ผู้ได๋เสพมีความผิด คิดอันได๋ ให้หมองไหม้ ภัยร้ายให้มากมี

จะว่าไปแล้ว  ระยะหลังดูเหมือนว่าบันทึกของผมจะออกทะเลไปมากโข  นั่นหมายถึงว่า  ผมไม่ค่อยได้ทำหน้าที่  คนเล่าเรื่อง  อันเกี่ยวเนื่องกับกิจกรรมของนิสิตและมหาวิทยาลัยอย่างที่ควรจะเป็นเท่าใดนัก  เพราะที่จริงแล้วเจตนาแรกเริ่มของการเป็นชาวบล็อก   ผมเองก็ตั้งใจแรงกล้าว่าจะบอกกล่าวเล่าแจ้งวิถีกิจกรรมของชาวมหาวิทยาลัยฯ ไปสู่สาธารณชนให้เต็มที่

  

ถึงวันนี้,  พบว่ามีกิจกรรมหลายกิจกรรมที่ผ่านเลยไปโดยที่ผมไม่ได้หยิบยกมาเขียนบันทึก  บางเรื่องมีนิสิตหลายท่านฝากไว้เพื่อให้ผมนำมาตัดแต่งลงใน บันทึก  แต่จนแล้วจนรอด   ผมก็ออกทะเลอยู่ร่ำไป ..

 

    

(๑)

   

26  มิถุนายนที่ผ่านมา,  เป็นอีกกิจกรรมที่หล่นหายไปจากบันทึกผมอย่างน่าเจ็บใจ   กล่าวคือ  ในวันดังกล่าวเป็นกิจกรรมที่ทางจังหวัดได้จัดขึ้นเพื่อประกาศเจตนารมณ์ในการต่อต้านยาเสพติด  ซึ่งภาคส่วนราชการต่าง ๆ  ต้องขับเคลื่อนมวลชนเข้าสู่กระบวนการนั้นเพื่อให้เกิด ภาพ  ตามนโยบายของบ้านเมือง

   

แต่สำหรับ เรา  ซึ่งหมายถึงมหาวิทยาลัยมหาสารคาม  กลับไม่ใช่แค่การนำมวลชนเข้าไปร่วม สร้างภาพให้เกิดภาพ  ตามเจตนารมณ์เท่านั้น  แต่ยังรับบทหนักด้วยการนำกิจกรรมจำนวนมากเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของการจัดงานในวันนั้น  ขณะที่สถาบันการศึกษาอื่น ๆ  รับบทบาทนำมวลชนเข้ามาสถานเดียว !

   

ขอย้ำว่า รับบทหนัก  เพราะนอกจากต้องขนนิสิตเข้าร่วมจำนวนมากแล้ว  ยังต้องเข็นกิจกรรมหลายหลากขึ้นเวทีกลางสร้างบรรยากาศให้คึกคักอยู่ตลอดเวลา  อาทิ  วงดนตรี,  การแสดงศิลปะร่วมสมัย,  การเต้นโชว์ลีลาศ,  ฯลฯ  ...

   

  (๒)   

กิจกรรมที่นำไปเป็นส่วนหนึ่งของงานวันนั้น    ได้รับความนิยมชมชอบจากผู้ชมหลากวัยเป็นอย่างดี  แต่เป็นที่น่าเสียดายว่า   กิจกรรมการ อ่าน ผญา ต่อต้านยาเสพติด  ที่ผมนำเสนอต่อที่ประชุมจังหวัดกลับไม่มีโอกาสได้วาดลวดลายบนเวที   เพียงเพราะโดนพายุฝนกระหน่ำซัดจนต้องรวบรัดปิดงานไปอย่างรีบเร่ง     

ครั้งนั้น,  ผมเป็นคนเสนอต่อที่ประชุมเองว่า   ควรให้นิสิตนักศึกษา  หรือแม้แต่นักเรียนได้แสดงความรู้สึกที่มีต่อการต่อต้านยาเสพติดในหลากรูปแบบ  ซึ่งขึ้นอยู่กับว่าใครจะถนัดและสันทัดรูปแบบใด  เพราะสิ่งเหล่านี้คือ พลังทางปัญญา   ที่ควรค่าต่อการเปิด  เวทีทางความคิด  ให้พวกเขาได้แสดงออกซึ่งความสามารถ  และไม่ควรติดยึดอยู่แค่กิจกรรมเดินรณรงค์ที่มุ่งให้เกิดภาพในแง่มวลชนเพียงอย่างเดียวจนกลายมาเป็นบทเรียนสำเร็จรูปที่ถูกผลิตซ้ำจนกรอบเกรียม ! 

