เบื้องหลังและฉากหน้าการจัดงานสัมมนาการจัดการความรู้เพื่อพัฒนาเครือข่ายเรียนรู้ระดับประเทศ (ต่อ)
<p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal"> ในเรื่องของความประทับใจในตัววิทยากรแต่ละท่านที่ “มาด้วยใจ” ผมขออนุญาตกล่าวถึงต่อ ดังนี้</p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal"></p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal"></p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal"></p><p>
เป็นเรื่องที่ผมประทับใจในตัวท่าน ว่าท่านเป็นคนที่มีความรู้จริงและสามารถใช้ความรู้ที่มีอยู่ในตนอย่าง “ลูกผู้ชายตัวจริง” </p>
<p>
ดร.ประพนธ์ ผาสุขยืด ผู้บริหารหนุ่มไฟแรง จากสคส. ท่านมางานนี้ด้วยใจอย่างแท้จริงคนหนึ่ง เพราะเมื่อครั้งแรกที่ผมเข้าไปทาบทามท่านทางบันทึกของท่านนั้น ท่านตอบผมว่า ท่านอยากมามากแต่ติดขัดที่อาจมีงานประชุมของสคส.ในช่วงเดียวกัน อย่างไรก็ตามท่านกล่าวว่าท่านอาจเลื่อนได้
ผมเองก็ทำใจและไม่นึกว่าสคส.จะสนใจงานนี้มาก เพราะ มีบางกระแสที่กล่าวว่างานนี้ไม่ได้เน้นสาระทาง KM เพียงแต่เป็นการนัดพบปะ Bloggers Gotoknow เท่านั้น
แท้จริง ความตั้งใจของผมส่วนใหญ่ พุ่งไปที่กลุ่มผู้เข้ามาร่วมสัมมนา อยากให้เขาเหล่านั้นได้รับความรู้ที่ลัดสั้นและเกิดแรงบันดาลใจจากต้นแบบ Bloggers ที่ประสบความสำเร็จมาแล้ว
แต่…จะทำอย่างไร ที่จะทำให้คนสนใจในงานสัมมนาครั้งนี้ได้? นี่คือโจทย์ข้อแรกที่ทำให้ผมต้องคิดหนักอยู่หลายคืน
สิ่งแรกที่ผมทำ คือโทรไปคุยกับ ดร.จันทวรรณ ปิยะวัฒน์ เพื่อเรียนเชิญอาจารย์ทั้งสองท่านมาเชียงใหม่ เพราะตัวตนของ Gotoknow คืออาจารย์ทั้งสองท่านที่ผมเห็นในความรักความเสียสละและความทุ่มเทในสิ่งที่ท่านสร้างมาเพื่อเป็นเครื่องมือในการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ในสังคมไทย
ท่านทั้งสองได้สร้าง Gotoknow ได้อย่างมีระดับและยกระดับ จากการเป็นblog ธรรมดาๆมาเป็น blog ทางการศึกษาและดึงดูดเอานักวิชาการ คนทำงานทั่วประเทศไทยมาใช้ Gotoknow อย่างจริงจัง
เสน่ห์ที่แสดงถึงความใจกว้างและมองการณ์ไกล คือ อาจารย์ทั้งสองท่านได้พัฒนารูปแบบของ gotoknow ให้เป็น open source ที่เปิดโอกาสให้เกิดการพัฒนาแบบมีส่วนร่วมได้เรื่อยๆ
