คนไข้สงเคราะห์

เธอบอกว่า ต่อไปนี้จะไม่มา KK อีก ผมก็เลยพูดว่า เสียใจด้วยครับ เพราะไม่รู้จะพูดว่าอย่างไรต่อได้อีก
วันที่ 1 สิงหาคม 2550 เป็นวันพุธของสัปดาห์ที่ 13 เหลืออีก 105 วันก็เรียนจบแล้ว นับไปเรื่อยๆครับ เป็นยาบำรุงหัวใจ เมื่อเรารู้จุดหมายปลายทาง เรามักจะมีแรงเดินต่อไปเสมอ ทั้งนี้ยังรู้อีกว่าที่ปลายทางนั้นดีและจะมีความสุขมากแค่ไหน                เนื่องจากวันนี้เป็นต้นเดือน จึงมีการปรับเปลี่ยนตารางการทำงานเล็กน้อย ผมยัง round คนไข้วอร์ดเดิม กับคุณหมออาร์ลีนคนเดิม (หลังๆนี้ เราเรียกเธอว่าอนิต้าครับ) แต่เปลี่ยนหัวหน้าเป็นชาพาลีแทนอาร์เธอ ผมก็เลยรู้สึกเฉยๆครับ เพราะว่าสนิทกันทั้ง 2 คน อาร์ลีนน่าจะดีใจกว่าผม เพราะว่าเธอกับอาร์เธอไม่ถูกกันสักนิดเดียว พูดถึงเรื่องถูกกันหรือไม่นี้ ผมมักจะภูมิใจในตัวเองอยู่เสมอๆ เพราะแม้ว่าจะไม่ชอบใครก็สามารถทำงานกับเขาไปได้เรื่อยๆ ถือซะว่าพระเจ้ากำลังทดสอบเรา ท้อบ้างก็ไม่นานเกินสัปดาห์ ส่วนดันดีอยู่กับอาร์เธอและ MO คนใหม่ ชื่อว่านาตาลี เธอคนนี้เป็นสาวจีน เก่ง เร็ว และสมาร์ทในสายตาผมครับ                 round ตอนเช้า พาลให้มีเรื่องหงุดหงิดจนได้ เพราะว่าเมื่อวานเรามีคนไข้หลังผ่าตัดเข้ามานอนซ้ำ (re-admission) เนื่องจากมีภาวะแทรกซ้อนหลังผ่าตัด ผมคิดว่าเธอมีปัญหาลำไส้เล็กอุดตัน แต่การดูแลของคุณหมอผู้รับผิดชอบวอร์ดนั้นดูแลคนไข้ไม่ถูกใจผมเลยแม้แต่น้อย แต่ก็ได้แค่หงุดหงิดครับ ไม่ได้คิดจะด่าใคร ไม่ได้บ่นใส่ใคร จะสอนใครก็ไม่ได้ เพราะไม่มีใครสนใจจะมาดูร่วมกันเลย ลองนึกดูนะครับว่า ถ้าวันนี้อาร์เธอมา round กับผม จะเกิดอะไรขึ้น ผมล่ะไม่อยากนึก                 วันนี้ตรวจคนไข้ที่คลินิกทั้งวันเหมือนเดิม แต่มีเรื่องน่าเศร้าเกิดขึ้นอีกแล้ว                 คนไข้ผู้หญิงคนหนึ่ง เธออายุ 41 ขวบปี มีปัญหาเรื่องปัสสาวะบ่อย เธอมาที่นี่ครั้งแรกเมื่อเดือนเมษายน ได้รับการวินิจฉัยว่า กระเพาะปัสสาวะไวเกิน ในครั้งแรกนั้นเธอปฏิเสธที่จะใช้ยาในการรักษา เลยได้รับคำแนะนำให้ลดการดื่มกาแฟ (เธอดื่มวันละประมาณ 4 แก้ว) ให้จดบันทึกการดื่มน้ำ การปัสสาวะ และแนะนำให้ฝึกกล้ามเนื้อช่องคลอด มาวันนี้อาการเธอไม่ได้ขึ้นเลย กาแฟยังดื่มเท่าเดิม ไม่จดบันทึกการปัสสาวะมาให้เราดู ไม่ฝึกกล้ามเนื้อช่องคลอด ไม่อยากกินยา เล่นเอาแบบนี้ผมถึงกับอึ้ง จึงไปปรึกษาครูลีเช่นเดิม ท่านเข้ามาก็แนะนำเหมือนกับที่ผมได้ทำไว้แล้ว