ช่วงวันหยุดนี้ผมหยิบหนังสือที่ซื้อมาตั้งนานแล้วยังไม่ได้อ่านชื่อ “Low Fat Guy ผู้ชายพร่องมันเนย” มาอ่าน นับว่าเป็นการถ่ายทอดภารกิจอันยิ่งใหญ่ของผู้ชายคนหนึ่งที่ต้องใช้ความตั้งใจอย่างมากในการลดน้ำหนักของตัวเองลงได้ 33 กิโลกรัมภายใน 4 เดือน! สิ่งที่ผมได้จากการอ่านหนังสือเล่มนี้ คือได้เห็นพลังแห่งการเรียนรู้ (จากความมุ่งมั่นที่จะทำ) อันนำไปสู่การปฏิบัติอย่างแท้จริง และเมื่อทำแล้วเกิดผลชัด ท่านผู้เขียนก็นำเอา Tacit Knowledge ที่ได้มาแบ่งปันให้ผู้อื่นผ่าน Website และหนังสือเล่มนี้ ช่างเป็น KM ที่มีพลังจริงๆ
<p style="margin: 0cm 0cm 0pt; text-indent: 26.95pt; line-height: 150%" class="MsoNormal">อ่านไปๆ ทำให้ผมอดนึกถึงระบบการศึกษาไทยไม่ได้ ผมได้แต่ถามตัวเองว่า “การศึกษา” เป็นเช่นนี้ได้อย่างไร เป้าหมายของการศึกษาคือ “การพัฒนาชีวิต” ไม่ใช่หรือ? ตอนที่อ่านหนังสือผมเองเริ่มตระหนักว่ามีความรู้หลักๆ ใกล้ตัวมากมายที่ผมยังไม่รู้ (หรืออาจไม่ได้สนใจ) เช่น วันๆ หนึ่งเราต้องใช้พลังงานกี่แคลอรี่ อาหารที่เรากินแต่ละมื้อ แต่ละวันนั้นประมาณกี่แคลอรี่ แล้วพลังงานที่เหลือในแต่ละวันนั้นไปสะสมอยู่ที่ไหน? เรียกได้ว่ามีโจทย์มากมายที่นักเรียนน่าจะใช้เป็น “การบ้าน” ในชีวิตจริงได้ ผมลองเช็คดูว่าความรู้เรื่องแคลอรี่นี้มีสอนกันในโรงเรียนหรือไม่? เข้าใจว่าสอนอยู่ในหลายวิชา แต่ที่นำมาเรียนกันจริงจังก็น่าจะอยู่ในวิชาวิทยาศาสตร์ชั้น ม.2 ถ้ามองกันดีๆ ผมว่าโจทย์นี้เกี่ยวข้องกับหลายวิชาด้วยกัน ไม่ว่าจะเป็นวิทยาศาสตร์ สุขศึกษา หรือคณิตศาสตร์ก็สามารถบูรณาการหัวข้อนี้ได้</p> <p style="margin: 0cm 0cm 0pt; text-indent: 26.95pt; line-height: 150%" class="MsoNormal">แต่สิ่งที่ท้าทายยิ่งก็คือการศึกษาจะต้องทำสิ่งนี้ให้เป็นการเรียนรู้ที่ติดอยู่กับชีวิตจริง ไม่ใช่เรียนกันไปตามตำราโดยที่ไม่สามารถจะเชื่อมโยงกับชีวิตความเป็นอยู่ได้ ยิ่งเรียนสูงขึ้นไปๆ ก็ยิ่งทำให้ห่างไกลจากความเป็นจริงเข้าไปทุกที นอกจากนี้การที่ระบบการศึกษาให้ความสำคัญกับการวัดประเมินผลจนออกนอกหน้า ก็ถือว่าเป็นอีกสาเหตุหนึ่งที่ทำให้ผู้ที่เกี่ยวข้องไม่ว่าจะเป็นผู้ปกครอง ครูอาจารย์ หรือแม้แต่ตัวนักเรียนเองก็เข้าใจผิดคิดว่าการสอบ (ผลสอบ) คือเป้าหมายสูงสุดของการศึกษา