Critical Issues of HRD - โดยนายอรรณพ ผลแจ้ง รหัส 507 83260 38

                   

                   

                    ด้วยวัตถุประสงค์ พรบ.ส่งเสริมการพัฒนาฝีมือแรงงาน พศ. 2545 มีขึ้นเพื่อส่งเสริมและสนับสนุนให้สถานประกอบการภาคเอกชน(ที่มีลูกจ้าง 100 คนขึ้นไป) มีส่วนร่วมในการพัฒนาฝีมือแรงงานให้มากยิ่งขึ้น โดยการใช้มาตราการจูงใจ ด้านการยกเว้นและลดหย่อนภาษีอากร รวมทั้งการให้สิทธิและประโยชน์ในด้านต่างๆ โดยปรับปรุงสิทธิและประโยชน์ในกรณีที่นายจ้างและสถานประกอบการดำเนินการฝึกอบรมแรงงานให้กับลูกจ้างของตนเองให้มีความเหมาะสมและเพิ่มมากขึ้น               

                   ดังนั้นในการจัดอบรมเพื่อพัฒนาพนักงาน ฝ่ายนายจ้างหรือฝ่ายพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ หรือฝ่ายที่เกี่ยวข้องควรคำนึงถึงหลักเกณฑ์ และกำหนดเงื่อนไขต่างๆ ให้เหมาะสมกับ พรบ.ส่งเสริมการพัฒนาฝีมือแรงงาน พ.ศ. 2545  รวมถึงให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุดกับฝ่ายนายจ้างและลูกจ้าง                

                    โดยในการบังคับใช้ พรบ.ส่งเสริมการพัฒนาฝีมือแรงงาน พ.ศ. 2545 นั้นได้ลงประกาศในราชกิจจานุเบกษา ฉบับกฤษฏีกา เล่ม 119 ตอนที่ 98/1ก วันที่ 1 ตุลาคม 2545 มีผลบังคับใช้เมื่อพ้นกำหนด 120 วันนับแต่วันประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป โดยมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 29 มกราคม 2546 ซึ่งในสาระสำคัญของพรบ.ส่งเสริมการพัฒนาฝีมือแรงงาน พ.ศ. 2545 มีแบ่งออกเป็น 3 หมวดหมู่คือ การฝึกยกระดับฝีมือแรงงาน, การฝึกเตรียมเข้าทำงาน และการฝึกเปลี่ยนสาขาวิชาชีพ  ซึ่งในที่นี้ผู้เขียนขอยกประเด็นที่เกี่ยวข้องกับงาน Human Resource Development โดยตรงคือ การฝึกยกระดับฝีมือแรงงาน

                    ซึ่งประเด็นที่สำคัญของ พรบ.ส่งเสริมการพัฒนาฝีมือแรงงาน พ.ศ. 2545 ได้อธิบายเกี่ยวกับการได้สิทธิลดหย่อนภาษีอากรได้เป็นกรณีพิเศษ สำหรับค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นในกรณีการฝึกยกระดับฝีมือแรงงาน  ตามพระราชกฤษฏีกาที่ออกตามประมวลรัษฏากร โดยฝ่ายสถานประกอบการจะต้องมีการจัดอมรมพัฒนาฝีมือแรงงาน ซึ่งมีหลักเกณฑ์รายละเอียดโดยย่อดังนี้คือ

·        การฝึกยกระดับฝีมือแรงงาน โดยกรณีส่งไปฝึกกับสถานศึกษา/สถานฝึกอบรมฝีมือแรงงาน และกรณีจัดฝึกเอง/จ้างจัดฝึก

1.        ระยะเวลาในการดำเนินการนับตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม ถึง 31 ธันวาคม ของปีนั้นๆ

2.       หลักสูตรที่จัดขึ้นต้องมีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาฝีมือแรงงานให้มีความรู้ ความสามารถ ทักษะ และทัศนคติที่ดีต่อการปฏิบัติงานเพิ่มขึ้นตามสาขาอาชีพที่ลูกจ้างนั้นปฎิบัติงานอยู่ตามปกติหรือสาขาอาชีพอื่นเพิ่มเติมนอกเหนือจากลักษณะงานที่ปฎิบัติอยู่ตามปกติ

3.       เนื้อหาวิชาหลักสูตรต้องมีความสอดคล้องและเป็นประโยชน์กับกิจการของสถานประกอบกิจการนั้นหรือเพื่อประโยชน์ต่อลูกจ้างที่จะพัฒนา ไปสู่การทำงานในสาขาอาชีพอื่นเพิ่มเติมได้

4.       ระยะเวลาในการฝึกอบรมต้องสอดคล้องกับหลักสูตร และระยะเวลาไม่น้อยกว่า 6 ชั่วโมง

