ภาพแต่ละภาพทะยอยมาปรากฏในมโนสำนึก..ฉันรู้สึกเหมือนจิตยิ้ม เวทนาที่มีไม่รู้หายไปไหน เหมือนกายคือปากฉันยิ้มออกมาด้วยจางๆ จึงเริ่มรู้สึกตัว พบว่ามีปีติแห่งกุศลจิต

แด่คุณพ่อและคุณแม่ บุพการีที่รัก และเคารพยิ่ง

img412/1706/dadmum21we6.jpg

         เมื่อวานฉันและน้องในที่ทำงานได้เดินทางไปซื้อของในเมืองลพบุรีซึ่งห่างจากบ้านประมาณ 22 กิโลเมตร ไปถึงก็เป็นเวลาเที่ยง ต้องตัดสินใจทานอาหารกลางวันก่อน ซึ่งจริงๆ แล้วฉันชอบทานก๋วยเตี๋ยวปลาเก๋าของร้านๆหนึ่ง ที่ดูว่ากระบวนการและขั้นตอน รวมถึงภาชนะ ต่าง ๆสะอาดดี แถมอร่อยด้วย ปริมาณไม่มากเหมาะกับเรา...แต่น้องอยากทานก๋วยเต๋ยวหมูน้ำตกอีกที่หนึ่ง ซึ่งค่อนข้างเผ็ด แต่ก็ตามใจน้อง หลังจากทานอาหารได้ 2 ชั่วโมงฉันเริ่มรู้สึกภายในท้องไม่ค่อยดี คลื่นไส้เล็กน้อย สุดท้ายต้องเข้าห้องน้ำ และรู้ว่ามีการถ่ายผิดปกติ จากนั้นก็ไม่สบายท้องรู้สึกคลื่นไส้ตลอดจนกลับถึงบ้านพัก ก็ถ่ายอีก 1 ครั้ง คราวนี้หมดแรง คลื่นไส้ หน้ามืดเป็นพักๆ ภายในท้องปั่นป่วนไปหมด จึงโทรฯขึ้นไปบน รพ.ให้น้องจัดยาให้ น้องก็ให้ลูกจ้างขับรถเอายาฆ่าเชื้อ ยาแก้คลื่นไส้อาเจียนและปรับการทำงานของระบบทางเดินอาหารให้สมดุล พร้อมด้วยยาแก้ปวดท้อง และผงเกลือแร่มาให้ ฉันต้องทานยาขับลม แก้ท้องอืด เข้าไปอีก 2 เม็ด  จากนั้นก็นอนพัก ยังขับรถกลับบ้านไม่ได้ นอนก็ไม่หลับแม้ว่าจะเพลียด้วยทุกข์เวทนาที่ท้อง เลยต้องเจริญสติตามรู้เวทนา-กายและจิต ไปเป็นระยะ ๆ จนเริ่มรู้สึกว่าไม่หน้ามืด และสามารถขับรถกลับบ้านได้ จึงกลับ ไปถึงบ้าน ก็ต้มโจ๊ก โชคดีที่พี่สะใภ้มาช่วยทำอาหารให้คุณพ่อกับคุณแม่ ส่วนฉันก็ยังทนทุกข์กับอาการที่ไม่บรรเทาเลย ดีที่ไม่ถ่ายท้องอีก...พยายามทานยาทุกอย่างที่คิดว่าช่วยได้รวมถึงยาโรคกระเพาะที่เคยเป็น  และทานโจ๊กแต่ทานได้ไม่มาก


         จวบจนเวลา 22.00 น. ก็ยังมีอาการคลื่นไส้ แก๊สในกระเพาะมาก แถมอาการภูมิแพ้กำเริบชนิดคัดจมูกมากหายใจแทบไม่ออก รับรู้ได้เลยว่าเรามีพิษในร่างกายซะแล้ว  ไม่สามารถนอนได้... ต้องนำภาชนะมาไว้ข้างเตียงกลัวจะอาเจียนและรับไม่ทัน...ตอนนั้นเพลียก็เพลีย ตัดสินใจปิดไฟนอนสมาธิ สักพักน้องพยาบาลที่ไปลพบุรีด้วยกันโทรมาถามอาการ เธอแนะนำให้ทานยาเพิ่มอีก 1 ตัวคือยาช่วยให้นอนหลับที่คุณแม่ทานอยู่ เลยคิดว่าดีเหมือนกัน ทานยาทุกอย่างเสร็จปิดไฟนอนสมาธิ ดูลมหายใจ เพราะท้องไส้ยังสร้างทุกข์อยู่มาก จากนั้นก็ทำมรณานุสติที่เคยทำเป็นระยะๆ  และแล้ว ภาพความทรงจำอันทรงคุณค่าต่อเวทนาในครั้งนี้ก็ปรากฏ