แน่นอนครับว่าการสอบการประเมินเป็นสิ่งที่จำเป็น เพราะไม่เช่นนั้นแล้วเราจะรู้ได้อย่างไรว่ากิจกรรมต่างๆ ที่ทำไปนั้นได้ผล ผู้บริหารย่อมต้องการวัดประสิทธิภาพคุณภาพ และประสิทธิผล เป็นธรรมดา</p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt; text-indent: 26.95pt; line-height: 150%" class="MsoNormal"></p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt; text-indent: 26.95pt; line-height: 150%" class="MsoNormal"></p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt; text-indent: 26.95pt; line-height: 150%" class="MsoNormal"> จริงๆ แล้ว ผมไม่ได้ต่อต้านเรื่องการประเมินหรือวัดผลนะครับ เพียงแต่ผมเห็นว่าเราน่าจะมาปรับวิธีการประเมินการวัดผลเสียใหม่ จากที่เคยสนใจวัดว่าใคร “จำได้” เก่งกว่า มาเป็นการวัดว่าใคร “ทำได้”เก่งกว่า คำว่า “เก่งกว่า” หมายถึงวัดการพัฒนาที่เกิดขึ้นครับ ย้อนกลับมาเรื่องแคลอรี่ที่พูดไว้ตั้งแต่แรก สำหรับนักเรียนที่น้ำหนักเกินมาตรฐาน หากประเมินผลปลายเทอมแล้วพบว่าเกิดการเปลี่ยนแปลงในทางที่ดีขึ้น ก็สมควรได้เกรด A อะไรทำนองนี้ เป็นต้น . . . ซึ่งจะตรงกันข้ามกับวิธีการให้คะแนนที่ใช้อยู่ในปัจจุบัน ที่มักจะให้ความสำคัญไปที่การสอบ ดูว่าคำตอบของใครถูกของใครผิด ใครจะตอบได้ตรงจริตครูมากที่สุด . . . </p>
วัดผลต้องให้ทราบ ตามสภาพความเป็นจริง
พัฒนาการทุกสิ่ง ใช่เพียงสอบตอบคำถาม
วัดผลเรื่องกีฬา ดูเก่งกล้ากลางสนาม
วัดการเรียงความ ต้องให้เขียนเรียนรู้ทำ
วัดผลเรื่อง K.M. ทุก โมเด็ม ต้องน้อมนำ
ปฏิบัติชัดชองช่ำ ใช่ท่องจำเพียงตำรา
สวัสดีค่ะ
การเรียนรู้แค่ในตำรา แต่ทำไม่เป็นไม่เรียกว่ารู้ค่ะ
ดิฉันมีตัวอย่างเรื่องจริงตอนนี้ค่ะ
พี่เลี้ยงหลานลากลับบ้าน ญาติป่วยหนัก
เราได้พี่เลี้ยงใหม่มาแทน อาจารย์ผู้สอนบอกว่า เรียนทฤษฏีเลี้ยงเด็กจบแล้ว กำลังจะส่งไปเลี้ยงเด็กต่างประเทศ แต่ให้มาแทนก่อน เราก็ดีใจค่ะ
ปรากฏว่า ทำอะไรไม่เป็นเลย ชงนมก็เลอะเทอะ ขวดเหนียวไปหมด อาบน้ำเด็กก็ไม่เป็น เล่นกับเด็กๆก็ ไม่ถูกใจ หลานไม่ชอบ ไม่ให้อุ้ม
กลายเป็นให้เด็กที่มีหน้าที่ทำงานบ้าน ต้องมา ช่วยเลี้ยงแทน เดือดร้อนคุณย่า คุณยายต้องไปช่วยกันเป็นชุลมุน
แล้วอย่างนี้ ส่งไปเลี้ยงเด็กต่างประเทศ คงต้องถูกส่งกลับ เงินเดือนละ10 ,0.00.00 กินอยู่กับเรา แพงไปค่ะ
