ประวัติความเป็นมาของอำเภอแม่ออน
อำเภอแม่ออน จังหวัดเชียงใหม่ มี 6 ตำบล 49 หมู่บ้าน 6 องค์การบริหารส่วนตำบล ซึ่งได้แยกออกมาจาก อำเภอสันกำแพง จังหวัดเชียงใหม่ ตามประกาศกระทรวงมหาดไทยเมื่อวันที่ 31 มีนาคม 2537 มีพื้นที่ 442.3 ตารางกิโลเมตร ประชากร 21,669 คน ความหนาแน่นประชากร* เฉลี่ย 49 คน/1 ตร.กม.(ข้อมูล 2549 พฤษภาคม) โดยมีนายชุมพร แสงมณี ดำรงตำแหน่งปลัดอำเภอผู้เป็นหัวหน้าประจำกิ่งอำเภอแม่ออนเป็นคนแรก ใช้อาคารเรียน แบบ 017 โรงเรียนบ้านออนหลวย ตำบลออนเหนือ เป็นที่ว่าการกิ่งอำเภอแม่ออน(ชั่วคราว) และใช้ศาลาวัดออนหลวยเป็นสถานีตำรวจภูธรกิ่งอำเภอแม่ออน นานถึง 4 ปี ต่อมาได้รับงบประมาณจากทางราชการสร้างที่ว่าการอำเภอแม่ออน(ปัจจุบัน) ณ หมู่ที่ 9 ตำบลออนกลาง เมื่อปี พ.ศ.2539 และได้ยกระดับเป็นอำเภอ ตามพระราชกฤษฏีกา วันที่ 24 สิงหาคม 2550 นายอำเภอแม่ออนคนแรก คือ นายรพินทร์ ถาวรพันธ์ (ดำรงตำแหน่ง 28 กันยายน 2550)
อาณาเขต
ทิศเหนือ ติดต่อกับ อำเภอดอยสะเก็ด
ทิศใต้ ติดต่อกับ อำเภอเมือง จ.ลำพูน อำเภอแม่ทา อำเภอบ้านธิ จ.ลำพูน
ทิศตะวันออก ติดต่อกับ อำเภอเมืองปาน จ.ลำปาง และอ.เมืองลำปาง
ทิศตะวันตก ติดต่อกับ อำเภอสันกำแพง และอ.ดอยสะเก็ด
ประชากร
1.ตำบลออนเหนือ 10 หมู่บ้าน 3,552 คน
2.ตำบลออนกลาง 11 หมู่บ้าน 4,985 คน
3.ตำบลบ้านสกกรณ์ 8 หมู่บ้าน 3,043 คน
4.ตำบลห้วยแก้ว 8 หมู่บ้าน 2,888 คน
5.ตำบลแม่ทา 7 หมู่บ้าน 4,812 คน
6.ตำบลทาเหนือ 5 หมู่บ้าน 2,372 คน
*ความหนาแน่นประชากรเฉลี่ย 49 คน/ 1 ตร.กม. .. 20 ก.ย.2550...วิกิพีเดีย
คำขวัญ อ.แม่ออน
ผาตั้งธาตุคู่เมือง รุ่งเรืองฟาร์มโคนม รื่นรมย์น้ำพุร้อน เมืองออนถ้ำแสนงาม(นายชุมพร แสงมณี) เลื่องลือนามแหล่งท่องเที่ยว(นายจำลอง เณรแย้ม)
บ้านออนหลวย ต.ออนเหนือ อ.แม่ออน จ.เชียงใหม่ ห่างจากอำเภอเมือง จ.เชียงใหม่ ไปทางทิศตะวันออก ตามทางหลวงหมายเลข 1317 ประมาณ 40 ก.ม. ห่างจากอำเภอสันกำแพง 18 ก.ม. ตามเส้นทางสายเก่า 1006 รหัสไปรษณีย์ 50130
ประวัติศาสตร์
เมืองออนโบราณ ตั้งเมืองเป็นแนวยาวตามลำน้ำแม่ออน เป็นชุมชนใหญ่ มีแหล่งผลิตเครื่องปั้น ดินเผา ที่ใช้ไฟสูง พบเตาเผาในตำบลออนใต้ จำนวน 83 เตา กระจายตามลำห้วยแม่ลานซึ่งสะท้อนถึงภูมิปัญญา และเทคโนโลยีการทำเครื่องปั้นดินเผาตลอดจนถึงฐานะทางเศรษฐกิจที่เป็นแหล่งเครื่องปั้นดินเผาที่เรียกสมัยต่อมาว่า เครื่องถ้วยสันกำแพง (ดูไกรศรี นิมมานเหมินทร์ เครื่องถ้วยสันกำแพง 2503)