แต่ เมื่อผมโทรไป ดร.จันทวรรณ ท่านบอกว่าในขณะนี้ท่านท้องแก่(ผมลืมไป) ทำให้ไม่สามารถมาได้ ส่วนดร.ธวัชชัย ก็เช่นกันมีหน้าที่ต้องดูแลในฐานะคุณพ่อคนใหม่และในขณะนั้น gotoknow กำลังอยู่ในสถานการณ์วิกฤตในเรื่องของยอดจำนวนผู้ใช้พุ่งขึ้นสูงจนศักยภาพของระบบที่มีอยู่ต้องการการดูแลอย่างใกล้ชิด แต่ท่านบอกว่าจะให้ มะปรางเปรี้ยวไปแทน โดยให้คำรับรองว่า มะปรางเปรี้ยวเก่งและเป็นคนลุยงาน ซึ่งผมก็ตอบตกลง เพราะเคยเห็นผลงานใน gotoknow มาแล้ว
อย่างไรก็ตาม ยังแอบเข้าไปตอด ดร.ธวัชชัยอยู่เรื่อยๆ เพราะในใจคิดแผนเรื่องทำให้ท่านชื่นใจไว้แล้ว
ต่อมา ผมเข้าไปสำรวจในกลุ่ม Bloggers ของ Gotoknow ในกลุ่มที่มีพลังคนอ่านมากและอยู่ในภาคต่างๆนั้น ได้แก่ กลุ่มสคส. สุดคะนึงและจตุรพลัง ทำให้ผมแว่บ! ขึ้นมาว่าน่าจะเป็นกลุ่มที่เป็นแม่เหล็กที่สามารถดึงดูดความสนใจผู้เข้าร่วมสัมมนาได้เป็นอย่างดี</p><p>
ดังนั้น ในกลุ่มนี้ผมจึงแบ่งออกเป็น กลุ่มสคส.ได้เลือกเอา ดร.ประพนธ์ กลุ่มสุดคะนึง คือ อาจารย์ beeman และนพ.วัลลภ ส่วนจตุรพลังนั้น ผมเลือก น้องเอก จตุพร เพราะอยู่เชียงใหม่ ซึ่งผมสามารถติดต่อได้ง่ายและจะขอกล่าวถึงน้องเอกทีหลัง
แต่ในส่วนของสคส.นั้น มะปรางเปรี้ยว ติดต่อมาว่า คุณธวัช สนใจแต่จะติดงานทาง สคส. ไม่น่าจะมาได้ ทำให้ผมต้องเบนความสนใจไปหาท่านอื่นและลึกๆยังหวังว่า ทางสคส.คงจะมอบหมายให้ใครมาทำหน้าที่อย่างแน่นอน
ในที่สุด น้องเอก ก็โทรมาหาผมในช่วงก่อนหน้าจัดงานเพียงสิบวัน ว่าคุณ ธวัช หมัดเต๊ะ โทรมาบอกว่าดร. ประพนธ์แจ้งว่าสามารถมาได้ และคุณธวัชก็ติดต่อผมมาจริงๆ ซึ่งทำให้ผมดีใจมาก เพราะทำให้เนื้อหาของงาน KM สมบูรณ์ขึ้น
ซึ่งท่านดร.ประพนธ์ ผาสุขยืด ก็ไม่ได้ทำให้ให้ผิดหวังเลย เพราะท่านได้ใช้ความเจนจัดและมากประสบการณ์ของท่าน สร้างบทบาทวิทยากร “นอกกรอบ” ได้อย่างน่าทึ่ง โดยรับหน้าที่สองบทบาทคือเป็นทั้งวิทยากรหลักบรรยายในหัวข้อหลักคือ KM blog และใจ ในภาคเนื้อหาความเป็นมาของสคส.และ Gotoknow ตลอดจนพูดเรื่องของ “ใจ” ที่เป็นส่วนสำคัญของการจัดการความรู้
ตลอดจนสรุปภาพรวมของ KM ให้เข้าใจและย้ำว่าในปัจจุบันบางหน่วยงานก็ติดอยู่ในบางส่วนของ KM เช่นติดอยู่ในทฤษฎีของ KM ติดในรูปแบบของ KM และติดในวิธีการของ KM อย่างใดอย่างหนึ่งและทำให้ขาดอย่างใดอย่างหนึ่งไป เสร็จแล้วท่านก็เปลี่ยนบทบาทมา เป็นผู้ดำเนินรายการ โดยเชิญครูบาสุทธินันท์และนพ.วัลลภ ขึ้นมาบนเวที เพราะท่านกระซิบปรึกษากับผมว่า เห็นใน session หลังมีวิทยากรแน่นเกินไป อยากจะช่วยให้ช่วงหลังไม่ติดขัดในเรื่องของเวลามาก