คนไข้ก็ดูเหมือนว่าไม่สนใจวิธีที่บอก เธอบอกว่าตอนนี้เธอมีปัญหาเหมือนกับมีก้อนในช่องคลอดเพิ่มขึ้นมา เราก็อธิบายว่าเป็นเพราะช่องคลอดส่วนหลังหย่อน (rectocele) ซึ่งเมื่อ 4 เดือนก่อนคนไข้ไม่บ่นเรื่องอาการนี้ (แต่เราตรวจพบอยู่แล้ว ที่ไม่ผ่าตัดรักษาเพราะไม่มีอาการ) เราบอกเธอต่อว่าการผ่าตัดอาจจะช่วยเรื่องความรู้สึกหย่อนนี้ได้ แต่รักษาภาวะปัสสาวะผิดปกติไม่ได้ ครูผมพูดด้วยน้ำเสียงปกติราบเรียบ ตบท้ายด้วยคำพูดว่า หากคุณไม่ปฏิบัติตามที่เราแนะนำ แล้วจะให้เราทำอย่างไร หากไม่สบายใจก็อาจจะให้กลับไปคิดก่อนที่บ้านว่าจะรับการรักษาหรือไม่ หากได้ข้อสรุปแล้วค่อยมาใหม่ก็ได้ เราไม่นัดแล้ว แล้วก็ออกไป ไม่นานนักคนไข้ผมก็เริ่มเงียบและตาแดง น้ำตาไหลพราก ผมพร่ำบ่นกับตัวเองในใจว่า ทำไมหนอ เราจึงได้เจอแต่คนไข้ร้องไห้ ผมจึงเริ่มอธิบายทำความเข้าใจกับคนไข้ใหม่ และให้โอกาสเธอระบาย เธอบอกว่า ที่ผมอธิบายเรื่องโรคน่ะ เธอเข้าใจ แต่ที่ร้องไห้เพราะเสียใจ นี่คงเป็นเพราะว่าเธอเป็นคนไข้ subsidize จึงได้รับการดูแลแบบนี้ ผมถึงกับอึ้งกิมกี่ ไม่รู้ว่าจะพูดอะไรต่อได้อีก ตั้งหลักสักพักจึงได้อธิบายให้เธอฟังถึงมาตรฐานที่คนไข้จะได้รับการดูแลรักษาที่นี่                 ผมเองก็ปวดใจครับ เพราะที่นี่เขานับถือลัทธิทุนนิยมครับ ใครจ่ายแพงย่อมได้รับการบริการอย่างดีจาก consultant อยู่แล้ว แต่อย่างไรก็ตามคนที่จ่ายน้อยก็ย่อมได้รับบริการในแบบเดียวกัน เพียงแต่พวกผมดูแลเท่านั้นเอง คนไข้บางคนก็ติดใจพวกผม อย่างเมื่อวานนั่นประไร เรื่องมันมีอยู่ว่า เมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมาขณะที่ผมกำลังผ่าตัดอยู่นั้น Tammy ซึ่งเป็นผู้ช่วยคลินิกโทรมาหาผม บอกว่ามีคนไข้ต้องการตรวจแต่เฉพาะกับผมเท่านั้น ไม่ยอมตรวจกับครูหาญ ผมจึงนัดให้มาเมื่อวาน เธอก็มาตามนัดหิ้วขนมมาให้ผมด้วย คนไข้คนนี้เธอเป็นคนแก่ที่คุยสนุก แกไม่ชอบครูหาญจึงไม่ยอมเข้าพบครู ผมเลยต้องรับหน้าที่ตรวจแทน เธอแค่อยากจะมาเล่าอาการ เล่าความทุกข์ร้อนให้ฟังก็แค่นั้นเอง ค่ารับฟังคือขนมถุงใหญ่ อร่อยเสียด้วยครับ                มาถึงคนนี้ต่อ เธอเสียใจที่ได้รับบริการที่ไม่ดี ซึ่งผมเองก็ยังไม่รู้เหมือนกันว่าไม่ดีตรงไหน ครูก็ไม่ดุ แต่อาจจะพูดแทงใจดำเข้าให้ เธอบอกว่า ต่อไปนี้จะไม่มา KK อีก ผมก็เลยพูดว่า เสียใจด้วยครับ เพราะไม่รู้จะพูดว่าอย่างไรต่อได้อีก

บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย  ใน ผมเอง

คำสำคัญ (Tags)#แพทย์#เรียนต่อ#สิงคโปร์#subsidize

หมายเลขบันทึก: 116186, เขียน: 01 Aug 2007 @ 21:18 (), แก้ไข: 11 Feb 2012 @ 19:44 (), สัญญาอนุญาต: สงวนสิทธิ์ทุกประการ, ความเห็น: 11, อ่าน: คลิก


ความเห็น (11)

  • สวัสดีค่ะ อาจารย์
  • นับวันจบจริงๆด้วย
  • อาชีพแพทย์ก็น่าเห็นใจนะคะ หลายคนที่ทำงานโรงบาลจึงไม่ค่อยอยากให้ลูกหลานเรียนแพทย์ แต่อาชีพนี่ละคะ ในเมืองไทยที่นับถือมากที่สุดค่ะ
  • เพื่อคนไข้ค่ะ อาจารย์ :-)) ให้กำลังใจค่ะ

สวัสดีครับป้า P

ที่นับวันจบ หมายความได้ถึงหลายประเด็นครับ

เบื่อเหลือเกิน : ก็ไม่ถึงกับเบื่อครับ เพราะว่ามีความสนุกปนอยู่ด้วยประมาณ 50%

ไม่สนุกกับการเรียนแล้ว : อันนี้ไม่ถูก

อยากกลับบ้าน : ถูก 100% ครับ คิดถึงลูกเมีย ยิ่งคุณแป้ง ลูกสาวคนโตด้วยแล้ว เธอถามทุกคืนเลยว่า อีกกี่วันพ่อจะกลับ นี่จึงเป็นที่มาของการนับถอยหลังครับ

อ่านแล้วคิดถึงว่าการเป็นแพทย์ที่ดีนี่ต้องมีครบทั้งอิทธิบาท 4 จริงๆนะคะ จึงจะเป็นได้นานๆโดยไม่ทำร้ายตัวเอง ยิ่งถึงขั้นคุณคนไข้คนนี้ (ที่ไม่คิดถึงบทบาทที่ตัวเองควรทำให้ตัวเอง แต่ไปคาดหวังให้คนอื่นทำอะไรเพื่อตัวเขานี่) ไม่ว่าจะเป็นแพทย์ที่ดีขนาดไหนก็คงทำได้แค่วาง อุเบกขา จึงจะเหมาะจริงๆ

ขอบคุณอ.หมอแป๊ะที่มีเรื่องดีๆมาเล่าทุกวันค่ะ

ขอบคุณครับ

พูดถึงเรื่องอุเบกขาแล้วต้องระวังเหมือนกันครับพี่โอ๋

อุเบกขา ไม่ใช่การวางเฉยชนิดที่ว่าเราไม่ทำอะไรเลย

แต่อุเบกขา น่าจะหมายถึง ความเข้าใจ empathy อะไรเทือกนี้ เห็นเขามีความทุกข์ ไม่ใช่หมายความว่าเราแค่รับทราบโดยปราศจากอารมณ์ เราสามารถช่วยเขาได้โดยไม่เอาอารมณ์เขามาเป็นอารมณ์ของเราต่างหาก ใช่ไหมครับ