ในยุคหริภุญไชยมีอำนาจลุ่มน้ำปิง ดินแดนถิ่นนี้ขึ้นแก่หริภุญไชย สมัยพระยายีบาได้โปรดให้ อ้ายฟ้า สร้างเหมืองเชื่อมระหว่างแม่น้ำปิงและแม่น้ำกวงเพื่อนำน้ำเข้าเขตพื้นที่ในเขตบ้านแม่ปูคา(ดู ตำนานพื้นเมืองเชียงใหม่ 2539) ต่อมาสมัยอาณาจักรล้านนามีอำนาจ เหนือลุ่มน้ำปิง ปรากฏมีหลักฐานชิ้นสำคัญอีกชิ้นหนึ่งคือ ศิลาจารึกวัดเชียงแสน ระบุในปี พ.ศ.2024 หมื่นดาบเรือน ขุนนางเมืองเชียงใหม่ ได้นำคนมาจากพันนาพูเลา เมืองเชียงแสน(ในจ.เชียงรายปัจจุบัน)มาสร้างวัดเชียงแสน สร้างพระคัมภีร์ หอธรรม และ กัลปนาคนให้วัด(มอบหรือยกข้าทาสให้วัด) 25 ครัว สร้างวิหาร พระเจดีย์ ในวัดเชียงแสน พ.ศ.2031 (จ.ศ.850) (ดูศิลาจารึกวัดเชียงแสนที่วัดป่าตึง) บรรดาคนเหล่านี้คือ บรรพบุรุษอีกชุดหนึ่งของคนเมืองออนยุคแรก
สมัยพระเจ้ากาวิละ เจ้าเมืองเชียงใหม่พระองค์แรก( พ.ศ.2325-2358) ยุคเก็บผักใส่ซ้า เก็บข้าใส่เมือง ได้แผ่อำนาจไปยังรัฐฉานของพม่า และแคว้นสิบสองปันนาของจีน ได้รวบรวมชาวไทลื้อ ไทยอง ไทเขิน ที่ยังหลงเหลืออยู่ในเมืองต่างๆ เช่น เมืองยอง เมืองตุง เมืองม้า เมืองลอ เมืองพวก เมืองข่า เมืองนุง เมืองหลวย เมืองยาง เมืองแลม เมืองติ่ง เมืองปุ เมืองสาด เมืองแจด เมืองถึง เมืองกุน ท่าอ้อฯลฯ มาเป็นจำนวนมาก (ดู แสวง มาละแซม คนยองย้ายแผ่นดิน 2540) คนไทยลื้อในเมืองหลวยชายแดนรัฐฉานและสิบสองปันนา ได้มาตั้งมั่น สร้างบ้านเรือน ที่อยู่อาศัยแถบลุ่มนำแม่ออน เรียกว่าตนเองว่าชาวไทยลื้อ"เมืองหลวย" ซึ่งเป็นบรรพบุรุษของคนไทลื้อในแม่ออนปัจจุบัน(สมโชติ อ๋องสกุล : แม่ออนของเรา หน้าคำนำ )
ยุคแรก(ก่อนพ.ศ. 2395) บ้านออนหลวยชื่อว่า"เมืองหลวย" "แคว้นเมืองออน" ประชาชนนับถือศาสนาพุทธ มีวัดเป็นศูนย์กลางของการศึกษาเล่าเรียน เขียน อ่าน ทั้งวัฒนธรรมประเพณี คาถาอาคมต่าง ๆ แต่เดิมวัดอยู่ทางทิศใต้หมู่บ้านชื่อ"วัดมิ่งแก้ว" ต่อมาได้ย้ายวัดขึ้นไปทางทิศเหนือของหมู่บ้านได้เปลี่ยนชื่อเป็น"วัดออนหลวย" เมื่อพ.ศ. 2395 เพราะว่า วัดตั้งอยู่บนฝั่งน้ำแม่ออน เชื่อว่าบ้านออนหลวยเป็นเมืองหลวยแต่เดิมของชาวไทยลื้อยุคแรกที่มาตั้งมั่นอยู่ก่อนแล้ว และต่อมายุคหลังก็มีชาวไทลื้ออพยพมาสมทบอีก(อดีตพระครูพิพัฒน์ ชินวงศ์ ;สัมภาษณ์)
น้ำแม่ออน