ผมรู้ว่าท่านเกรงใจ เพราะได้แจ้งการมาทีหลัง อาจทำให้กำหนดการติดขัดและไปเบียดในเวลาของช่วงอื่นๆ จึงได้ออกปากปรึกษา
เป็นเรื่องที่ผมประทับใจในตัวท่าน ว่าท่านเป็นคนที่มีความรู้จริงและสามารถใช้ความรู้ที่มีอยู่ในตนอย่าง “ลูกผู้ชายตัวจริง” คือยืดได้ หดได้ โดยไม่ติดยึดในหัวโขนและรูปแบบ สร้างความงดงามและกลมกลืนในงานสัมมนาครั้งนี้อย่างประทับใจ
อีกทั้งยังแสดงความเป็นนักวิชาการ ที่ใส่ใจในเรื่องของการเปิดกว้างรับรู้ถึงแนวคิดและความต้องการของผู้อื่น มิใช่เพียงแต่มานั่งพูดในสิ่งที่ตนรู้แล้วก็ไปเท่านั้น อีกประการหนึ่งผมรู้มาว่า ตัวท่านเองก็พยายามแสวงหาแนวทางใหม่ๆ ที่จะทำให้การทำงานของ สคส.หลุดออกมาจากกรอบเดิมๆ
ทำให้ผมเห็นว่า ปราชญ์อย่างท่าน จะไม่หยุดนิ่งและจับอยู่ในคอนเดียว ท่านคงจะแสวงหาความรู้ใหม่อยู่เสมอและเป็นความหวังหนึ่งของสังคมไทยในเรื่องการจัดการความรู้
แม้ว่าผมจะมีโอกาสรู้จักและสัมผัสท่านน้อยนิดเหลือเกิน แต่ก็เกิดมีความรู้สึกรักและนับถือท่านขึ้นมาอย่างจริงใจ จึงผมขอคารวะท่าน ดร.ประพนธ์ ผาสุขยืด มา ณ ที่นี้ แทนคำว่าขอบพระคุณที่มาร่วมเป็นส่วนที่มีค่าส่วนหนึ่งของงานครับ
(ผู้เข้าร่วมท่านใด มีรูป ดร.ประพนธ์ ในงานสัมมนา กรุณา โพสให้หน่อยครับ ขอบคุณ J ) (ยังมีตอนต่อไปครับ) </p>
มาปาดเป็นคนแรก ชว้าบ หนูก็ประทับใจในความเรียบง่ายและเป็นกันเองของอ.ประพนธ์เหมือนกัน น่ารักมากด้วยค่ะ
ปล. หนูไปเขียนตอบเรื่องชื่ออาจารย์ไว้แล้วนะคะ
ที่มาเร็วเพราะกำลังอ่านเรื่องนางยิบซีอยู่ค่ะ ชอบจัง อาจารย์น่าจะเขียนแนวนี้อีก ได้ความรู้เยอะ มาอ่านแบบไล่ทีละบรรทัด กลัวตกรายละเอียดไป ว่างๆ จะขอไปสมัครเป็นลูกศิษย์วิชาศิลปะพิจารณ์ค่ะ
สวัสดีครับป๋ออาจ๋านพิชัย
มีอะไรให้ลุงปั๋นรับใช้อีกก็บอกนะครับ ถึงแม้จะไม่มีหัวโขนใส่แล้ว...ยินดีทุกซาวสี่ชั่วโมงครับ
ขอบคุณครับผม
ดร.ประพนธ์ ผาสุขยืด ท่านเป็นแรงบันดาลใจผมเช่นกันครับ และดีใจที่ได้มีโอกาสพบท่านในงานสัมมนาฯครั้งนี้ที่เชียงใหม่
ในฐานะเจ้าภาพ เราถือว่าได้รับเกียรติและความเอื้ออาทรจากท่านมากที่มาร่วมเติมเต็มบรรยากาศแห่งความสุข
ขอขอบคุณทั้งสองท่าน จาก สคส.ครับ(อาจารย์ ดร.ประพนธ์ +อาจารย์วัช หมัดเต๊ะ)
บ่ฮ้ายบ่ดี หลับพ่องเด้อครับ...ลุงปั๋นกำลังจะไปนอนแล้ว...(จั๋นตาบ่อยู่)
สวัสดีครับ ท่าน อ.พิชัย..