  

   

 (๓)    

 

ผมได้ร้องขอให้น้องนิสิตท่านหนึ่งได้ช่วยแต่งผญาต่อต้านยาเสพติดให้สักบท   ซึ่งเขาก็เป็นหนึ่งในแกนนำของชาว TO  BE  NUMBER  ONE  รวมถึงกลุ่มเพื่อนเตือนเพื่อน   พร้อมทั้งเชิญเขาเป็นผู้อ่านบนเวทีในวันที่  26  มิถุนายนที่ผ่านมา    แต่ก็เป็นที่น่าเสียดาย ผญา  ที่ว่านั้นไม่มีโอกาสได้ประกาศตนต่อสาธารณชนดังใจคิด     ผมจึงได้แต่รับปากว่าจะนำถ้อยคำเหล่านั้นมานำเสนอไว้ในบันทึกของผม

   

ลองอ่านดูนะครับ ,  อย่างน้อยก็ช่วยกันส่งเสริมภาษาถิ่น  ดีกว่าปล่อยให้ถูกกลืนกลายหายไปจากสังคมใหม่อย่างน่าใจหาย  

   

ซาวหกมื้อ  เมถุนเป็นเดือนกล่าว       

           

ซาวห้าร้อย  วัสสาคล้อย  ห้าสิบปี

 

หากเป็นดิถีมื้อ  วันคืนกาลพระฤกษ์    

          

ไผสิหยิบจับต้อง  ของสร้าง  กะว่าดี

 

เฮากะมีงานเค้า  เนานาน ตามเฮียกซือ  

        

ซุ่มลูกหลานเหลนลื้อ   มาโฮมตุ้ม   ซุ่มกัน

 

รวมพลคนสารคามตามเชื้อชั้น  มาร่วมกันในวันนี้

 

ถวายเป็นราชพลี  นวจักรีเจ้า  เนาสร้างทางประสงค์

 

รณรงค์ต่อต้าน  ปฏิญาณตามคำอู้

 

ผู้ได๋เสพมีความผิด  คิดอันได๋   ให้หมองไหม้  ภัยร้ายให้มากมี

 

ชีวีอย่าสุขล่น   หมู่คนอย่าสบโชค

 

วิปโยคให้มาพาล   หลีกหนีอย่ามีพ้น

 

คนผลิตว่านั้น  คือสิ่ง   ดอกสำคัญ

 

ให้ประจันความชั่วร้าย  หมายค่า  อย่าประสงค์

 

คงแต่ความทุกข์ฮ้าย  มีภัย  ใจบ่ซื่น

 

หมู่คนในพื้น  แผ่นอาสน์พสุธา

 

จงครหาเว้า   เซ้าจาคำเฮียก

 

เวียกอันได๋  อย่าได้มี   มากลั้ว

 

ตัวเยาวชนน้อง   อย่าได้มัวนำชู้   ซูคอไปนำเอี่ยน

 

ให้เจ้างอเวียนเกี้ยว   เที่ยวโค้งต่างมา

 

อย่าได้เป็นผู้เสพ   ผูเฮ็ด  ผู้ขายเด้อ

 

มวลหมู่เธอ  ทั้งหลาย  จงจำดอกเอาไว้

 

เธอกะสิได้   เจอเกล้าเหล่าความสุข

 

มวลทุกข์   มวลโรคา   กะบ่มีมาต้อง

 

เทวดาสิแซ่ซ้อง   ป่าวประกาศ  ดอกสรรเสริญ

 

สิ่งเผชิญพลาญภัย   อย่าได้มีเหนือเกล้า

 

ขอให้ซุ้มสูเจ้า  ต้องไชย  ประสบโชค

 

ได้ประโยชน์ถ้วนสี่   มีแก่มวลหมู่เจ้า  เซาเถิดทุกประการ

  

                                                            (สหายปรีดา :  เขียนคำ)

  

เป็นจังได๋  (อุ้ย !  ขอโทษครับ..)  เป็นอย่างไรบ้างครับ  .. อย่างน้อยก็น่าจะยืนยันได้ว่าผญาที่แต่งขึ้นนี้เป็นพลังทางความคิดและเจตนารมณ์อันดีงามของคนหนุ่มคนสาวที่มีต่อสังคมอยู่บ้างกระมัง

(๔)   

วันภาษาไทยแห่งชาติเพิ่งผ่านพ้นไปไม่กี่วัน ..  เรื่องภาษาถิ่นก็ดูจะถูกเปรยซ้ำแล้วในทำนองว่าขาดการใส่ใจและขาดการให้ความสำคัญ  ทั้ง ๆ ที่เป็นเอกลักษณ์ทางภาษาที่ประกอบขึ้นเป็นความเข้มแข็งในทางวัฒนธรรมของชาติ   และผมก็รู้สึกคล้อยไปกับข้อสังเกตนั้นเหมือนกัน !