5.        จำนวนผู้รับการฝึกต้องไม่เกินกลุ่มละ 50 คน

6.       สถานประกอบการต้องจัดให้มีการฝึกอบรมฝีมือแรงงานไม่น้อยกว่าครึ่งหนึ่งของลูกจ้างทั้งหมด (โดยไม่นับซ้ำหัว) เช่น บริษัท A จำกัด มีลูกจ้างจำนวน 500 คน ดังนั้นบริษัท A จำกัด ต้องดำเนินฝึกอบรมให้กับพนักงานในบริษัทอย่างน้อย 250 คน (โดยไม่นับซ้ำหัว)

7.        ในขั้นตอนดำเนินการขอสิทธิลดหย่อนภาษีอากรได้เป็นกรณีพิเศษ สำหรับค่าใช้จ่ายที่ใช้ไปในการจัดให้มีการฝึกอบรมฝีมือแรงงานของสถานประกอบการนั้นๆ ต้องปฏิบัติและดำเนินการตามขั้นตอนที่ทางกรมพัฒนาฝีมือแรงงานได้กำหนดไว้ตามคู่มือพรบ.ส่งเสริมการพัฒนาฝีมือแรงงาน พ.ศ. 2545

8.        บทลงโทษในกรณีที่สถานประกอบการไม่ปฏิบัติตามพรบ.ส่งเสริมการพัฒนาฝีมือแรงงาน พ.ศ. 2545 สถานประกอบการนั้นๆ ต้องจ่ายค่าปรับตามจำนวน 3,990 บาทต่อคน เพื่อสมทบเข้ากองทุนพัฒนาฝีมือแรงงาน กระทรวงแรงงาน

ดังตัวอย่างเช่น บริษัท A จำกัด มีลูกจ้างจำนวน 500 คน หากบริษัท A จำกัด ดำเนินฝึกอบรมให้กับพนักงานในบริษัทแค่เพียง 200 คน ซึ่งจำนวนดังกล่าวไม่ถึงครึ่งหนึ่งของจำนวนลูกจ้างทั้งหมด ดังนั้นบริษัท A จำกัดต้องจ่ายค่าปรับโดยนับจำนวนลูกจ้างที่ขาดไปโดยเป็นจำนวนเงินดังนี้คือ : 50(คน) X 3,990(บาท) = 199,500บาท

                    ดังที่กล่าวไว้ตอนต้นเกี่ยวกับ พรบ.ส่งเสริมการพัฒนาฝีมือแรงงาน พ.ศ. 2545  ที่เกี่ยวข้องโดยตรงกับสถานประการภาคเอกชนที่มีลูกจ้างตั้งแต่ 100 คนขึ้นไป ซึ่งต้องปฏิบัติและดำเนินการอย่างเคร่งครัด ซึ่งจากข้อมูลที่ผู้เขียนได้ศึกษามานั้นสามารถสรุปจำนวนสถานประกอบการ และจำนวนแรงงานต่างๆ ได้ดังตาราง (โดยอ้างอิงจากข้อมูลสำนักงานประกันสังคม พ.ศ. 2548)

ประเภทสถานประกอบการ

สถานประกอบการที่มีลูกจ้างตั้งแต่ 1 คนขึ้นไป   สถานประกอบการที่มีลูกจ้างตั้งแต่ 100 คนขึ้นไป
จำนวน   จำนวน
สถานประกอบการ แรงงาน   สถานประกอบการ แรงงาน
สถานประกอบการ : ทั่วประเทศไทย 362,559 8,225,477   13,333 4,855,153
สถานประกอบการ : กรุงเทพมหานคร 135,963 2,884,459   4,451 1,596,477

                     ตารางแสดงการเปรียบเทียบระหว่างจำนวนสถานประกอบการและจำนวนแรงงาน ในกรณีที่มีสถานประกอบการมีลูกจ้างตั้งแต่ 1 คนขึ้นไป และสถานประกอบการมีลูกจ้างตั้งแต่ 100 คนขึ้นไป               

                    ซึ่งจากตารางพบว่าจำนวนสถานประกอบการทั่วประเทศไทยที่มีลูกจ้างตั้งแต่ 100 คน มีเพียงร้อยละ 3.68 เมื่อนำไปเปรียบเทียบกับจำนวนสถานประกอบการทั่วประเทศไทยที่มีลูกจ้างตั้งแต่ 1 คนขึ้นไป  แต่ในทางกลับกันจำนวนแรงงานของสถานประกอบการทั่วประเทศไทยที่มีลูกจ้างตั้งแต่ 100 คนมีร้อยละ 59.03 เมื่อนำไปเปรียบเทียบกับจำนวนแรงงานของสถานประกอบการทั่วประเทศไทยที่มีลูกจ้างตั้งแต่ 1 คนขึ้นไป