หายเหนื่อยแล้วหรือยังครับ หรือเพราะไม่เหนื่อยเลย เพราะอานุภาพแห่งมิตรภาพได้ทำหน้าที่แทนทุกอย่างดังที่ควรจะเป็นทั้งหมดแล้ว
กรณีท่าน อ.ดร.ประพนธ์ฯ นั้น, ผมเองก็ประทับใจท่านเป็นอย่างมาก ผมเขิน ๆ ที่จะเข้าไปขอคำแนะนำ ทั้ง ๆ ที่อยากเรียนปรึกษาท่านหลายเรื่อง สุดท้ายก็เลยแห้วไปในที่สุด
ท่าน อ.ดร ประพนธ์ฯ ได้พูดทักผมอย่างเป็นกันเอง ท่านถามถึงเรื่องลูกชายที่ผมเขียนไว้ในเรื่อง "เปลือยความสุข" และนั่นคือขวัญกำลังใจที่ผมได้รับ ซึ่งแสดงให้เห็นว่า ในนาม สคส.. ได้ใส่ใจกับข้อมูลและรายละเอียดของวิทยากรแต่ละท่านเป็นอย่างดี
....
งานที่อาจารย์จัดขึ้นนั้น ผมถือว่าตั้งต้นและแสดงจุดยืนที่ชัดเจนแล้ว และเรื่องนี้ผมก็ได้คุยกับคุณเอกแล้วว่า เวทีครั้งนี้ไม่ได้หลงทาง, จุดหมายปลายทางยังเป็นเรื่องการจัดการความรูป เพียงแต่รูปแบบเท่านั้นที่ดูจะผิดแผกไปจาก "ขนบ" ที่เคยทำมาอย่างยาวนาน
ที่นี่ จึงน่าจะเป็นทางเลือกในการจัดการความรู้ที่นำความเป็นศาสตร์และศิลป์มาหลอมรวมเข้ากันอย่างมีเสน่ห์ , มีชีวิต และมีพลัง โดยเพาะแรงบันดาลใจนั้นผมถือว่า สำคัญ, และสำคัญเป็นที่สุด
มาด้วยใจ... อยู่ได้ด้วยใจ KM ว่ากันด้วยใจ ดังนั้นแรงบันดาลใจจึง "สำคัญ" มากสำหรับงานนี้....
ใครก็ตามที่รับรู้และรับฟังงานนี้ด้วย "ใจ" จะรู้ว่า ... ความรู้มีอยู่จริงในบล็อก และบล็อก คือ เครื่องมือสำคัญอันดับต้น ๆ ที่ช่วยสร้างปรากฏการณ์แห่งการจัดการความรู้ (เหมือนกัน) ...
....
ผมสนับสนุนและเห็นคล้อยกับประเด็นนี้ตั้งแต่แรกแล้วครับ นั่นคือ
ความตั้งใจของผมส่วนใหญ่ พุ่งไปที่กลุ่มผู้เข้ามาร่วมสัมมนา อยากให้เขาเหล่านั้นได้รับความรู้ที่ลัดสั้นและเกิดแรงบันดาลใจจากต้นแบบ Bloggers ที่ประสบความสำเร็จมาแล้ว
....
ขอบพระคุณครับ
ไปจิ๊กรูปมาจากบันทึกหนูติ๋วครับ
อ.พิชัยคะ
......คิดถึงเจ้าของบันทึกนี้นะคะ......
นำภาพมาฝากค่ะ
นี่ก็อีกภาพที่สวยแจ่มค่ะ...ขอขอบคุณ อ.แป๋วค่ะ....ที่ให้ได้มีภาพที่สวยงาม อิ่มเอมค่ะ
และ ขอขอบคุณ เจ้าของบันทึกนี้..อ.พิชัย...ที่ทำให้มีโอกาสพูดความในใจค่ะ...ขอบคุณค่ะ.