น้ำแม่ออนเป็นแม่น้ำสายหลักของคนทุกชาติพันธ์ในกิ่งอ.แม่ออนและ อ.สันกำแพง คือ ไทลื้อ ไทเขิน ไทยอง และคนพื้นเมือง แม่น้ำสายนี้ไหลจากเทือกเขาขุนออน(บ้านขุนออน หมู่ 3 ต.ออนเหนือ) ซึ่งอยู่ทางทิศเหนือห่างจากบ้านออนหลวยประมาณ 7 กิโลเมตร น้ำแม่ออนไหลผ่านและหล่อเลี้ยงพื้นที่ทำการเกษตรอันอุดมสมบูรณ์ เริ่มจากบ้านขุนออน บ้านปางตะเคียน บ้านหนองหอย บ้านหัวฝาย บ้านออนหลวย บ้านดอนทราย บ้านออนกลาง บ้านป่าตัน บ้านวาก บ้านเปาสามขา บ้านทุ่งเหล่า บ้านโห้ง บ้านริมออน บ้านร้องวัวแดง บ้านป่าเป้า บ้านสันโค้ง บ้านป่าไผ่(แช่ช้าง) บ้านน้อย บ้านออน บ้านสันต้นบง ไหลไปรวมกับน้ำแม่ปูคาเข้าสู่ที่นาของชาวนาในแถบบ้านสันป่าค่า บ้านแม่โฮม ในตำบลสันกำแพง และตำบลต้นเปา จ.เชียงใหม่ เหตุที่คนสมัยก่อนเรียกแม่นำสายนี้ว่า น้ำแม่ออน เพราะว่า ในอดีตสองฝั่งแม่น้ำนี้มีต้นไม้ดอกชนิดหนึ่งเป็นไม้ยืนต้น ประเภทพืชใบเลี้ยงคู่ ลักษณะลำต้นเป็นเถา คล้ายดอกเล็บมือนาง ชื่อว่าดอกคำออน เลื้อยเกี่ยวพันกันเป็นพุ่มเล็ก พุ่มใหญ่แล้วแต่อายุ บางทีก็เกี่ยวพันต้นไม้อื่น ๆ มากมาย เวลาออกดอกคราวใดจะมีสีชมพูสวยงามมาก (สีชมพู ภาษาถิ่นเรียกว่า สีออน) แรกเริ่มออกดอกตูมสีขาว สีชมพู นานหลายวันก็เป็นสีชมพูเข้ม สีแดงเรื่อ ๆ และจะเป็นสีนำตาลเต็มพุ่ม มองดูแทบจะไม่เห็นใบ มองดูไกล ๆ คล้ายมีหมอกควันมาปกคลุมต้นไม้ และจะออกดอกนานประมาณ 45 วัน ในขณะเดียวก็จะทะยอยร่วงหล่นลงบนพื้นดินและในแม่น้ำสายใหญ่ซึ่งเป็นสายเลือดของเกษตรกรในแถบนี้ แม่นำใหญ่ไหลเชี่ยวกราก และบางคุ้งก็ไหลเอื่อย ๆ ตามสภาพพื้น โขดหิน ตลิ่งชัน ดูสีสัน สดสวย นำความสุข ภาคภูมิใจที่มีน้ำสีออนไหลผ่านหมู่บ้านต่าง ๆ คนไทลื้อ ไทเขิน ไทยอง และคนพื้นเมืองในสมัยนั้นจึงให้ชื่อแม่นำนี้ว่า น้ำแม่ออน (พ่อหลวงน้อยมูล ศรีวิยศ ,ลุ๊ลุงกู๊ ,พ่อหนานมูล สุวรรณนำ ;สัมภาษณ์)
สภาพปัจจุบัน
เขตติดต่อ
ทิศเหนือ ติดต่อบ้านหัวฝาย หมู่ 5 ต.ออนเหนือ กิ่งอ.แม่ออน จ.เชียงใหม่
ทิศใต้ ติดต่อ หมู่ที่ 9 และ 11 ต.ออนกลาง กิ่งอ.แม่ออน
ทิศตะวันออก ติดต่อบ้านดอนทราย หมู่ที่ 8 ต.ออนเหนือ
ทิศตะวันตก ติดต่อกับ บ้านสหกรห์ 2 ต.บ้านสหกรณ์ กิ่งอ.แม่ออน
หลักฐานที่เชื่อถือได้
1. หอพระไตรปิฏก ทรงจตุรมุขสองชั้น ชั้นล่างก่อด้วยอิฐถือปูนซึ่งเป็นฝีมือของช่างชาวพม่า ชั้นบนสร้างด้วยไม้ ฝีมือช่างไทยลื้อ (พ่อคำ อินต๊ะแดง ; สัมภาษณ์)
2. พระวิหารโครงสร้างไม้สักทอง(โครงหลังคา ม้าต่างไหม)เสาเส้นผ่าศูนย์กลางเท่าสองคนโอบ ยาว 16 ศอก จำนวน 14 ต้น
