ผมมองเห็นการเคลื่อนตัวของวงวิถีชีวิตของเด็กรุ่นใหม่นี้ห่างออกจากวงวิถีชีวิตของชนบทมากขึ้น มากจนไม่เข้าใจวิถีชีวิตของชนบทแล้ว มองไม่เห็นการดำเนินชีวิตของชาวชนบท มองไม่เห็นองค์ประกอบของชีวิตชาวชนบทไปแล้ว และจะห่างออกไปเรื่อยๆ

เย็นเมื่อวานหวานใจผมกลับมาจากที่ทำงานเราทำอาหารกินเอง และเราชอบน้ำพริกสารพัดชนิด เช่น น้ำพริกโจร น้ำพริกมะม่วง น้ำพริกระกำ ฯลฯ วันนี้เป็นน้ำพริกข่ารสแซบ ผักต้มก็เอามาจากหลังบ้าน มีใบยอ ผักหวานบ้าน กระเจี๊ยบ ฯ ของผมมีพิเศษคือปลาเค็มเจ วันไหนมีน้ำพริกละก็ ผมพุงกางเลย ปกติก็กางอยู่แล้ว อิ อิ. 

ระหว่างอาหารค่ำ เธอเล่าว่าวันนี้พานักศึกษาปริญญาโทคณะหนึ่งไปเรียนภาคสนาม ดูเรื่องพลังงานในชนบท แต่เธอประหลาดใจที่นักศึกษาส่วนใหญ่ไม่รู้จัก เตาอั้งโล่”“ไม่รู้จักหลุมเผาถ่าน” “ไม่รู้จักการน้ำหมักชีวภาพแถมเห็นหนอนคลานกระดื๊บๆมาจากถังน้ำหมักก็กรี๊ดกันใหญ่ พร้อมกับหนี่ห่างออกจากหนอนน้อยตัวนั้น  เธอเล่าว่าเด็กปริญญาโทเหล่านั้นตื่นตาตื่นใจกับเจ้าอั้งโล่ เอามือไปจับไปต้องลูบคลำ เอานิ้วจิ้มรูที่เรียกรังผึ้งนั้นอย่างสนใจ  แต่ในที่สุดเธอถามขึ้นว่า มันใช้อย่างไร ??? 

ผู้บันทึกกำลังมองด้วยมุมที่ว่า นี่เป็นเรื่องปกติ และเป็นตัวอย่างที่ชัดเจนของการอธิบายคำว่า  Generation gap หรือช่องว่างระหว่างรุ่นของคนในสังคม ผู้บันทึกและเพื่อนๆอีกจำนวนมากที่เข้าออกระหว่างเมืองกับชนบท จนเรียกว่าไอ้มนุษย์สองโลกนี้มานานย่อมไม่เกิดคำถามเหล่านั้น และก็ไม่ได้ตื่นเต้นเมื่อเห็นเตาอั้งโล่ 

ผมมองเห็นการเคลื่อนตัวของวงวิถีชีวิตของเด็กรุ่นใหม่นี้ห่างออกจากวงวิถีชีวิตของชนบทมากขึ้น  มากจนไม่เข้าใจวิถีชีวิตของชนบทแล้ว มองไม่เห็นการดำเนินชีวิตของชาวชนบท มองไม่เห็นองค์ประกอบของชีวิตชาวชนบทไปแล้ว และจะห่างออกไปเรื่อยๆ  วงสองวงนี้จริงๆแล้วเกื้อหนุนกันโดยระบบใหญ่ คือชนบทเป็นฐานการผลิตอาหารให้สังคมเมือง เป็นแรงงานให้สังคมเมือง และเป็นกลุ่มบริโภคใหญ่ต่อ ผลผลิตจากเมือง ส่วนสังคมเมืองก็เป็นแหล่งตลาดของผลผลิตจากชุมชน เป็นแหล่งหาเงิน เป็นแบบอย่างของความทันสมัยตามแนวทางการพัฒนาของรัฐ แม้ว่าจะมีการพึ่งพากันดังตัวอย่าง แต่ชนบทไม่มีเมืองเขาอยู่ได้นะครับ ส่วนเมืองไม่มีชนบทนี่ซิ ตายยั๊งเขียด??       