         ภาพเหตุการณ์ในห้องนอนของฉันแห่งนี้เมื่อเกือบ 9 เดือนที่แล้ว ที่คุณแม่ป่วย จากการติดเชื้อในลำไส้ หลังจากไปงานเลี้ยงงานหนึ่ง แต่คุณแม่เป็นมากกว่าฉัน เพราะท่านเป็นโรคกระเพาะเดิมอยู่แล้ว ภาพของการที่ฉันตั้งใจดูแลปรนนิบัติอาการป่วยของคุณแม่ เนื่องจากท่านถ่ายบ่อยจนควบคุมไม่ได้ แพทย์เปลี่ยนยาฆ่าเชื้อในลำไส้ให้ถึง 3 ครั้ง 3 ขนาน แถมท่านอาเจียนบ่อย แต่ไม่อยากนอน รพ. ฉันเลยให้คุณแม่มานอนที่ห้องฉันเองโดยฉันนอนเฝ้าข้างๆ ต้องคอยดูน้ำเกลือที่ให้ทางเส้นเลือด ให้ท่านทานยาเคลือบกระเพาะทุก 2 ชั่วโมง ซึ่งท่านจะต้องเข้าห้องน้ำด้วยอยู่แล้ว โดยมีผ้าอ้อมสำเร็จรูปใส่อยู่ด้วย อีกทั้งต้องฉีดยาฆ่าเชื้อเข้าเส้นเลือดทุก 6 ชั่วโมง 


         ช่วงนั้นฉันดูแลท่านเป็นอย่างดี ด้วยหัวใจ...เนื่องจาก 2-3 ปีมานี้ ฉันตั้งใจจะดูแลท่านให้ดีที่สุดในทุกๆ เรื่อง เพราะไม่รู้ว่าตัวเองหรือท่านจะละกายนี้ไปเมื่อใด...ภาพแต่ละภาพทยอยมาปรากฏในมโนสำนึก..ฉันรู้สึกเหมือนจิตยิ้ม เวทนาที่มีไม่รู้หายไปไหน เหมือนกายคือปากฉันยิ้มออกมาด้วยจางๆ จึงเริ่มรู้สึกตัว พบว่าเกิดปิติแห่งกุศลจิต และเมื่อเวทนาเริ่มกลับมาบ้างก็นอนสมาธิ รู้ลมหายใจต่อ จนหลับไปเมื่อใดไม่รู้ ตื่นขึ้นมาอีกครั้ง ไม่พบเวทนาและความผิดปกติของกาย  ดูนาฬิกาเป็นเวลาตี 3 ครึ่ง จึงนอนสมาธิรู้ลมหายใจต่อจนหลับและตื่นอีกครั้งก็ 05.15 น. ซึ่งเป็นเวลาตื่นตามปกติ ลุกขึ้นด้วยความคิดและยิ้มภายในใจว่า วันนี้โชคดีเหลือเกินที่ยังมีอีก 1 วันที่จะมีความสุข ด้วยเวทนาไม่มาให้เห็น หลังจากแปรงฟัน ล้างหน้าหวีผมเสร็จก็เดินลงไปเตรียมอาหารให้คุณพ่อกับคุณแม่เหมือนเคย ผิดก็แต่ว่าวันนี้ทำอาหารให้ท่านเสร็จ ขณะที่ทานโจ๊กอยู่ การระลึกรู้ปัจจุบันขณะมีน้อยแต่สัญญาในเรื่องของปีติจากการดูแลมารดาในครั้งเมื่อท่านป่วยกลับมาช่วยบรรเทาทุกข์เวทนาให้เราในตอนกลางคืน ก่อให้เกิดปีติแห่งความรักในบุพการีกำเริบหนักจนน้ำตาไหลพราก ขณะทานโจ๊ก


