สคส. กำลังเตรียมการจัดงานมหกรรม KM ครั้งที่ 4 ซึ่งจะจัดขึ้นที่ Impact เมืองทองธานี ในวันที่ 30 พ.ย. – 1 ธ.ค. นี้ เช้านี้ผมและคุณแอนน์ (ชุติมา) คุยกันว่า . . . พวกเราวางแผนไปวางแผนมารูปร่างหน้าตาของงานก็ยังมีลักษณะคล้ายๆ เดิม ยังไม่สามารถคิดอะไรใหม่ๆ ที่ออก “นอกกรอบ”ของเดิมได้ . . . ใครเอากรอบเหล่านี้มาครอบเราไว้หรือ? ผมว่ามันคือสิ่งที่ผ่านมาในอดีตนั่นเอง จะเรียกว่าเป็น “ทุนเดิม” หรือเป็น“Mindset” เดิมที่มีอยู่ก็ได้ คือเวลาที่เราคิดอะไร “ใหม่ๆ” ไม่ออก เราก็มักจะหยิบ “ของเดิม” เหล่านี้มาใช้โดยอัตโนมัติ เพราะมันช่วยให้เรา “ประหยัดเวลา” ไม่ต้องเสียเวลาคิดของใหม่ เพราะมีของเก่า (ความคิดเก่า) พร้อมไว้ให้เราใช้อยู่แล้ว
ผมลองมองดูตัวเองและพวกเราที่ สคส. แล้วก็ถึง“บางอ้อ”ว่าสิ่งที่ปิดกั้นความคิดสร้างสรรค์ของพวกเราน่าจะเป็นเพราะว่าเรา“ยุ่งเกินไป” พูดง่ายๆ ก็คือ “ใจยังไม่ว่างพอ” มีงานหลายอย่างจ่ออยู่ตรงหน้า พอต้องมาช่วยกันคิดวางแผนงานมหกรรม ก็เลยทำออกมาซ้ำรูปแบบเดิมๆ ถึงจะมีการแต่งเติมเสริมแต่งบ้าง แต่ก็ยังไม่“จ๊าบ” เท่าที่ควร ทำให้ผมได้เห็นว่า “ถ้าใจเราไม่ว่าง ความคิดสร้างสรรค์ก็คงเกิดได้ยาก” ดังนั้น คำถามที่ท้าทายก็คือ “ทำอย่างไรใจจึงจะะว่างทั้งๆ ที่งานกำลังยุ่ง?” คำถามนี้เป็นโจทย์ใหญ่ที่หลายๆ ท่านอาจจะช่วยได้..... ขอทราบเทคนิคการทำใจให้ว่างทั้งๆ ที่งานกำลังยุ่งหน่อยครับ
สวัสดี่ค่ะ
อ่านแล้วอดไม่ได้ ขอเล่าประสบการณ์ส่วนตัวหน่อยค่ะ
ขอบคุณ พี่ sasinanda ที่ Delivery เทคนิคได้เร็วจี๋ เป็นการแชร์ประสบการณ์ในเรื่องนี้ที่น่าสนใจมากทีเดียว ขอบคุณอีกครั้งครับ
สวัสดีครับ อาจารย์ฯ
ลองอ่าน "บทกวี" ของหลวงพ่อฯ ดูนะครับ อาจจะได้เทคนิคที่ "เหมาะกับจริต" ก็ได้ บทกวีมีดังนี้ครับ
"พอนั่งเรือ เรือสั่งให้ เราพายเรือ
ประหลาดเหลือ ใครขี่ใคร เห็นไหมหนอ
เรือ-ขี่-ใจ เราจัง ยังไม่พอ
มันขี่ข้อ แขนเมื่อย เหนื่อยพอแรง"