3. พระพุทธรูปคู่บ้านคู่เมือง ปางมารวิชัย(สวยงามมาก) ก่อด้วยอิฐถือปูน หน้าตักกว้าง 3 ศอก 9 นิ้ว สูง 3 ศอก 10 นิ้ว
4. ความเชื่อต่าง ๆ เช่น ผีขุนน้ำ ผีเสื้อวัด ผีเสื้อบ้าน ผีเสื้อเมือง ผีปู่ย่า ผีไร่ ผีนา ปู่แถนย่าแถน การสู่ขวัญวัว,ควาย การสืบชาตา การบนบานศาลกล่าว ผีเจ้าที่ ผีหม้อนึ่ง เครื่องลางของขลัง หมอแหก เสกเป่า เสกดื่มน้ำมนต์ น้ำมันมนต์ ลองของ ลงยัณต์ หมอดู สาบาญ คาถาอาคม หมอผี ผีก๊ะ(ผีปอบ) ผีสือ(กะสือ)เป็นต้น
5. วัฒนธรรม เช่น การนั่งล้อมวงรับประทานอาหารแบบขันโตก ปั้นจิ้มข้าวด้วยมือ อยู่อาศัยเป็นครอบครัวใหญ่ การปลูกบ้านโดดๆ มีเรือนชานเพื่อรับลม ฝนและแดดแบบล้านนา หลังคาบ้านและหน้าจั่วมีกาแล การเอามื้อ(ลงแขก) ภาษาพูดแบบไทยลื้อ อักขระภาษาเขียนคล้ายตัวขอม ปั๊บกระดาษสา ธรรมใบลาน การเล่าค่าว จ๊อย เขียนค่าว(แต้มค่าว) การแต่งกายแบบไทยลื้อ ผ้าสีดำ สีนำเงิน สีขาว เต่วสะดอ(กางเกงขาใหญ่) ผ้าทำเองจากการทอมือจากฝ้ายไร่ การฟ้อนเมือง และฟ้อนม่าน(รับเอามาจากพม่า) เป็นต้น
6. ประเพณี เช่น ตานก๋วยสลาก การใส่ผี(แต่งงาน) การเสียผี(ค่าสินไหมล่วงละเมิด) ปอยหลวง(ฉลองเสนาสนะ) เป๊กตุ๊(อุปสมบท) ปอยน้อย(บรรพชา) แห่ครัวตาน แห่กลองปู่จา ปี๋ใหม่เมือง ตานไม้ก้ำสะหลี ดำหัวคนเฒ่า ตานขันข้าว การเล่นอี่บาง อี่บ้า การเล่นมอญซ่อนผ้า การเล่นผีตาโขน เป็นต้น
ยินดีต้อนรับบล็อกเชิงวัฒนธรรมอันล้ำค่าอีกบล็อกหนึ่ง ที่นี่จะเป็นเวทีแลกเปลี่ยนรู้ของ bloger สายวัฒนธรรมที่ยิ่งใหญ่ต่อไป ยินดีต้อนรับครับ
ในนามผู้ดูแล และรับผิดชอบเวปไซด์นี้ ขอขอบพระคุณที่ท่านผอ.ศูนย์ให้กำลังใจ และขอขอบพระคุณ คุณมะปรางเปรี้ยวมาก ๆ ที่สนับสนุนและส่งเสริมให้สมาชิก gotoKnow มีโลกทัศน์ที่ไร้ขอบเขตุ ครับ
ล้านนาเรามีวัฒนธรรมประเพณีที่สวยงามหลากหลายมากเลยนะคะ ขอบคุณมากนะคะ
ขอยอหัตถา ตั๋วข้าม่อนน้อย ขอจ๋ารค่าวสร้อย เป็นถ้อยแถลง
“แม่ออน”ก่อนนั้น มันเป๋นจื้อแขวง อยู่สันกำแปง ป่าไผ่แหล่งหล้า
ลุปี๋พอศอ สองสี่สี่ห้า หมู่เงี้ยวมันมา เข้ายึด
เผาตี้ทำก๋าร ไฟผลาญทึดทึด ยึดเผาโฮงเหล้า วอดวาย
ตางก๋ารจึ่งย้าย ออกไปบ่ไกล๋ ตางเหนือขึ้นไป หล่ายออนว่าอั้น
จื้อ”สันกำแปง” นามแขวงใหม่มั่น เจริญเร็วพลัน สรรพเสร็จ
สามสิบเมษา สองห้าสามเจ็ด แยกเขตออกหั้น ปกครอง
จื้อกิ่งใหม่นั้น เจื้อมั่นตังผอง “แม่ออน”หมายปอง จองจื้อเก่าเกื้อ
ออนหลวยโฮงเฮียน จำเนียรเข้าเอื้อ อาคารหลังเหนือ หื้อใจ๊
ถัดมาแหมปี๋ ย้ายตี้ใหม่ไซร้ วันตกแจ่งใต้ งามแดน
