การเล่าเรื่องในครั้งนี้ คงเป็นทั้งเกร็ดที่มาของแนวคิด เบื้องหลังฉากหน้าทุกอย่าง พร้อมอยากประกาศเกียรติคุณของผู้ที่มีส่วนร่วมทุกท่านให้ปรากฏครับ

  740 

หยิบรูปมาจาก http://gotoknow.org/file/drkamie/740.jpg

ผมพอฟื้นตัวจากการจัดงาน แล้ว ขอเล่าเรื่องที่มาที่ไปของงานนี้แบบลงรายละเอียดครับ

     ถือว่าเป็นรูปแบบของ AARของผมก็แล้วกัน คงต้องขออนุญาต หยิบ ยืม รูป ของบรรดา bloggers ที่ถ่ายมาเป็นภาพประกอบ เพราะผมเองหมดสิทธิ์ถือกล้องเดินถ่ายอย่างทุกครั้งที่เป็นมา 

     การเล่าเรื่องในครั้งนี้ คงเป็นทั้งเกร็ดที่มาของแนวคิด เบื้องหลังฉากหน้าทุกอย่าง พร้อมอยากประกาศเกียรติคุณของผู้ที่มีส่วนร่วมทุกท่านให้ปรากฏครับ

    เรื่องแรก แนวคิดในการจัดงานครั้งนี้ หลายคนถามผมว่ารูปแบบที่ออกมาเหมือนโปรโมทให้ Gotoknow อย่างสุดสุด แล้วผมได้อะไร? 

     คำตอบ ผมได้แสดงออกถึงการตอบแทนบุญคุณน้ำใจ ของบุคคลที่ผมซาบซึ้งในน้ำใจของทั้งสองท่าน คือ อาจารย์ดร.จันทวรรณและอาจารย์ดร. ธวัชชัย ปิยะวัฒน์

      ที่ผมถือว่าเป็นครูของผมในการสอนให้ผมใช้และเกิดใน gotoknow  และได้มีโอกาสมาพบคนดีดีใน gotoknow

     ผมเห็นในความมุ่งมั่นและความอุทิศตนของท่านทั้งสอง ในการสร้างสิ่งที่ดีดีให้แก่สังคมไทย และGotoknow นับได้ว่าเป็นสิ่งที่ดีสิ่งหนึ่งที่ปรากฏขึ้นมาในสังคมไทย  

     ดังนั้น การที่ผมจัดงานนี้ขึ้นมาจึงมีแนวคิดที่อยากมีส่วนร่วมในการส่งเสริม Gotoknow ให้เจริญต่อไปยิ่งๆขึ้นและเป็นฐานในการเป็นเวทีของคนดีและเชื่อมโยงในการสร้างคนดีต่อไป  

     เรื่องที่สอง จุดขายของงานนี้ คือ ...คนที่มาร่วมงาน มาด้วยใจ  

      เป็นใจที่เข้าใจกันและเป็นใจที่มีศรัทธาเดียวกัน ที่ผมเรียกว่า เป็นพลังสีขาว (กุศลจิต)

      เป็นการรวมพลังจิตที่พร้อมที่จะให้อย่างที่ไม่เคยปรากฏมาก่อนในงานสัมมนาใดใด ผมขอเรียนในที่นี้ว่าไม่ได้เคยประชุมหรือพูดจากับบรรดา bloggers ที่ผมเชิญมาเป็นวิทยากรเลย นอกจากกลุ่มที่อยู่เชียงใหม่ เพียงแต่ส่งข่าวทาบทามกันในบล็อก

     ก็มีกระแสตอบรับอย่างน่าอัศจรรย์ว่ายินดีมาร่วมงาน ทั้งๆที่วิทยากรบางท่านต้องเดินทางไกลมากจากแทบทุกภาคของประเทศไทยโดยที่ยังไม่ทราบด้วยซ้ำไปว่าผมจะให้รับบทบาททำอะไรบ้าง!  

     ผมขอกราบขอบพระคุณในความมีน้ำใจอย่างสูงส่งของ bloggers ทุกๆท่าน มา ณ ที่นี้อีกครั้งหนึ่ง เป็นความซาบซึ้งในน้ำใจของทุกๆท่าน ที่ได้เห็นท่านทั้งหลายเสียสละ ทุ่มเทในงานนี้อย่างสุดๆและเป็นบทบาทที่ล้วนแสดงออกตามศักยภาพของตนที่มีเนื้อในอยู่อย่างไร ก็แสดงออกไปตามธรรมชาติของตน สร้างความประทับใจให้แก่ผู้มาร่วมสัมมนาทุกท่าน

     ดังปรากฏอยู่ในบันทึกที่หลากหลายสะท้อนกลับมาจนgotoknow ระยะนี้เต็มไปด้วยบันทึกที่มีคำหลักว่า km เชียงใหม่ 