หลัก "อู๋เหว่ย" หรือ "อกรรม" มันเป็นหลักที่ง่าย ง่ายจนเราทำทันไม่ได้ครับอาจารย์ เพราะเราอยู่ท่ามกลางโลกที่มี "กระแสน้ำสองสาย" ซึ่งมาจากแหล่งกำเนิดที่เทือกเขาหิมาลัยเหมือนกันกระแทกใส่เรา สายหนึ่งก็บอกว่า "ต้องคนหาตัวตนที่แท้" อีกสายหนึ่งก็บอกว่า "ไม่มีหรอกไอ้ตัวตนที่แท้นั่น" ส่วนตัวผมเอง ยอมรับว่า "ยังไปไม่ถึงดวงจันทร์" ยังติดอยู่ที่ "นิ้วสองนิ้วที่ชี้จันทร์" นี่เอง แน่นอนการให้ใครมาบอกว่า "นิ้วนั่นสิ" หรือ "นิ้วนี้สิ" ถูกต้อง ไม่ใช่การ "ก้าวให้พ้นกับดักดัชนีคู่" แน่นอน ผมต้องหาวิธี (เทคนิค) ให้พบด้วยตัวเอง
ประเด็นที่อาจารย์ฯ ตั้ง จะเข้าอาการแบบนี้หรือเปล่าครับ ในทัศนะผม "การทำใจให้ว่าง ไม่มีใครบอกใครได้หรอก" ถ้า "มี" ก็แสดงว่า "ปัจจัตตัง" เป็นเท็จสิ? เรื่องนี้มันอาจจะเกี่ยวกับเรื่องของ "ภาษาคน" กับ "ภาษาธรรม" ที่มีข้อจำกัดในการสื่อความนะครับอาจารย์ฯ
เอาหละ...หากจะพยายามแบ่งปันเทคนิค...ก็จะลองทำดู...แต่ที่เล่ามาเสียยืดยาว เพียงต้องการ "เตื่อนสติ" นักวิทยาศาสตร์ทั้งหลายว่า "มันไม่มีหรอกเทคนิควิธีที่ใช้ได้ทั่วไปสำหรับทุกคน" แม้ "หลักการ" จะเป็นสากล แต่วิธีมีเท่าจำนวนมนุษย์บนโลกนั่นแหละครับ...บางที "เทคนิค" นี้ใช้ได้ผลกับเราเมื่อวาน พอมาวันนี้ไหงกลายเป็นคนละเรื่อง...เทคนิคที่ผม "เคยใช้ได้ผล" มาจากหนังสือที่อาจารย์ฯ แปลนั่งเองครับ -เชาว์ปัญญา- ที่ว่าด้วยเรื่องการสวิทซ์เปิด-ปิด ไฟ ผมเคยนำไปทดลองใช้...แต่ได้ผลในระดับ "ทำให้หัวโล่ง" ครับ แสดงว่า "วรยุทธ์" ผมยังไม่แก่กล้า คงต้องฝึกต่ออีกนานครับ
สวัสดีค่ะอาจารย์ เห็นใจคนสคส. จริงๆค่ะ งานมากและเป็นงานสำคัญมากแทบทุกงาน
การมีสติ ณปัจจุบัน อาจเป็นวิธีให้เกิดความว่างในจิต หรือเปล่าก็ไม่ทราบนะคะ จากประสบการณ์ของตนเอง พบว่า การเจริญสติ ให้รู้ตัวต่อสิ่งที่กำลังทำอยู่ ทำให้มีสมาธิสูงต่อ สิ่งที่ต้องคิดต้องแก้ปัญหานั้นๆ ก่อน เหมือนเลือกไฟล์ในคอมพิวเตอร์ขึ้นมาทำงาน จะทำเฉพาะไฟล์ที่เลือก ไฟล์อื่นๆปิดไว้ก่อน
ในทางการทำงานคือจัดลำดับความสำคัญ เลือกมาก่อนว่าจะทำไฟล์ไหน แล้วหากเราจัดการบริหารสติของเราได้ สมาธิ ปัญญาก็จะมาเอง และคงต้องจัดบรรยากาศแวดล้อมให้เหมาะสม ที่จะเลี้ยงสติได้ด้วย ไม่ใช่ ประชุมอยู่ เดี๋ยวก็มีคนตาม เดี๋ยวก็มีโทรศัพท์ จิตกระเจิง คิด ทำ อะไรดีไม่ได้ซักอย่างค่ะ