ว่าแล้วก็นึกได้ว่าปล่อยไก่ตัวเบ้อเริ่มเลยล่ะค่ะ จะพูดถึงพรหมวิหาร 4 หรอกไม่ใช่ ฉันทะ วิริยะ จิตตะ วิมังสา

และประเด็นเรื่อง อุเบกขานี่ คุณ Handy ท่านได้กรุณาอธิบายเอาไว้ให้ 3 หนุ่มของพี่เข้าใจ และเรา (พี่กับลูกวั้น) ก็ได้พูดถึง อุเบกขา แบบที่เราคิดเหมือนกันค่ะ น่าจะใกล้เคียงกับที่อ.หมอแป๊ะว่า ลองอ่านที่บันทึกนี้ แล้วมาถกกันต่อนะคะ  

555 อย่าว่าแต่พี่เลยครับ ผมก็ไม่เคยสนใจหรอกว่าจะเรียกว่า พรหมวิหาร หรืออิทธิบาท ๔ นี่แหละคือความล้มเหลวของศาสนาเรา มัวแต่ใช้ศัพท์แสงที่ยากมากมาย จนคนที่เรียนหรือศึกษาไม่จนรู้ว่าจะจำไปทำไม

ผมเองไม่เคยอ่านหรือศึกษาเลยครับ อาศัยคุยกับคนอื่นมากๆ ฟังเขามากๆ ผมมีเพื่อที่อ่านมาก เลยรู้กว้างไปด้วย

ขอหัวเราะร่วมกันอีกทีครับ

ไปอ่านตามลายแทงของพี่มาแล้วครับ รู้สึกว่าอาจารย์ handy นี่น่าทึ่งครับ เขียนเรื่องยากๆให้อ่านได้ง่ายๆครับ

ถ้า 2 สาวของอ.หมอแป๊ะต้องเข้าโรงเรียนปกติแล้วเรียนวิชาพื้นฐานเมื่อไหร่ละก้อ จำได้แน่ๆค่ะ เพราะพี่ก็จำได้เพราะลูกเรียนนี่แหละค่ะ 3 หนุ่มเขาไม่เรียนพิเศษกัน แต่ชอบใช้วิธีมาให้แม่ทายให้ หรือไม่ก็ให้ช่วยอธิบาย เราก็เลยต้องเรียนไปด้วยกันค่ะ แต่การได้เรียนรู้ไว้ก็ทำให้เราเข้าใจอะไรๆได้เร็วกว่าไปค้นพบเอาเองนะคะ คำสอนทางพุทธศาสนาที่อ่านง่าย เข้าใจง่ายมักจะมาจากสวนโมกข์ค่ะ (จริงๆปกติเท่าที่อ่านบันทึกคอ.หมอแป๊ะมา รู้สึกเราจะคิดเห็นและปฏิบัติคล้ายๆกันในเรื่องเกี่ยวกับศาสนาพุทธค่ะ) 
เดี๋ยวถ้าหนูแป้งกับน้องจ้าเข้าโรงเรียนปกติที่เขาสอนวิชาศีลธรรมเมื่อไหร่ อาจารย์ก็อาจจะได้เรียนไปด้วยเหมือนพี่ก็ได้ค่ะ 3 หนุ่มของพี่เขาไม่เรียนพิเศษแต่ใช้วิธีให้แม่ถามหรืออธิบายกันเอง เราก็เลยได้เรียน ได้รู้ได้จำไปด้วยค่ะ พี่โอ๋ก็ไม่นิยมหนังสือศาสนาสักเท่าไหร่เหมือนกันค่ะ (อ่านจากหลายๆบันทึกของอาจารย์ ก็คิดว่าเราพวกเดียวกันนั่นแหละค่ะ) ที่เคยอ่านแล้วชอบก็น่าจะเป็นหนังสือของท่านพุทธทาสน่ะค่ะ