มากึดมาไค้ ดั่งได้แก้วแหวน หมู่เก้าในแดน ออนกล๋างแหล่งหล้า
สามสิบแปดปล๋าย ในสองปันห้า กล๋างเดือนตุลา คมตั๊ด
ขนย้ายเข้ามา หัวหน้าเคร่งครัด จัดกั๋นเป็นห้อง ทำงาน
สมใจ๋เจ้นล้ำ ได้ตี้ทำก๋าร มากหลายอาคาร สถานใหม่มั่น
ลุเถิงดิถี วันตี้แปดอั้น เป็นโสรีวาร จื้นจ๊อย
มาศว่ากันยา สองปันห้าร้อย ปล๋ายห้าสิบหย้อย วันดี
ทำบุญเสร็จสรรพ นับเป๋นดิถี ฤกษ์งามยามดี ทั่วไทยไกล๋ใกล้
หมู่เฮาสุขี ยินดีตี้ได้ เลื่อนสูงขึ้นไป ฐานะ
ยกเป็นอำเภอ เสนอก๋าละ เฉลิมองค์พระ ราชัน
วโรกาสไท้ ธได้สุขสันต์ แปดสิบครบครัน พรรษาว่าอั้น
แม่ออนกำเนิด เกิดได้แม่นมั่น เป็นอำเภอพลัน ปี๋นั้น
ขอหื้อสุขี อยู่ดีปันจั๊น หื้อฮักกั๋นด้วย ดวงมาลย์
ร่วมใจ๋ร่วมจิต ร่วมคิดสืบสาน ร่วมก๋ารร่วมงาน วงศ์วานหนุ่มเฒ่า
สืบฮีตสืบฮอย ป๊อยละแบบเบ้า วัฒนธรรมเฮา อย่าละ
รัตนะสาม สยามเทวะ พระฮักษาอั้น แม่ออน
ขอจบตอน กล๋อนสาส์นค่าวสร้อย ข้าน้อยขอวางลง ก่อนแลนายเหย.
บ้านอยู่ฮิมออนแต้ ๆ แต่เห็นดอกไม้ชนิดนี้ ขึ้นเองตามธรรมชาติจริง ๆ อยู่ตามริมน้ำออน เคยเห็นตั้งแต่เด็ก ๆ กลิ่นหอมมาก บ้างก็เรียกว่า "ดอกหอมไกล๋"
มีสีขาว แล้วเปลี่ยนเป็นสีชมพูอ่อนถึงเข้ม คล้าย ๆกับดอกเล็บมือนาง แต่กลีบดอกจะใหญ่กว่า กลิ่นหอมคล้ายกัน
จะพบได้ตามริมน้ำออน แถบ ๆชายตลิ่ง น่าแปลกใจเหมือนกัน เพราะเห็นมาตั้งแต่เด็ก ๆ ขึ้นตามดงตามทุ่ง ใกล้ ๆกับริมน้ำออน
ข้อสนับสนุนเต็มที่
พอดีเคยรวบรวมประวัติความเป็นมาของอำเภอสันกำแพงไว้ อาจจะไม่ถูกต้อง 100% แต่ก็มากพอควร จะเอาลงหนังสือ แต่ไม่ทันได้พิมพ์ พอดีไม่มีงบ ก็เลยดองไว้มาหลายปี ใครอยากได้ก็เมล์มาขอได้ครับ จะส่งไฟล์ไปให้
ขอบคุณครับสำหรับข้อมูล
ถ้ามีโอกาสเมื่อไหร่ ชาวปักษ์ใต้จะไปแอ่วแม่ออนทันทีเลยค่ะ ผู้คนชาวแม่ออนน่ารักมาก ๆ
ยินดีต้อนรับ คุณประนอม พร้อมคณะทุกคน ไปเมื่อไหร่โทรบอกล่วงหน้าครับ
หวัดดีค่ะ อ.สนั่น คงจะต้องไปปี 52 แล้วละค่ะ เพราะจะนำผลไม้จากสุราษฎร์ธานีไปฝากด้วย ไปช่วงนี้ไม่มีของฝาก และปีหน้าก็เรียนจบแล้ว จะไปเที่ยวให้รางวัลชีวิตและฉลองความสำเร็จให้ตัวเองหน่อยค่ะ และจะไปเยี่ยมเพื่อน ๆ ม.ชีวิตด้วยค่ะอาจารย์
เข้ามาผ่อเว็บแล้วก้อสนใจเพาะเปนคนลุ่มแม่ออนเหมือนกั๋น..ยินดีจาดนักตี้มีผู้ที่ริเริมเข้าถึงรากเหง้าของคนแม่ออนอยากจะกันดอกฮิมออนชัดแหมสักเตื้อเพราะบ่ได้หันเมินแล้วประมาณ 30 ปี..มันจึงลืมเลือนไปพ่องแต่หัวใจ๋ยังไผ่หากลิ่นไอของบ้านเฮาอยู่..แม้ว่าจะอยู่กรุงเทพมาซาวกว่าปีแล้วอยากจะป๊กไปพัฒนาบ้านเฮา..ในส่วนของวัฒนธรรมครับ
