การรู้สึกคล้อยตามเป็นเหตุการณ์ทางจิต  เป็นพฤติกรรมภายใน หรือ Covert behavior  แต่เมื่อการรู้สึกนี้แสดงออกมาเป็นการกระทำ  ก็เรียกว่า พฤติกรรมภายนอก  หรือ  Overt behavior  ถ้าเป็น Cognitive Psychology ก็ใช้ทั้งพฤติกรรมภายใน และ พฤติกรรมภายนอก  แต่ถ้าเป็น Behaviorism  ส่วนใหญ่จะใช้แต่ พฤติกรรมภายนอกอย่างเดียว

วัฒนธรรมเป็น "ข้อตกลงของกลุ่ม"  หรือ "กฎต่างๆของกลุ่ม" ที่เกิดจากการยอมรับของสมาชิกในกลุ่ม  และปฏิบัติร่วมกัน  ข้อตกลงของกลุ่มนี้เรียกอีกอย่างหนึ่งว่า "ปทัสถาน"  หรือ Norm ของกลุ่ม  เช่น  ตกลงกันว่า  "การแต่งกายของคนไทยต้องเป็นอย่างนี้"  "เมื่อพบกันก็ยกมือไหว้กันและกัน" ไม่ "เอาแก้มชนกัน"  หรือ "ไม่จับมือกัน" และทักทายกันว่า "สวัสดี" ไม่ใช่ "ฮัลโล้" พูดว่า "เห็นด้วย"  ไม่ใช่ "โอเค" หรือตกลงกันว่า "ยืนตรงเมื่อได้ยินเสียงเพลงชาติเวลา ๘ นาฬิกา" ฯลฯ

ถ้าคนไทยจะเข้าโบสถ์ เห็นคนอื่นๆถอดรองเท้า "เราก็ถอดบ้าง" เรียกว่า "เราคล้อยตาม"ปทัสถานของกลุ่ม  ปทัสถานในที่นี้ก็คือ " ถอดรองเท้าก่อนเข้าโบสถ์" เป็น"ข้อตกลงของกลุ่ม"  ปทัสถานนี้เป็น "วัฒนธรรม"  การที่เรา"คล้อยตามปทัสถานอย่างนี้ ดี "  แต่ "การคล้อยตาม" การตัดผมแบบทรงของพวก "พั้ง" นั้น "ไม่ดี" ครับ  เพราะนั่นไม่ใช้ข้อตกลงของสังคมเรา  ไม่ใช่ปทัสถานของกลุ่มเรา  ไม่ใช่วัฒนธรรมของกลุ่มเรา

การคล้อยตาม "เฮโล"ไปกับวัน "วาเล็นไท" ก็ไม่ดี (สำหรับไทยพุทธ) เพราะนั่นไม่ใช่ "ข้อตกลงของกลุ่มคนไทย"ของเรา

การคล้อยตาม"ฝรั่งที่สวมเสื้อกล้ามเดินในที่สาธารณะ" โดยเราสวมตามบ้างนั้น ก็"ไม่ดี"  เพราะไม่ใช่วัฒนธรรมของเรา

การ"คล้อยตาม" จึงมีทั้ง "ดี"  และ "ไม่ดี"

"การนำ" กับ "การตาม" นั้น หมายถึง "อำนาจ"  โดยที่พวกที่"ถูกเอาอย่าง"  เป็นผู้มีอำนาจเหนือ "ผู้เอาอย่าง"  พวกมีอำนาจกว่า จึงเป็น "ผู้นำ"ของพวก "ผู้เอาอย่าง" หรือ"ผู้คล้อยตาม" !!

