงลงไปอีก  มิใช่การเผื่อแผ่ไปยัง"ใครก็ได้"  ดังนั้นที่คิดจะเกื้อกูลกันนั้นก็อย่าพึงหวัง   (แปลว่าถ้าไม่มีตังค์เก๊าะอด)

ดังนั้นที่เม้งบ่นเอ๊ยบอกว่า "ความรู้ควรจะมีการให้อย่างอิสระ"   [คิดจะให้]  พี่แอมป์ก็คงต้องต่อให้อีกนิดว่า "ตราบเท่าที่เรายังไม่ต้องการประโยชน์ต่างตอบแทน"  [คิดจะเอา ]   ( คำว่า"เรา"ในที่นี้เป็นคำกลางๆนะคะ )

พี่นึกเชื่อมมาถึงตรงนี้แล้วเลยชอบใจชะมัด  ธรรมชาติที่ได้สั่งสมอะไรมายาวนาน (ให้อย่างอิสระ)  แล้วเราก็มาจับจองเป็นเจ้าของและใช้สอยกันอย่างสนุกสนาน (เอามาใช้เฉพาะตัว)  ก็เลยเกิด  "การเรียกร้องทางลิขสิทธิ์ของธรรมชาติ" และ "การลงโทษทางการละเมิดสิทธิ์ทางธรรมชาติ"...อย่างที่เม้งว่า....เห็นภาพชัดแจ๋วเลย  : )

สุดท้ายนี้ขอบคุณที่เม้งทำใจได้ (แปลว่าชิน  อิอิ)กับการบ่นยาวๆๆ แบบไปถึงไหนก็ไม่รู้ของพี่แอมป์  เพื่อไม่ให้ยาวไปกว่านี้ พี่เลยขออนุญาตแปะลิ้งก์นี้ไว้ เผื่อว่าจะให้ข้อมูลอะไรเพิ่มเติมได้บ้างเล็กๆน้อยๆ  และขออนุญาตเรียนท่านผู้แวะมาอ่านว่าทั้งหมดข้างต้นเป็นเพียงมุมมอง  และมิได้มีเจตนาจะอคติกับความรู้ในระบบแต่อย่างใด   

และขอบคุณน้องเม้งมากๆๆอีกครั้งนะคะ (......ที่ทำใจได้เวลาพี่แอมป์เข้ามาบ่นยาวๆๆๆอ่ะค่ะ)   : ) 

P
7. ดอกไม้ทะเล

 

สวัสดีครับพี่สาวที่น่ารัก

  • ขอบคุณมากครับพี่แอมป์ ขอบอกว่าดีใจทุกครั้งที่พี่แอมป์ให้เกียรติมาเจิมบันทึกนะครับ สาระมีมากมายเสมอ พร้อมแฝงแนวคิดดีๆ ให้ผมได้คิดกว้างขึ้น มากๆ ขึ้นด้วย ความสุขทางการได้เสพความคิด ความรู้เพิ่มเติมก็เกิดขึ้นครับ
  • พอพี่แอมป์เริ่มว่า
  • Copyleft = ลิขซ้าย  (ทำให้ผมต้องนิยามตัวอื่นๆ ด้วยนะครับ)
  • Copywrong = ลิขผิด (ท่านจะคิดแปลเป็นตัวอื่นก็ได้ครับ)
  • Copyright =ลิขสิทธิ์ (ลิขขวา หรือ ลิขใช่)
  • เอามันส์นะครับพี่ ไม่มีอะไรแฝงมากครับผม
  • ดีใจที่พี่แอมป์ช่วยย่อยอะไรหลายๆอย่างให้อ่าน ทำให้มีที่ไป ที่มา ชัดเจน กว่าจะมาเป็น ลิขสิทธิ์ นะครับ
  • Originality  is the art of concealing your source.
    ความเป็นต้นแบบ คือศิลปะในการซ่อนเร้นแหล่งข้อมูลของท่านเข้าไว้
  • ผมว่าประโยคนี้ก็ถูกของเค้านะครับ
  • หากเราทราบที่มา และการต่อยอด หรือเสียบยอดหรือ ติดตา ตอนกิ่ง สิ่งเหล่านี้ ก็เป็นวิธีการหนึ่งครับ ในการนำผลไปใช้ แต่เราก็ไม่ควรลืมที่มา ต้นตอนั้นสำคัญมากๆ เลยครับ ดังนั้นงานเราจะอยู่ในระดับใด คนอื่นเค้าทำกันมาก่อน เค้ายังให้ฟรีได้ ทำไรเราต่อยอดเข้าไปนิดหนึ่ง เราต้องขาย ต้องจด ต้องเป็นเจ้าของ... จดก็จดครับ แต่จดแล้วใครได้เงิน จดแล้วใครต้องเสียผลประโยชน์ จดแล้วหมดอายุเมื่อไหร่ หมดอายุแล้วตายไป ใครจะฟ้องกันต่อ แล้วหากตายกันทั้งตระกูล คนอื่นเอาไปใช้ได้ไหม ดูแล้วมันวุ่นวายดีนะครับ
  • ผมจะมาต่อและคุยไว้อีกนะครับ แบบว่ามีหลายๆ ประเด็นน่าสนใจมากๆ เลยครับ
  • เลยขอเล่าอะไรนิดหนึ่งครับ ผมจำไม่ได้แล้วครับ ว่าด้วยเรื่องลิขสิทธิ์นี่หล่ะครับ มีสาวหนึ่งเธอมีสะโพกสวยนะครับ และเป็นดาราดัง จนเธอก็จดลิขสิทธิ์สะโพกของเธอไว้ครับ
  • เห็นแล้วท่าทางน่าสนุกดีนะครับ.... ขอบคุณพี่แอมป์มากๆ นะครับผม แล้วจะมาใหม่ครับ