เมื่อเป็นละอ่อนได้เฮี้ยนฮู้ประเพณีท้องถิ่นของบ้านเมืองนี้ได้ซึมซับความงดงามของประเพณีพื้นบ้านไว้เกือบทุกอย่างทั้งเรื่องการเลี้ยงชีพ เช่นการการเกษตร ปลูกข้าวไฮ้
การหาอาหารป่า ทำน้ำปู เผ่าถ่าน ปลูกอ้อย ทำก้อนอิฐ ..ร่วมทั้งงานปอยต่างๆบ่เกยลืม
วันนี้ทุกอย่างเปลี่ยนแปลงไปจ๊าดนัก..ความฮักในท้องถิ่นแม่ออนบ่ว่าแพะวันตก แพะวันออกอยู่ในหัวใจตลอด..ผ่านไปเกือบ 40ปี๋แล้วที่ละท้องถิ่นนี้ไป..ได้เข้ามาอ่านเว็บนีโดยบังเอิญ..ขอน้อบกราบอาจารย์สนั่นเกยอ่านบทความในไทยนิวส์ อ้ายน้อยนันดีใจได้ปะกั๋นอีก..บทความนี้เฮาได้เขียนไว้เมื่อได้ปิ๊กมาแอ๋วบ้านเมื่อเดือนพฤศจิกายน 2551
เสียงเพรียกจากขุนเขา
นานแล้วที่ไม่ได้กลับบ้าน
เหมือนมีเสียงเพรียก...เพรียกให้ฉันกลับไปเยือนขุนเขาอีกครั้ง
ทุกสิ่งทุกอย่างเปลี่ยนแปลงไป...
ทุ่งนาที่เขียวขจีเป็นแนวยาวจรดเขา เหลือเพียงเป็นหย่อมๆเท่านั้น
มีหมู่บ้านจัดสรรขึ้นมาแทน
ธารน้ำหายไป..ฝูงผีเสื้อไม่มีให้เห็น
ดงไม้ที่หนาทึบ...เหลือเพียงแต่ต้นไม้เล็กๆ.ที่บางตา.
บางพื้นที่มีเจ้าของจับจองกั้นรั้วมีป้ายติดไว้ “ข้ามเข้า “
บางพื้นที่เป็นรีสอร์ท
บางพื้นที่เป็นสถานราชการและสถานที่ท่องเที่ยว ต้องเสียเงินผ่านเข้าไปชม
มีถนนลาดยางพาดผ่านกลางภูเขา...
ฉันไม่ได้ยินเสียง.. เสียงที่เคยได้ยินอีกแล้ว...
มีแต่เสียงของรถบรรทุก รถยนต์ที่วิ่งผ่านไปมา
ทุกอย่างเปลี่ยนแปลงไป....เช่นเดียวกับตัวฉัน
ฉันได้ยินเสียงสะอื้นของขุนเขา...และ..ใจของตัวเอง
เราต่างพ่ายแพ้..พ่ายแพ้ต่อกาลเวลาที่ไม่หยุดนิ่ง
และมีแต่การเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา
ดุจดั่งเล่ห์ลิขิต...ที่ทำให้เราสมย่อม ไม่ดื้อดึง ไม่ขัดขืน
เห็นดีเห็นงามคิดว่าถูกต้องแล้ว .. สุดท้ายกลับมาทำร้ายตัวเอง..ต้องเจ็บปวด
มิตรภาพแห่งวิถีเรียบง่ายที่งดงาม..กำลังจะหมดไป...
เหลือไว้แต่ความทรงจำ
ฉันขับรถช้าๆไปตามถนนที่ขนานไปแนวเขา....
ใต้เงาแห่งชุนเขาแห่งนี้
ฉันเคยเดิน เคยวิ่ง เคยช่วยชาวบ้านปลูกข้าวไร่
เลี้ยววัวควาย เก็บใบตองตึง เผ่าถ่านและหาของป่า
แถวนี้เคยมีแต่เส้นทางเดินเล็กๆ และสำหรับล้อเกวียนเท่านั้น
ทุกวันฉันจะแอบหนีจากบ้าน หนีเรียนวิ่งลัดเลาะคันนาสู่แนวป่า..
ได้ยินเสียงสายธารที่ไหลรินกระทบแก่งหินแว่วมาแต่ไกลๆ
น้ำในลำธารใสสะอาด เห็นฝูงปลา ว่ายไปมา..