เมื่อตอนอยู่ม.๕ ผมจำได้ว่า ต้องไปสอบท่องอาราธนาศีล, อารธนาธรรม ในวิชาพุทธศาสนา ต้องท่องศีล ๕ จนขึ้นใจ และอีกมากมายท่อง แต่ไม่เคยถูกสอนเลยว่า มันสำคัญอย่างไร มีความหมายว่ายังไง

ผมไม่รู้ว่าตอนนี้ที่โรงเรียนเขาสอนกันยังไงนะครับ ถ้ายังคงใช้ภาษายากๆอยู่เหมือนเดิม ก็ อะมิตาพุทธ

เสียใจจังค่ะที่ต้องบอกอ.หมอแป๊ะว่า ยังเมื้อน...เหมือนเดิมเลยล่ะค่ะ ท่องแหลก อะไรๆก็ท่อง (แม้แต่ภาษาอังกฤษ) ลูกพี่คนเล็ก บอกว่า "แม่รู้มั้ย ฟุงตอบภาษาอังกฤษแบบที่ไม่ตรงกับที่ครูให้ท่อง แต่ความหมายเดียวกันนั่นแหละ ครูให้ผิด" ก็เลยบอกลูกว่า ไม่เป็นไรหรอก คะแนนไม่มีผลอะไรนักหนาขอให้ลูกรู้ว่า ที่ถูกคืออะไร ผิดเพราะอะไรแม่ก็ว่า โอเคแล้ว น้องฟุงเรียนสบายมากค่ะ จำลูกเดียว ง่ายจะตาย บอกว่าครูไม่ค่อยชอบให้ถาม

เห็นแล้วว่าระบบการเรียนบ้านเราทำให้เด็กขาดความช่างคิดค่ะ ดีที่ลูกๆพี่ทั้ง 3 คนเขารู้มาแล้ว เพราะเราคุยกันไว้เยอะ เพราะฉะนั้นเขาจะปรับตัวได้ง่าย ระบบโรงเรียนเขาก็เรียนผ่านได้สบายๆ เพราะเราก็ไม่เข้มงวดอะไร สอบให้ผ่านก็พอ อะไรที่น่าสนใจเขาก็จะหาอ่านเพิ่มเติมเอาเองอยู่แล้ว อะไรที่เราเห็นว่าน่าจะเพิ่มเติมให้ก็ใช้วิธีคุยให้ลูกฟังมากกว่า ถ้าเป็นสิ่งที่เขาสนใจเขาก็จะถามเรา หรือไปหาอ่านเอาเองต่อ

เห็นแค่นั้นก็สบายใจแล้วค่ะ ก็มีบ้างที่เขามาบ่นเรื่องครู เราก็ได้แต่อธิบายกันไป และยืนยันว่าเราเข้าใจลูก ไม่ต้องวิตกกังวลอะไร เขาก็สบายๆกันดีค่ะ ไม่เก่งมากเกินไป แต่ก็ไม่เป็นบ๊วยๆ รู้จักเอาตัวรอดได้ดี

พี่เป็นแม่ที่บอกให้ลูกลอกการบ้านเพื่อนได้ ถ้าทำไม่ได้ ไม่เข้าใจจริงๆ แต่ให้เพื่อนอธิบายให้ลูกเข้าใจด้วย  และสอนให้เขาสอนเพื่อนด้วยถ้าเพื่อนต้องลอกเขา เพราะบางอย่างมัวแต่ทู่ซี้ทำทั้งๆที่ไม่เข้าใจก็จะอารมณ์เสียไปเปล่าๆ ไปอ่านหนังสือ พักผ่อนสบายใจกว่า

ฮ่า ฮ่า สวัสดีโรงเรียนไทยครับ

เจ้าประคู๊น อย่าให้ลูกผมเจออย่างนี้เลยนะคร๊าบบบบบ

แต่ถึงเจอ ผมก็ไม่สนใจครับ ผมคิดอยู่เสมอว่า เราสอนลูกได้ดีกว่า (ในบางเรื่องครับ บางเรื่องครูเก่งกว่า)