         ฉันรู้สึกดีใจที่มีคุณพ่อกับคุณแม่ ดีใจที่มีท่านเป็นตัวอย่างแห่งคุณงามความดีให้กับตนเองหลายอย่าง แม้ท่านทั้งสองจะต้องแลกด้วยความเหน็ดเหนื่อยกายและใจชนิดที่ตนเองเกิดมาก็ไม่เคยพานพบ ทั้งต่อครอบครัว สังคม ชุมชน โดยเฉพาะ ผู้ทุกข์ยาก ฉันปาดน้ำตา และทานโจ๊กต่อด้วยสติที่ตามรู้ได้บ้าง ไม่ได้บ้าง  


         เหตุการณ์นี้เป็นข้อพิสูจน์ที่ชัดเจนให้กับฉันอีกเรื่องหนึ่ง ในเรื่องของการกระทำกิจอันเป็นกุศล เช่นบุญ หรือทาน การให้ต่างๆ ที่ฉันเคยรับทราบมาว่า ให้ทำครบสมบูรณ์ทุกขั้นตอน ซึ่งมีเพียง 3 ขั้นตอน ที่ฉันพอจะจำได้คร่าวๆ หรืองูๆ ปลาๆ แต่จำได้ขึ้นใจคือ
        1. ก่อนทำ เริ่มด้วยกุศลจิต คือคิดตั้งใจทำ ด้วยจิตด้วยใจที่จะทำบุญ ทาน อันเป็นด้านกุศล
        2. ขณะทำ ก็ทำด้วยจิตด้วยใจที่เป็นกุศล เบาสบาย สะอาด บริสุทธิ์ ไม่มีอกุศลมาแทรกทุกขั้นตอนตั้งแต่ต้นจนจบ
        3. หลังทำ ก็ยังคงรักษาใจและกายด้วยกุศลนั้น โดยทบทวนถึงสิ่งอันเป็นกุศลที่ได้กระทำลงไป บันทึกไว้ในใจ ทั้งตอนพึ่งกระทำเสร็จใหม่ๆ หรือหลังจากนั้น เช่นถ่ายรูปหรือบันทึกไว้ แล้ววันหลังจะได้กลับมาทบทวนดู อันจะก่อให้เกิดกุศลจิตต่อเนื่องไปได้อีก

         เช้านี้ฉันกลับมาทบทวนเหตุการณ์ในการดูแลคุณแม่ที่ป่วยในครั้งนั้น ก็พบว่าฉันมี 3 ข้อนี้อย่างเต็มเปี่ยม ทำด้วยจิตใจแห่งความรักและกตัญญู และอ่อนโยนโดยมิได้มีหนังสือหรือใครบอกให้ทำในตอนนั้น ถึงแม้ว่าจะไม่ได้ย้อนรำลึกเพราะการดูภาพถ่ายเหมือนการไปทำบุญบริจาคทาน อื่นๆ..หรือมิได้บันทึกไว้และกลับไปอ่าน  แต่กลับนึกขึ้นมาได้เองในช่วงเวลาแห่งทุกข์ตนเอง ซึ่งกลับทำให้ทุกข์ของตนเองบรรเทาเบาบางแล้วเกิดปีติสุข ยิ่งทำให้ตอกย้ำการทำกุศลในข้อ 3 ว่ามีความสำคัญมากเพียงใด   เนื่องจากข้อนี้แหละที่ฉัน และหลายๆคนมักลืมทำ

           จึงตั้งใจว่าวันนี้ฉันจะบันทึกเรื่องนี้เพื่อจะเก็บไว้เป็นบททบทวนของชีวิตในด้านกุศลอีกบทหนึ่ง  ถึงแม้ว่าในตอนแรก ฉันคิดว่าสัปดาห์นี้วันหยุด 2 วันคงไม่มีเวลาบันทึกเนื่องจากมีงานรออยู่และยังเพลียๆ อยู่บ้าง