มองเห็นทรายและเม็ดหินใต้น้ำอย่างชัดเจน
ในยามเช้าของฤดูหนาว จะเห็นไอน้ำขาวขาวลอยจากผิวน้ำ
กระทบกับลำแสงของดวงอาทิตย์ที่สาดส่องผ่านดงไม้ลงมา..
ในตอนบ่ายแสงแดดจะทอประกายระยิบ ระยับบนผิวน้ำ
ทอเป็นริ้วคลื่นเล็กๆ..เหมือนเก็จแก้ว เหมือนแสงดาวที่อยู่บนฟ้า
ฉันและเพื่อนๆจะพากันวิ่งกระทุ้งน้ำ
ไล่ผิวน้ำนั้น แตกกระจายจนตัวเปียกปอนไปหมด
ที่หาดทรายจะมีก้อนหินหลากสี รูปทรงแปลกๆแตกต่างกันไป
มีผีเสื้อสีขาว สีเหลือง สีฟ้า บินแยกกันอยู่เป็นฝูงฝูง
เราจะเก็บหินที่สวยๆ หินสีเนื้อนุ่มๆนำมาระบายรูปภาพได้
หินกลมๆสำหรับมาเล่นอีเก็บ และใช้สำหรับยิงหนังสติ๊ก
ตอนเย็นๆฉันวิ่งเล่นจนเหนื่อย...จะล้มตัวลงนอนกับพื้นหญ้า
ดึงปล้องหญ้าที่อวบๆมาเคี้ยวในปากเพื่อดูดความหวานของมัน
นอนนิ่งๆ ฟังเสียงลม เสียงนก เสียงกิ่งไผ่ที่เสียดสีไปมา
ม่านฟ้าในยามเย็น จะเห็นริ้วเมฆน้อยน้อยๆลอยไปตามแรงลม
เปลี่ยนเป็นรูปร่างต่างๆ อย่างเพลิดเพลินตา
มองเห็นควันขาวขาวที่ลอยขึ้น ตามแนวเขาสีเขี้ยวครึมไกลไกล
เป็นควันไฟที่ชาวบ้านก่อสุ่มเพื่อไล่แมลง ..
กลิ่นต้นหญ้า กลิ่นต้นไผ่ กลิ่นต้นจามจุรี กลิ่นดินโคลน
กลิ่นป่าชื้น ..ไม่เคยจางหายไปจากความทรงจำ
เป็นความงดงาม...ที่คอยหล่อเลี้ยงเยียวยาจิตใจฉัน และสู้ต่อไป...
เฉกเช่นเดียวกับขุนเขาเหล่านี้ที่กำลังรอคอย..
รอคอยให้ ผู้คนกลับไปปกป้อง ดูแลรักษา
ให้กลับมาสวยงามอีกครั้ง...
หรือจะปล่อยให้การเปลี่ยนแปลงย่ำยี และในที่สุดไม่เหลืออะไรเลย
.. เพลง..ต้นหญ้า
ฉันเป็นเด็ก.เป็นเด็ก ตัวเล็กเล็ก
คอยแอบเล็ด เตร็ดเตร่ หนีไปเที่ยว
ฉันชอบเล่น เล่นอยู่ เพียงคนเดียว
ในทุ่งเขียว ป่าใหญ่ ที่งดงาม
..
ล้มตัวนอน นอนนิ่งนิ่ง บนก่อหญ้า
ฟังสัตว์ป่า ส่งเสียง เหมือนซักถาม
สายลมพลิ้ว เหล่าต้นหญ้า ลู่เอนตาม
ฟ้าสีคราม สว่างใส เพลิดเพลินตา
..
ดุจพรพรหม บรรเลง เพลงใบหญ้า
เป็นมนตรา พาซึ้ง รำพึงหา
เสียงต้นไผ่ ซาดซ่า ไกวไปมา
ชื่นอุรา แสนสนุก หาไหนปาน
..
แมลงปอ ผีเสื้อ หลายหลากสี
สุขเปรมปรีดิ์ บินว่อน ร่อนผสาน
เสียงกบเขียด ร้องประสาน กวีกานต์
เสียงนกขาน ออดอ้อน ก้องพงไพร..
..
เสียงลมหวิว เศษหญ้าปลิว กระทบหน้า
สุขจริงหนา สายลมเย็น พลิ้วไปไหน
วิ่งไล่ตาม สายลม ที่พัดไป
สักครู่ใหญ่ ล้มพับ หลับไปนาน
..