ขอบคุณกัลยาณมิตร: ดร.สวัสดิ์ และคุณนายดอกเตอร์ มากครับ สำหรับข้อแนะนำดีๆ ขอบคุณ gotoknow ที่ทำให้เรามีเวทีสำหรับแชร์และได้ใกล้ชิดกัน ….ขอเชิญทุกท่านร่วมแบ่งปันครับ
เมื่อตะกี้ตั้งใจจะเขียนว่า ....ทำอย่างไรจึงจะว่างได้ในความวุ่น? แต่กดเร็วไปหน่อยครับ
สวัสดีค่ะ อ.ประพนธ์
เรียนอาจารย์ครับ
ผมเห็นด้วยว่าปกติคนเรามีกรอบอยู่ด้วยกันทุกคน กรอบนี้มีมาตั้งแต่เกิดครับ
ต่อมากรอบนี้ก็เปลี่ยนไปเรื่อยๆ จากกรอบหนึ่งไปสู่กรอบหนึ่ง เล็กบ้างใหญ่บ้าง
จากกรอบของทิฏฐิตนเอง กรอบของครอบครัว กรอบของวัฒนธรรม กรอบของสังคม กรอบของประเทศและกรอบของความเป็นคน!
คนนอกกรอบ ไม่มีครับ!
นอกจากหลงคิดว่าตนเองไม่มีกรอบเท่านั้น
และกรอบบางกรอบก็ใสเกินกว่าจะมองเห็นได้
ต้องนิ่งพอ ต้องมีสติ และเกิดปัญญาพอที่จะหลุดพ้นจากกรอบที่มีติดตัวเรามาได้
อาจารย์ครับ ผมอยากเรียนเชิญอาจารย์ไปพูดให้พวกเราฟังที่เชียงใหม่ คาดว่าจะเป็นการรวมพลังของblogger ครั้งใหญ่ในรอบปี ๑๓-๑๕ สค.นี้
หัวข้ออะไรก็ได้ที่อาจารย์อยากพูด เพราะผมรู้ว่าสิ่งที่อาจารย์พูดนั้น เป็นสาระสำคัญของการแลกเปลี่ยนเรียนรู้และการจัดการความรู้แน่ๆครับ
แต่...หวั่นๆใจว่าอาจารย์ไม่ว่างครับ เพราะได้ข่าวมาว่า มีงานสคส.วุ่นมากระยะนี้ครับ
แต่ก็ยังมั่นใจว่า พลังของblogger ทั่วประเทศที่มารวมตัวกันครั้งนี้ คงจูงใจให้อาจารย์อยากพูดอะไรบ้างกับเขาเหล่านั้นครับ และผมเชื่อว่า เขาเป็นกลุ่มที่อยากฟังอาจารย์พูดครับ
เบอร์โทรผม 081-952-4075 ครับ
อาจารย์พิชัยครับ ....ผมเห็นความคึกคักของงานที่อาจารย์กำลังจะจัดที่เชียงใหม่แล้วก็เกิดความอยากจะแจมเป็นอันมาก ติดอยู่ตรงที่ วันที่ 14 ส.ค. รับปากเครือข่ายวิทยาลัยพยาบาลฯว่าจะไปงานของเขาที่จังหวัดอุดรฯ
เช้าวันนี้มาอ่านเมล์อาจารย์จันทวรรณ ปรึกษาว่าอยากจะรวมงาน 2 ปี gotoknow กับงานที่อาจารย์กำลังจะจัดนี้ ....สงสัยผมต้องเปลี่ยนโปรแกรมจากอุดรไปเชียงใหม่แล้วล่ะซิ ...ขอเวลาเคลียร์เรื่องนี้หน่อยนะครับ ....อยากจะไปพบพูดคุยกับกัลยาณมิตรวงนี้จริงๆ ครับ....