ผมตั้งคำถามกับตัวเองว่า หากวงจรของเด็กรุ่นนี้ และรุ่นหน้า ยิ่งห่างออกจากชนบทนี่จะเกิดอะไรขึ้นหนอ ความห่างของวิถีชีวิตเป็นเรื่องปกติ แต่ความห่างของความไม่เข้าใจต่อวิถีชีวิตนี่ซิ อันตราย ประเทศของเรา สังคมของประเทศของเรา ต่างประกอบด้วยเมืองและชนบท ชนบทที่หลากหลาย ตามระบบภูมินิเวศน์วัฒนธรรม ภูมินิเวศน์เกษตร ต่างประกอบ หลอมหล่อให้คนในระบบนิเวศน์นั้นๆมีวิถีแบบนั้น การพัฒนาประเทศต้องสอดคล้องระบบที่หลากหลาย ที่ไม่สามารถใช้ระบบพิมพ์เขียวเดียวแล้วใช้ได้ทั่วทุกความแตกต่างดังกล่าว 

การมาดงหลวงของพี่น้องเฮฮาศาสตร์ ครั้งนี้ เป็นโอกาสหนึ่งที่จะมาซึมซับวิถีชีวิตของพี่น้องไทโซ่ แม้จะเพียงน้อยนิด แต่ก็พอจะให้ท่านจินตนาการขยายความเข้าใจลงลึกต่อไปถึงวิถีชีวิตทั้งครบได้บ้าง ถือว่าเป็นการลด Generation gap ได้เหมือนกัน เพราะเป็น gap ของคนที่มี ระบบภูมินิเวศน์วัฒนธรรมที่ต่างกัน

**************************************************************************

จึงพยายามจัดให้สหายมาคุยกับพวกเรา เช่น หมอป่าชาญ ผู้เก่งกาจเรื่องสมุนไพร มาคุยกับคุณพี่จุ๋ม เอาสหายธีระ หมอผ่าตัดในป่า และผู้เจนจัดเรื่องการตอนผักหวานป่า มาคุยกับท่านครูบา เอาพ่อสวน บุตรดีศรี สหายผู้ไทผู้คุมดงหลวงมาคุยกับ เอก เสือ สิงห์ ออต สายลม ฯลฯ ใครสนใจใครก็เข้าร่วมได้ตามหลักเฮฮาศาสตร์ รอบกองไฟที่มีสมุนไพรอุ่นๆรอทุกท่านอยู่ จะมีทหารป่าใส่ชุดทหารป่ามาให้เห็นกับตา จับต้องได้....เอา...เอา....

************************************************************************

วงอาหารเย็นเมื่อวานที่เราต่างอิ่มเอมกับน้ำพริกข่ารสเด็ด แล้ว คู่สนทนาของผมยังจบท้ายลงด้วยว่า นี่ระหว่างนั่งรถไปด้วยกันกับเด็กปริญญาโท ต่างก็แซวกันถึงกลุ่มคนที่ไม่รู้จักเตาอั้งโล่นั้น...มีเสียงเพื่อนคนหนึ่งลอดออกมาว่า นี่เธอ อย่าว่าแต่เตาอั้งโล่ที่เขาไม่รู้จักนะ เขาคนนี้ยังแยกไม่ออกด้วยซ้ำไปว่า ตัวไหนเป็นวัว ตัวไหนป็นควาย .... ผมได้ยินก่อนเก็บจานไปล้างก็อึ้งกิมลั้ง..ไปเลย

ผมเอาจานข้าวมาล้างไปอย่างเงียบๆ ปล่อยให้ศรีภรรยาขึ้นไปดูละเม็งละคอน ผมเองคิดวุ่นในสมองว่า เออ ประเทศไทยเราฝากอนาคตไว้กับเด็กพวกกลุ่มนี้ด้วยนี่นา...ชนบทจะไปอย่างไรกันเนี๊ยะ.เมื่อน้องๆกลุ่มนี้ขึ้นบริหารประเทศ หรือหน่วยงานที่ทำงานกับชนบท หรือผมวิตกจริตไปเอง .