สวัสดีครับ
รูปแรกในชุดสูทสีน้ำเงิน เป็นภาพเดียวกับวันแรกที่ท่านเข้ามาทักทายคน Noname อย่างผมก่อน แบบไม่ถือตัวเลย เพียงท่านเห็นด้วยมากๆกับสิ่งที่ผมนำเสนอในที่ประชุมที่ทบวงมหาวิทยาลัย เมื่อหลายปีก่อน แล้วผมก็รู้สึกว่าท่านคือ
“อาจารย์+น้องชายที่ผมเคารพ-รัก ยิ่งนัก” ตลอดมาครับ
หลักฐานเก่ามีครับ อยู่ในบันทึกสั้นๆ ชื่อ …ครั้งแรก ของผม กับ ดร.ประพนธ์ … อยากให้ไปอ่านและช่วยกัน ต่อความคิดเห็นเพื่อเชิดชู คนดีที่เรารัก ครับ … ดูเหมือนว่าจำนวนคนอ่าน มีเพียง 37 และจำนวนผู้แสดงความคิดเห็นยัง = 0 ครับ
หนูซูซาน
ขอบคุณทีั่ปาดหน้าอ.ขจิตมาสำเร็จ
ระยะนี้แกคงเหนื่อยที่ต้องไปช่วยม.มหาสารคาม
เห็นบอกอ.ว่าอยากแปลงร่าง...
แต่ไม่รู้ว่าแปลงเป็นอะไร :)
เรื่องนางยิบซีนั้น
อยู่ๆก็นึกโครงเรื่องแบบนี้ขึ้นมาได้ในขณะที่เขียน แบบปากกาพาไปน่ะ
หากหนูชอบก็จะเขียนอีก :)
ลุงปั๋น
ขอบคุณที่เป็นห่วงครับ
ทำงานแต่ละทีหากไม่มีลุงปั๋น
จะเหมือนคนถอดเสื้อทำงานครับ
คือหนาว
ขอบคุณที่มีอ.อยู่เคียงข้างเสมอและมีผลงานดีดีออกมาร่วมกันครับ
ขอบคุณที่เป็นห่วงผมเสมอ
น้องเอกครับ
ดร.ประพนธ์ เป็นนักวิชาการที่น่ารัก น่านับถือจริงๆ ในสายตาของผมครับ
สมกับเป็น blogger ในดวงใจของน้องเอก :)
ขอบคุณสำหรับรูปครับ น้องเอก
หนูลูกหว้า
รูปใหม่น่ารักจริง :)
ตอนนี้ใครว่าอ้วนจะต้องหงายหลังเลย เพราะดูเพรียวลงมากครับ
หนูเหมาะกับเสื้อสีดำมากครับ
ขอบคุณสำหรับรูปสวยมากครับ ใครเป็นคนถ่ายเอ่ย?
สวัสดีครับ คุณแผ่นดิน
ที่เข้ามาเติมให้บันทึกนี้มีความหมายเต็มยิ่งขึ้นครับ
ผมเองรู้สึกมีพลังอย่างบอกไม่ถูก ตั้งแต่คิดว่าจะจัดงานนี้ เหมือนมีแรงขับสูงมากในใจ
คงเป็นพลังที่ส่งมาจากใจของผู้คนที่ผมรักและเป็นใจที่คิดตรงกัน มารวมเป็นพลังมหึมา ครับ
หากจะพูดว่าเหนื่อย...ต้องบอกว่าไม่เหนื่อยเลย มันสนุกและตื่นอยู่ตลอดเวลา เหมือนเพลง จะหลับตาลงไปได้อย่างไร?
เพราะจิตมันตื่นและมีสิ่งที่ต้องคิดอยู่ตลอดเวลา!
แต่พอจบงาน สภาพทางกายก็แย่หน่อยเพราะตรากตรำมาหลายวันครับ
แต่พอพักหน่อยก็หาย :)
งานดีดี เพิ่มพลังครับ เป็นอาหารใจที่ให้พุ่งตรงต่อไป