                    นอกจากนี้จำนวนสถานประกอบการในกรุงเทพมหานครที่มีลูกจ้างตั้งแต่ 100 คน มีเพียงร้อยละ 3.27 เมื่อนำไปเปรียบเทียบกับจำนวนสถานประกอบการในกรุงเทพมหานครที่มีลูกจ้างตั้งแต่ 1 คนขึ้นไป  และจำนวนแรงงานของสถานประกอบการในกรุงเทพมหานครที่มีลูกจ้างตั้งแต่ 100 คนมีร้อยละ 55.35 เมื่อนำไปเปรียบเทียบกับจำนวนแรงงานของสถานประกอบการในกรุงเทพมหานครที่มีลูกจ้างตั้งแต่ 1 คนขึ้นไป

                    จากข้อมูลดังกล่าวที่ผู้เขียนได้นำเสนอนั้น จะเห็นได้ว่าพรบ.ส่งเสริมการพัฒนาฝีมือแรงงาน พ.ศ. 2545 นั้นมีความตั้งใจและพยายามในการที่จะช่วยเหลือให้แรงงานในประเทศไทยได้รับการพัฒนา ทั้งนี้เพื่อเป็นประโยชน์กับสถานประกอบการนั้นๆ แล้ว ยังเป็นการยกระดับแรงงานในประเทศไทยให้มีศักยภาพ และมีความทัดเทียบกับแรง....งานในประเทศต่างๆ

ดังนั้นหากมองในมุมมองของกระทรวงแรงงาน หรือในฐานะฝ่ายวางแผนนโยบายในการออก พรบ.ส่งเสริมการพัฒนาฝีมือแรงงาน พ.ศ. 2545 นั้น วิธีการนี้เป็นวิธีการที่ดีในการที่จะช่วยให้เกิดการพัฒนาแรงงานในประเทศไทยขึ้น อย่างน้อยซึ่งก็เป็นการลดภาวะการเอารัดเอาเปรียบที่นายจ้างมีต่อลูกจ้าง รวมถึงการสร้างคุณค่าต่อตัวแรงงาน และส่งผลดีต่อภาพรวมของเศรษฐกิจด้วยเช่นกัน หากแต่เพียงว่าจุดอ่อนของพรบ. พัฒนาฝฝีมือแรงงาน 2545 นี้ มีผลบังคับใช้แค่องค์กรที่มีลูกจ้างตั้งแต่ 100 คนขึ้นไปเท่านั้น นั่นก็หมายความว่า หากองค์กรใดที่มีลูกจ้างต่ำกว่า 100 คน การพัฒนาลูกจ้างขององค์กรนั้นๆ จะเกิดขึ้นได้หรือไม่ก็เพียงแค่ขึ้นอยู่กับนายจ้าง...

ส่วนในมุมมองของฝ่ายสถานประกอบการ หรือฝ่ายนายจ้าง หรือฝ่ายปฎิบัตินั้นนอกจากจะเป็นการโดนบังคับโดยผ่านพระราชบัญญัติแล้ว สถานประกอบการต่างๆต้องปฏิบัติตามกฏเกณฑ์ต่างๆที่ทางกระทรวงแรงงานได้กำหนดไว้อย่างเคร่งครัด ทั้งนี้เช่น แบบฟอร์มต่างๆที่มีมากกว่า 20 แบบฟอร์ม ที่เกี่ยวข้องกับ พรบ.ส่งเสริมการพัฒนาฝีมือแรงงาน พ.ศ. 2545 นี้ นอกจากนี้รายละเอียดต่างๆในแบบฟอร์ม ยังคงต้องกรอกให้ครบสมบูรณ์ทั้งหมด เช่น เลขที่บัตรประจำตัวประชาชน คำนำหน้าชื่อ รายละเอียดข้อมูลต่างๆ ฯลฯ นั่นก็แสดงให้เห็นว่าหากองค์กรใดที่ยังไม่มีระบบในการจัดเก็บข้อมูลในเรื่องที่เกี่ยวข้องนี้แล้ว ย่อมหมายถึงภาระหน้าที่ของฝ่ายนายจ้าง โดยเฉพาะฝ่ายทรัพยากรบุคคลในการรวบรวมข้อมูลต่างๆ ส่งให้กับทางกระทรวงแรงงาน

ซึ่งแต่หากมองในอีกมุม พรบ.ส่งเสริมการพัฒนาฝีมือแรงงาน พ.ศ. 2545 ก็เปรียบเสมือนหลักประกันขั้นพื้นฐานอันหนึ่ง ที่ลูกจ้างจะได้รับการพัฒนาโดยผ่านการอบรมในเรื่องต่างๆ โดยสถานประกอบการนั้นๆ อย่างน้อยก็เพื่อเป็นการสร้างคุณค่าให้กับแรงงาน สร้างคุณค่าให้กับผลผลิต และสร้างคุณค่าให้กับเศรษฐกิจไทยครับ

  ***************************************************************************     

ข้อมูลอ้างอิง

: สาระสำคัญ พรบ.ส่งเสริมการพัฒนาฝีมือแรงงาน พ.ศ. 2545

: The Summary of Social Security Statistics 2005

: สำนักงานประกันสังคม (www.sso.go.th)

: กรมพัฒนาฝีมือแรงงาน: กระทรวงแรงงาน