กราบขอบพระคุณล่วงหน้าครับ
หากอาจารย์ไปร่วมแจมได้จริงๆงานนี้จะคึกคักเพิ่มทวีตรีคูณมากขึ้นหลายเท่าแน่นอนครับ
ผมกำลังจะเสนอว่า บางครั้งที่เราทำงานอยู่กับคนหน้าเดิม ชุดเดิม หัวข้อเดิม สิ่งแวดล้อมเดิมๆ อาจทำให้ไม่สามารถคิดอะไรได้ใหม่กว่าเท่าที่อยากจะให้เป็นครับ
ผมจึงเสนอว่า ให้อาจารย์มาร่วมแจมที่เชียงใหม่ ท่ามกลาง blogger ไฟแรงและสดใสเหล่านี้ และในบรรยากาศใหม่ๆ รับรองว่า ปิ๊ง idea ใหม่แน่ครับ :)
รู้จักอาจารย์จาก ปิ๊งแวบ แต่ไม่เคยเห็นตัวจริง เห็นรูปเมื่อเข้าอ่าน Go to know เห็นตัวเป็นๆ ตอน HA เชียงใหม่ รู้จักตัวตนของอาจารย์มากขึ้นเมื่อหลังจากอ่านบล็อกของอาจารย์ทั้งหมดตั้งแต่วันแรกจนถึงวันนี้ เวลา ตีหนึ่งห้าสิบสามนาที ขอฝากตัวเป็นศิษย์ด้วยค่ะ
ยินดีที่มี Fan Club เพิ่มขึ้นมาอีกหนึ่งคนครับ ขอต้อนรับ "คุณพอเพียง" อ่าน blog รวดเดียวจบ ใช้เวลานานไหมครับ ....รักษาสุขภาพด้วยนะครับ เดี๋ยวจะนอนไม่ "พอเพียง"
ผมมีประสบการณ์มาเล่าสู่กันฟังนะครับ ...
ผมเรียนโท มหาลัยแห่งหนึ่ง ในวันปฐมนิเทศน์หน้าห้องประชุมมีโต๊ะลงทะเบียนอยู่ 1 โต๊ะ เจ้าหน้าที่นั่งรับลงทะเบียนประมาณ 5 คน แต่นักศึกษาที่เข้าปฐมนิเทศน์ประมาณ 2000 คน เราเสียเวลากับการลงทะเบียนเกือบชั่วโมง เนื่องจากนักศึกษามะรุมมะตุ้มกันที่โต๊ะตัวนั้นตัวเดียว
ปีต่อมาผมไปดูอีกก็ยังเหมือนเดิม ผมก็ถามตัวเอง ทำไมเขาไม่แยกโต๊ะ ห่างๆ กัน จะได้กระจาย ไม่ให้ไปรุมกันที่โต๊ะเดียว
กลับมาที่ประเด็นนี้ ผมอ่านแล้วผมก็คิดแบบผมอีกว่า หากการจัดกิจกรรมอะไรก็แล้วแต่ หลังจากจัดกิจกรรมเสร็จ เราก็มีการประชุมสรุปปัญหา แล้วทำแนวทางการแก้ไขปัญหา แล้วก็ revised กิจกรรมนั้นซะให้เรียบร้อยซะเลย มันคงจะแก้ปัญหาได้เกือบทั้งหมด แต่คงรีบทำหลังจากเสร็จกิจกรรมเลย
สวัสดีค่ะ....อาจารย์