แสงแดดอ่อน ตะวันลับ จากขอบฟ้า
เสียงนกกา ปลุกนิทรา รีบกลับบ้าน
วิ่งเลาะขอบ คันนา แสนชื่นบาน
สุขสำราญ เรื่องวันวาร มิเคยลืม
อำเภอแม่ออนผมเคยขับรถไปเมื่อปี 2540
นัดแนะกับคนในท้องที่ที่ผมไม่เคยรู้จักกันมาก่อน
เรารู้จักกันในหนังสือซื้อขายวัฏจักรเพื่อไปดูที่ดินเชิงเขามีน้ำพุร้อน
เมื่อไปถึงจึงรู้ว่าเป็นที่ สปก. ต้องถอยกลับ
สมัยนั้นยังธรรมชาติมากแม้ป่าไม้จะถูกตัดไปบ้าง
บ้านเรือนที่เป็นอาคารถาวรมีน้อยมาก
ที่ดิน สปก.ส่วนใหญ่ผู้ครอบครองคือเศรษฐีนีที่มีชื่อเสียงของอำเภอสันกำแพงนั่นเอง
รักนะอ้ายคำตั๋น I Love You
อยากทราบว่าพ่อน้อยแก้วมีชีวิตอยู่รึป่าวค่ะ
พ่อหลวงน้อยแก้ว ศรีวิยศ
ฉันเป็นคนออนหลวยมาตั้งแต่กำเนิด มีบ้านอยู่ข้างวัดออนหลวย เป็นลูกสาวคนที่2จากทั้งหมด5(ผู้หญิง3ผู้ชาย2)คนของคุณพ่อแก้ว-กับคุณแม่ศรี วงศ์แสง ตอนเล็กๆ ก็ชอบวื่งเล่นอยู่แถวๆหน้าวัดออนหลวย ตรงโรงเรียนบ้านออนหลวย ตอนเด็กๆเรียนหนังสือที่โรงเรียนบ้านออนหลวย ต้องเดินผ่านวัดออนหลวยเพื่อไปเรียนหนังสือเป็นประจำ ฉันยังจำตอนฉันยังเล็กๆได้ไม่เคยลืม ฉันภูมิใจมากที่ได้เกิดมาเป็นคนออนหลวย จนคุณแม่ของฉันตั้งชื่อจริงของฉันว่า"คำออน"
ปจุบันนี้ฉันได้มาอยู่ที่จังหวัดสมุทรปราการ ซึ่งฉันมาอยู่ได้ประมาณ35ปีแล้ว ฉันยังไม่เคยลืมบ้านที่เราเคยอยู่ แล้วก็ภาษาท้องถิ่นคือภาษาลื้อ ซึ่งเป็นภาษาของคนไทยลื้อซึ่งคนไทยลื้อเป็น กลุ่มคนยุคแรกเริ่มที่ย้ายเข้ามาอยู่ที่บ้านแม่ออน พ่อแก้วกับแม่ศรีของฉันก็เป็นคนไทยลื้อ มีคนเคยถามว่า มาอยู่กรุงเทพแล้วยังพูดภาษาลื้อได้อยู่หรือเปล่า ฉันก็ตอบไปว่าฉันยังจำได้ไม่เคยลืม จนทุกวันนี้ฉันก็ยังพูดภาษาลื้อด้วยในตอนที่เจอญาติพี่น้อง (ปจุบันนี้ น้องๆทั้ง3คนก็ยังอยู่ที่บ้านออนหลวย ส่วนพี่ชายคนโตเสียชีวิตแล้ว)
..ฉันยังจำเพื่อนๆของฉันที่อยู่ที่ออนหลวยได้อยู่เสมอ โดยเฉพาะ คุณ สนั่น บุญมี(ป้อหลวง สนั่น)ผู้ดูแลเวปไซค์นี้ ฉันต้องขอขอบคุณเจ้าของ และ ผู้ดูแล เวปไซค์นี้ด้วยที่ได้จัดทำเวบไซด์ดีๆแบบนี้ขึ้นมา เพื่อให้คนบ้านออนหลวยได้พบปะพูดคุยกัน ต้องขอกราบขอบพระคุณเป็นอย่างสูง จากฉัน บังอร (คำออน)พุกคล้าย(วงศ์แสง)ชื่อเล่นที่เพื่อนๆชอบเรียกฉันว่า"ยอย" ฉันยังจำทุกภาพความทรงของฉันตอนที่อยู่ที่ออนหลวยได้มิเคยลืม
ปล.ปีใหม่นี้ฉันคงจะได้ไปพบเพื่อนๆทุกคนที่ออนหลวยนะ
โทร 02-395-2780 หรือ 089-810-8925
.....................................ประกฤตย์ พุกคล้าย เขียน
บังอร พุกคล้าย เรียบเรียง
ขอให้พัฒนาหมุ่บ้านให้เจริญ และไม่ลำเอียงนะค่ะคิดถึงผลประโยชน์ส่วนรวมมากว่าส่วนตัวนะค่ะ หมู่บ้านเราจะได้เจริญ