     ผมขอกราบขอบพระคุณ พ่อ ครูบา สุทธินันท์ปรัชญพฤทธิ์ ผู้เป็นต้นแบบของปูชนียบุคคลท่านหนึ่งที่มีน้ำใจงดงามมีจิตคิดจะให้อยู่ตลอดเวลา เป็นผู้ที่มีเมตตาสูง เยือกเย็น น่ารักน่าเคารพและรุ่มรวยอารมณ์ขันอย่างลึกซึ้งหาใครเปรียบ ทำให้มีมุมมองที่แตกต่างที่ลึก คมและขัน จนต้องฮาออกมาเวลาฟังท่านพูด

     ท่านต่อไป คือ นพ. วัลลภ พรเรืองวงศ์ ผมนับถือคุณหมอผ่านทางการรู้จักทางเดียวโดยอ่านบันทึกของท่าน เพราะท่านไม่อนุญาตให้แสดงความคิดเห็น พอเข้าไปอ่านประวัติทำให้ผมทราบว่าท่านสนใจและมีประสบการณ์ปฏิบัติธรรม โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเรื่องอภิธรรมที่นับได้ว่าเป็นคอเดียวกัน จึงอยากเรียนเชิญท่านมา แต่ติดต่อท่านได้ยากมาก จนกระทั่งค้นหาเบอร์ที่ทำงานจากซูซานได้ และโทรไปหาท่าน ท่านก็รับปากทันทีแต่มีประโยคท้ายว่า ...

     “อาจารย์ต้องทำใจนะ หากผมไปไม่ได้...

     ผมจึงตั้งสติไม่ประมาทเพื่อไม่ให้เสียใจตามท่านบอกและผมไม่ได้ติดต่อท่านอีกเลยหลังจากส่งจดหมายเชิญไปแล้ว  

      ในช่วงบ่ายของวันที่ ๑๓ ขณะที่ผมกำลังทำหน้าที่ดำเนินรายการอยู่บนเวทีกับเอกจัตุพร ผมก็เห็นท่านเดินเข้ามาในห้องสัมมนา ใจผมฟูขึ้นมาด้วยธรรมปีติ และฟูขึ้นมาอีกครั้งตอนช่วงวันที่๑๔ ที่ท่านขึ้นเวทีกับดร.ประพนธ์ ท่านบอกว่า

      ไม่รู้ว่าทำไมผมถึงมางานนี้ได้ ทั้งที่ไม่เคยมีโอกาสไปได้เลยสักงาน สงสัยผมเคยทำบุญร่วมกันกับผู้จัดงานเป็นแน่

     และท่านทำหน้าที่ของท่านอย่างคนที่เปี่ยมไปด้วยประสบการณ์ชีวิต ประสบการณ์ทำงานและประสบการณ์ธรรม จนเป็นที่ประทับใจของทุกคนผมยังจำท่าเดินอันกระฉับกระเฉงของท่าน วิธีกินอาหารของท่าน และวิธีพูดที่ออกมาจากจิตที่นิ่ง

      ในช่วงสุดท้ายของการลาจาก ท่านบอกผมว่า เราเป็นศิษย์อาจารย์เดียวกัน  คือ พระอาจารย์เชมเยสะยาดอ อู ชะนาก้า พระอาจารย์วิปัสสนาธุระที่โด่งดังของประเทศพม่าที่ผมเคยนิมนต์มาสอนที่มูลนิธิของผมเป็นประจำทำให้ผมถึงบางอ้อว่า อะไรเป็นจุดชักนำให้เรามามีโอกาสสร้างกุศลร่วมกันได้อีกในคราวนี้ 

     ท่านต่อไปคือ ท่านอาจารย์ beeman 联乐 ที่ผมเองก็ไม่เคยรู้จักตัวท่านเหมือนกัน และไม่ค่อยคุ้นกันทางบันทึกด้วย เพราะไม่ค่อยได้มีโอกาสไปแสดงความคิดเห็นร่วมกัน เพียงแต่เคยเข้าไปอ่านเท่านั้น แต่ผมเห็นว่าท่านเป็นคนที่น่าจะมาร่วมได้จึงเข้าไปโพสข้อความเชิญท่านไว้ที่เมล์ของท่านและทิ้งเบอร์โทรไว้               

      ปรากฏว่าท่าน โทรมาหาและซักถามรายละเอียด ดังปรากฏในบันทึกที่นี่http://gotoknow.org/blog/beesman/111656  และเมื่อท่านบรรยายเสร็จท่านก็กลับไปเขียนบันทึกที่http://gotoknow.org/blog/beesman/119669 นอกจากนั้นท่านยังติดตามข่าวและโทรมาสอบถามผลอยู่ทุกวัน                

     นี่คือ ตัวอย่างกลุ่มคนที่มีใจและมีกุศลร่วมกันครับ (ยังมีต่อ)