สวัสดีครับพี่แอมป์และทุกท่าน

  • ผมเข้าไปอ่านที่พี่ แปะลิ้งก์นี้ไว้ แล้วนะครับ ได้ความรู้มากๆ เลยครับ เป็นการถามคำถามที่ดีจากเด็กๆ
  • เป็นการทำหน้าที่ที่ดีของผู้เป็นครู ที่ไปค้นหา ร่วมหาคำตอบร่วมกัน เพื่อถ่ายทอดให้ศิษย์ต่อ
  • เป็นมิตรภาพที่น่ารักที่เห็นการแลกเปลี่ยนความเห็นในเรื่องที่ทุกคนควรให้ความสำคัญและทำความเข้าใจ
  • ขอบคุณมากๆ เลยนะครับผม จะเห็นว่าการเรียนรู้ในโลกของการแลกเปลี่ยนเรียนรู้นี้ ทำให้เกิดการดึงความรู้ฝังลึกออกมาใช้ ซึ่งทำให้แต่ละท่านพยายามหาหรือเปรียบเทียบยกตัวอย่าง เพื่อจะเข้าสู่รากความรู้ที่ฝึกลึกนั้น
  • ขอบคุณพี่สาวมากๆ นะครับ

ทุกวันนี้แนวโน้มที่จะทำให้ทุกอย่างเป็นcopyrightไปหมดทำให้เกิดความรู็สึกต่อต้านอย่างเห็นได้ชัดในหมู่ประชาชน ซึ่งก็แน่นอนว่าน่าจะชอบอะไรที่ไม่มีcopyrightมากกว่า ผมก็ไม่ชอบหรอกcopyright

แต่สำหรับบางอาชีพ อย่าง ศิลปิน นักเขียน นักดนตรี ถ้าไม่มีลิชสิทธิเลยนี่ก็อยู่ไม่ได้เหมือนกัน 

 พวก creativecommons นี่เป็นาทางออกที่ดีแล้วล่ะ

สำหรับการการบังคับใช้การจดทะเบียนพืช/หรือยาอย่างIntensiveนี่ดูจะเกินเหตุนะครับเพราะทำให้คนเดือดร้อนกันชัดเจน 

ทุกวันนี้แนวโน้มที่จะทำให้ทุกอย่างเป็นcopyrightไปหมดทำให้เกิดความรู็สึกต่อต้านอย่างเห็นได้ชัดในหมู่ประชาชน ซึ่งก็แน่นอนว่าน่าจะชอบอะไรที่ไม่มีcopyrightมากกว่า ผมก็ไม่ชอบหรอกcopyright

แต่สำหรับบางอาชีพ อย่าง ศิลปิน นักเขียน นักดนตรี ถ้าไม่มีลิชสิทธิเลยนี่ก็อยู่ไม่ได้เหมือนกัน 

 พวก creativecommons นี่เป็นาทางออกที่ดีแล้วล่ะ

สำหรับการการบังคับใช้การจดทะเบียนพืช/หรือยาอย่างIntensiveนี่ดูจะเกินเหตุนะครับเพราะทำให้คนเดือดร้อนกันชัดเจน 

P
11. dreamer

 

สวัสดีครับคุณนักฝัน

  • ขอบคุณมากๆ เลยครับ สำหรับความเห็นและยินดีที่ได้รู้จักคับผม
  • ใช่ครับ เราถูกป้อนเพื่อให้วิ่งเข้าสู่แนวทางการเป็นเจ้าของกันมากขึ้นครับ
  • เรื่องเพลง ผลงาน ทางการเขียน ดนตรี เรื่องเหล่านี้จะว่ามีลิขสิทธิ์ก็ดีครับ หากป้องกันการละเมิด จริงๆ มันอยู่ที่ว่าเป้าหมายของการทำเพื่ออะไรครับ หากเป้าหมายคือการค้า มันก็เกิดปัญหาครับ หากเป้าหมายคือแต่งเพื่อบันเทิงและอื่นๆ ก็ไม่มีลิขสิทธิ์ ก็ไม่เป็นไรนะผมว่า
  • เพียงแต่หากเราเน้นการขาย เพื่อส่งกลับคืนไปยังเจ้าของ ตรงนั้น ก็เลยคิดว่าอาจจะต้องมี...
  • ยังมีอะไรอีกเยอะเลยผมว่าที่จะเกิดแปลกๆ ต่อไปในอนาคต โดยมีที่มาจากแนวทางทุนนิยมครับ
  • ต้องรอดูกันไปครับ.... ส่วนเรื่องพืชนั้น...ผมว่าธรรมชาติจัดสรรของเค้าแล้ว...