เป็นที่น่าสังเกตว่า  "พวกที่สวมเสื้อกล้ามเดินอวดขนรักแร้" ตามที่สาธารณะ หรือ "พวกไว้ผมทรงพั้ง" นั้น "เป็นพวกฝรั่งตะวันตก"  ถ้าให้พวก "ชาวนิวกืนี" มาสวมเสื้อกล้ามเดินตามถนนอย่างนั้นบ้าง  หรือมาไว้ผมทรงพั้งบ้าง  ก็คงไม่มีคนไทย "คล้อยตาม"หรอกครับ  นั่นแสดงว่า "พวกฝรั่ง"มีอำนาจเหนือ "พวกคล้อยตาม"  ซึ่งบางทีพวกนั้นเมื่ออยู่ในประทศของพวกเขา เขาอาจจะเป็นเพียงคนรับจ้างขายน้ำมันตามปั้มก็ได้

เมื่อการคล้อยตามเกิดจาก "ผู้ไร้อำนาจ" คล้อยตาม"ผู้มีอำนาจ"  ก็ย่อมหมายความว่า  "วัฒนธรรมของผู้คล้อยตาม" นั้น "อ่อนแอ" กว่าวัฒนธรรมของ"ผู้มีอำนาจเหนือกว่า"

นี่เป็นตัวอย่างง่ายๆ บางมุม เท่านั้น  ท่านลองสังเกตดูรอบๆตัวท่านให้ทุกวันซีครับ  และคิด  แล้วท่านจะเห็นปรากฏการณ์ทำนองนี้เต็มไปหมดครับ

ทุกปีที่ถึงวันวาเลนไท  ทั้งดารา นักร้อง นักแสดง หรือนักอื่นๆ ที่ดังๆ ก็ฮือฮากันทั่วหน้า  ทีวีก็แพร่ข่าวครึกโครม ทั่วบ้านทั่วเมือง  แม่ค้าดอกไม้ก็ดีใจ  เพราะได้เงินมาก 

การพูดก็ต้องฝรั่งคำไทยคำ  ไม่ใช่จะมีแต่บนถนนนะครับ  แม้แต่ให้ห้องประชุมบางแห่งก็เป็นอย่างนั้นครับ 

แต่พอถึงวันมาฆบูชา  วันพระ  ก็ดูเงียบเหงา  ทีวีก็ไม่ค่อยแพร่ข่าว

นั่นแหละครับเป็นสัญญาณของพฤติกรรมการคล้อยตาม ละครับ

ก็ใครเล่าครับที่เป็นพวกคล้อยตาม ?

ก็พวก ๗๕ % โดยประมาณ จากพื้นที่ภายใต้โค้งปรกติไงละครับ (กรุณาดูบล็อกก่อนหน้านี้ครับ)  คือจากการวิจัยที่น่าเชื่อถือได้ พบว่า มีพวกคล้อยตามราว ๗๕ %  และพวกไม่คล้อยตามง่ายๆ หรือไม่คล้อยตามเลย  มีราว ๒๕ %

ถ้าเราเอาคนไทยราว ๖๓,๐๐๐,๐๐๐ คน  x  ๗๕ % ก็จะได้ราว ๔๗ ล้านคนครับ  นั่นคือ เป็นพวกคล้อยตามราว ๔๗ ล้านคนนะคับ มากเอาการอยู่   ส่วนที่ไม่คล้อยตามก็มีเพียงประมาณ ๖๓ ล้าน - ๔๗ ล้าน = ๑๖ ล้านคน !!

ผู้ทำลายวัฒนธรรม มากกว่า ผู้รักษาวัฒนธรรมมากมายนะครับ  อย่างนี้แล้ว "จะเอาไว้อยู่"ได้อย่างไรละครับ

มิน่าเล่าที่บางประเทศพยายามอย่างยิ่งที่จะสร้าง"อำนาจ" พยายามกันแข่งขันสร้าง "อำนาจ" !!  เพราะอานิสงค์ของอำนาจมันมากมายเหลือคณานับ !!!

เพราะคนในเผ่าพันธุ์ของพวกเขา ไม่ว่าระดับใด  ก็จะมีอำนาจทำให้ "คนเผ่าพันธุ์อื่นคล้อยตาม" ได้เสมอ

เมื่อเป็นเช่นนี้แล้ว  เรายังจะรีรออะไรอยู่อีกหรือ ?

หรือว่าเราต้องการเพียงเรียกร้อง"หาลูกพี่" ก็พอใจแล้ว ???

เป็นหน้าที่ของกระทรวงวัฒนธรรม,  กระทรวงศึกษาธิการ, เฮ้อ - ทุกกระทรวงแหละครับ ที่จะต้องเหนื่อยกันละครับ