ฝนขออนุญาตบอกเทคนิคของตัวเองในเวลาที่งานยุ่งแต่สามาถรทำใจให้ว่างพอที่จะเริ่มงานต่อได้ นะคะ งานที่ฝนทำอยู่จะต้องติดต่อประสานงานกับหน่วยงานอื่นตลอดเวลา บางครั้งเกิดปัญหาหลาย ๆ ปัญหาให้เราต้องคิดและแก้ไขพร้อม ๆ กัน ฝนจะตั้งสติสักพัก ประมาณ 5-10 นาที (นั่งมองต้นไม้สีเขียวสบายตา) แล้วลองทบทวนดูว่าปัญหาที่เกิดขึ้นเป็นปัญหาที่เกิดจากเรื่อง ๆ เดียวกันหรือเปล่า ส่งผลให้งานของเราเสียหายมากน้อยแค่ไหน แล้วค่อย ๆ จัดลำดับความสำคัญ แล้วแก้ไปทีละจุด แต่ต้องทำภายในวันนั้นเลยนะคะ เพราะว่าถ้ารอวันพรุ่งนี้มันก็จะมีปัญหาใหม่ในงานเดิมหรืองานใหม่เข้ามาอีกก็ได้ ที่สำคัญมองย้อนดูการทำงานของเราตั้งแต่ต้นว่า เรามีข้อผิดพลาดจากตรงไหน อย่าไปโทษคนอื่น เพราะงานเราเราต้องรู้ดีที่สุดค่ะ
สวัสสดีค่ะ...อาจารย์
ฉบับที่แล้วไม่ได้ขอฝากเนื้อฝากตัว ฉบับนี้จึงเดิกขึ้น ขอฝากเนื้อฝากตัวด้วยนะคะ ขอบคุณค่ะ
สวัสดีครับคุณ Dream Farm.....
ผมแวะไปดูรูปที่นครฯมาแล้วครับ ประทับใจมากโดยเฉพาะรูปหน้าพระพุทธรูป งดงามมากครับ
กลับมาประเด็นที่เขียนมา แสดงว่ามหา'ลัยแห่งนี้ไม่มี Learning ไม่มี Improvement เลย สมควรศึกษาเรื่อง KM อย่างยิ่ง
ใน KM เรามีเครื่องมือที่เรียกว่า AAR (After Action Review) คือเมื่อทำอะไรเสร็จก็มาทบทวนกันทันที เป็นการเรียนรู้สิ่งที่เราเพิ่งทำลงไป จะได้แก้ไขปรับปรุงต่อไปได้
ขอบคุณ คุณฝนกรด สำหรับคำแนะนำ ยินดีต้อนรับสู่ Fan Club ครับ
อ่านประเด็นของคุณติ๋วแล้วทำให้คิดได้ว่าน่าจะต้องแยกสิ่งที่เรียกว่า "ยุ่ง" นี้ก่อนว่าเป็น.... "งานยุ่ง คนยุ่ง หรือว่า ใจเรายุ่ง" กันแน่ จะได้แก้ถูกจุด ขอบคุณสำหรับข้อคิดในประเด็นนี้ครับ
สวัสดีค่ะ อ.ประพนธ์
เป็นปลื้มมาก มาก ที่อาจารย์รับเข้าแฟนคลับ การได้อ่านblogของอาจารย์ รวดเดียวจบไม่ทำให้บั่นทอนสุขภาพเลย รู้สึกเห็นสว่างขึ้นจากที่เคยเห็นอะไรเป็นสีเทาเมื่อเกิดข้อคับข้องใจอะไรบางอย่างแล้วหาคำตอบให้ตัวเองไม่ได้ การได้อ่านบทความของอาจารย์เหมือนได้ดื่มน้ำส้มคั้นสดๆทำให้รู้สึดสดชื่น ประทับใจเกือบทุกตอน โดยเฉพาะ ปริศนาธรรมชาวธิเบต จะทำน้ำหนึ่งหยดมิให้เหือดแห้งได้อย่างไร ( ถ้าใจไม่ใสก็จะทำให้เห็นผิดไปจากความเป็นจริง ก่ารเห็นที่ผิดพลาดจะทำให้ความคิดคลาดเคลื่อน ความคิดที่คลาดเคลื่อนเป็นที่มาของปัญหาทั้งหลายที่เกิดขึ้น) หวังว่าคงได้รับความกรุณาจากอาจารย์อย่างนี้ตลอดไป ศิษย์ใหม่ไม่ใช่ศิษย์เก่า