ไม่ว่า หน้าที่อะไร แค่ฝึกอบรม เรียนรู้เฉยๆ ไม่เป็นการประกันว่า ทำเป็นจริงๆค่ะ
ภาระกิจในการลดน้ำหนักของชายคนนี้ ลงได้ 33 กิโลกรัมภายใน 4 เดือน
ทำอย่างไร
ได้ผลไหมคะ
คุณอุบล ลองอ่านที่นี่ดูนะครับ http://my.dek-d.com/dek-d/story/view.php?id=53530
ขอบคุณค่ะ มีเรื่องดีดี มากมาย
จะลองปฏิบัติตาม
จะทะยอยอ่านค่ะ
เห็นด้วยกับอาจารย์อย่างมากค่ะ อาจเป็นเพราะสมัยนี้นิยมการวัดด้วยตัวเลขเพราะเห็นได้ชัดเจน การที่เด็กได้คะแนนสูงๆ จึงเป็นเหมือนเครื่องบ่งชี้ความสำเร็จของทั้งเด็กและครู ทำให้เด็กไทยเราตั้งหน้าตั้งตาสอบให้ได้คะแนนเยอะๆ โดยไม่สนใจกระบวนการเรียนรู้
ดีจังเข้ามาอ่านเรื่องวัดผล โดนใจมาก เป้าหมายสูงสุดของการสอนคือการที่ผู้เรียนเปลี่ยนแปลงพฤติกรรม เช่นสอนว่ากินปลาดิบทำให้เกิดพยาธิ์ใบไม้ในตับนะ แล้วนำไปสู่มะเร็งตับได้ในที่สุด และสิ่งที่เราอยากให้เกิดกับผู้เรียนคือเขาจะเปลี่ยนพฤติกรรมการกิน เราจะทราบได้อย่างไร ที่ดีที่สุดคือต้องสังเกต แต่เป็นไปไม่ได้ที่จะทำเช่นนั้น เพราะผู้เรียนของเราเป็นร้อย ดังนั้นอย่างเก่งเราก็วัดว่าเขาจำได้หรือเข้าใจมั้ย ถึงอันตรายของปลาดิบ และเขาจะนำความรู้ไปใช้อย่างไรในชีวิตจริง จึงต้องมีการให้คะแนนจากการเขียนตอบเป็นรายงาน หรือ การวัดด้วยข้อสอบ เลยทำให้ผู้เรียนเครียด ดังนั้นการวัดผลการเรียนรู้คงต้องมีหลายแบบ หลายวิธี
สวัสดีค่ะอาจารย์ ค้นหาบทความที่เกี่ยวกับ สังคมอุดมปัญญา ได้ที่ไหนบ้างคะ ขอความกรุณาจากอาจารย์ให้คำแนะนำด้วยค่ะ
คุณหัทยา ครับ
ถ้าใช้ google ค้น จะไปเจอเรื่องของ อสมท. เป็นส่วนใหญ่ เพราะบังเอิญคำว่า "สังคมอุดมปัญญา" เป็น slogan ของเขาครับ ผมแนะว่าน่าจะค้นคำว่า "Learning Society" หรือ "Knowledge-based Society" หรือ "สังคมฐานความรู้" "สังคมแห่งการเรียนรู้" ดูนะครับ น่าจะได้อะไรๆ อีกมาก
วิธีการให้คะแนนที่ใช้อยู่ในปัจจุบัน ที่มักจะให้ความสำคัญไปที่การสอบ ดูว่าคำตอบของใครถูกของใครผิด ใครจะตอบได้ตรงจริตครูมากที่สุด . . .
หนูเป็นครูคนหนึ่งเห็นด้วยกับอาจารย์ค่ะ
ขอบคุณ คุณครูกระโปรงแดง ที่เป็น "แฟนพันธุ์แท้" ครับ
การที่มีการเรียนแต่ในแนวทฤษฎี ก็ย่อมไม่เกิดความรู้อย่างสมบูรณ์ถ้าหากไม่ได้นำมาปฏิบัติจริง
และเห็นด้วยกับอาจรย์ที่ได้นำเสนอแนวความรู้ที่เป็นประโยชน์มากคับ