เมื่อเป็นละอ่อนได้เฮี้ยนฮู้ประเพณีท้องถิ่นของบ้านเมืองนี้ได้ซึมซับความงดงามของประเพณีพื้นบ้านไว้เกือบทุกอย่างทั้งเรื่องการเลี้ยงชีพ เช่นการการเกษตร ปลูกข้าวไฮ้

การหาอาหารป่า ทำน้ำปู เผ่าถ่าน ปลูกอ้อย ทำก้อนอิฐ ..ร่วมทั้งงานปอยต่างๆบ่เกยลืม

วันนี้ทุกอย่างเปลี่ยนแปลงไปจ๊าดนัก..ความฮักในท้องถิ่นแม่ออนบ่ว่าแพะวันตก แพะวันออกอยู่ในหัวใจตลอด..ผ่านไปเกือบ 40ปี๋แล้วที่ละท้องถิ่นนี้ไป..ได้เข้ามาอ่านเว็บนีโดยบังเอิญ..ขอน้อบกราบอาจารย์สนั่นเกยอ่านบทความในไทยนิวส์ อ้ายน้อยนันดีใจได้ปะกั๋นอีก..บทความนี้เฮาได้เขียนไว้เมื่อได้ปิ๊กมาแอ๋วบ้านเมื่อเดือนพฤศจิกายน 2551

เสียงเพรียกจากขุนเขา

นานแล้วที่ไม่ได้กลับบ้าน

เหมือนมีเสียงเพรียก...เพรียกให้ฉันกลับไปเยือนขุนเขาอีกครั้ง

ทุกสิ่งทุกอย่างเปลี่ยนแปลงไป...

ทุ่งนาที่เขียวขจีเป็นแนวยาวจรดเขา เหลือเพียงเป็นหย่อมๆเท่านั้น

มีหมู่บ้านจัดสรรขึ้นมาแทน

ธารน้ำหายไป..ฝูงผีเสื้อไม่มีให้เห็น

ดงไม้ที่หนาทึบ...เหลือเพียงแต่ต้นไม้เล็กๆ.ที่บางตา.

บางพื้นที่มีเจ้าของจับจองกั้นรั้วมีป้ายติดไว้ “ข้ามเข้า “

บางพื้นที่เป็นรีสอร์ท

บางพื้นที่เป็นสถานราชการและสถานที่ท่องเที่ยว ต้องเสียเงินผ่านเข้าไปชม

มีถนนลาดยางพาดผ่านกลางภูเขา...

ฉันไม่ได้ยินเสียง.. เสียงที่เคยได้ยินอีกแล้ว...

มีแต่เสียงของรถบรรทุก รถยนต์ที่วิ่งผ่านไปมา

ทุกอย่างเปลี่ยนแปลงไป....เช่นเดียวกับตัวฉัน

ฉันได้ยินเสียงสะอื้นของขุนเขา...และ..ใจของตัวเอง

เราต่างพ่ายแพ้..พ่ายแพ้ต่อกาลเวลาที่ไม่หยุดนิ่ง

และมีแต่การเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา

ดุจดั่งเล่ห์ลิขิต...ที่ทำให้เราสมย่อม ไม่ดื้อดึง ไม่ขัดขืน

เห็นดีเห็นงามคิดว่าถูกต้องแล้ว .. สุดท้ายกลับมาทำร้ายตัวเอง..ต้องเจ็บปวด

มิตรภาพแห่งวิถีเรียบง่ายที่งดงาม..กำลังจะหมดไป...

เหลือไว้แต่ความทรงจำ

ฉันขับรถช้าๆไปตามถนนที่ขนานไปแนวเขา....

ใต้เงาแห่งชุนเขาแห่งนี้

ฉันเคยเดิน เคยวิ่ง เคยช่วยชาวบ้านปลูกข้าวไร่

เลี้ยววัวควาย เก็บใบตองตึง เผ่าถ่านและหาของป่า

แถวนี้เคยมีแต่เส้นทางเดินเล็กๆ และสำหรับล้อเกวียนเท่านั้น

ทุกวันฉันจะแอบหนีจากบ้าน หนีเรียนวิ่งลัดเลาะคันนาสู่แนวป่า..

ได้ยินเสียงสายธารที่ไหลรินกระทบแก่งหินแว่วมาแต่ไกลๆ

น้ำในลำธารใสสะอาด เห็นฝูงปลา ว่ายไปมา..

มองเห็นทรายและเม็ดหินใต้น้ำอย่างชัดเจน

ในยามเช้าของฤดูหนาว จะเห็นไอน้ำขาวขาวลอยจากผิวน้ำ

กระทบกับลำแสงของดวงอาทิตย์ที่สาดส่องผ่านดงไม้ลงมา..

ในตอนบ่ายแสงแดดจะทอประกายระยิบ ระยับบนผิวน้ำ

ทอเป็นริ้วคลื่นเล็กๆ..เหมือนเก็จแก้ว เหมือนแสงดาวที่อยู่บนฟ้า

ฉันและเพื่อนๆจะพากันวิ่งกระทุ้งน้ำ

ไล่ผิวน้ำนั้น แตกกระจายจนตัวเปียกปอนไปหมด

ที่หาดทรายจะมีก้อนหินหลากสี รูปทรงแปลกๆแตกต่างกันไป

มีผีเสื้อสีขาว สีเหลือง สีฟ้า บินแยกกันอยู่เป็นฝูงฝูง

เราจะเก็บหินที่สวยๆ หินสีเนื้อนุ่มๆนำมาระบายรูปภาพได้

หินกลมๆสำหรับมาเล่นอีเก็บ และใช้สำหรับยิงหนังสติ๊ก

ตอนเย็นๆฉันวิ่งเล่นจนเหนื่อย...จะล้มตัวลงนอนกับพื้นหญ้า

ดึงปล้องหญ้าที่อวบๆมาเคี้ยวในปากเพื่อดูดความหวานของมัน

นอนนิ่งๆ ฟังเสียงลม เสียงนก เสียงกิ่งไผ่ที่เสียดสีไปมา

ม่านฟ้าในยามเย็น จะเห็นริ้วเมฆน้อยน้อยๆลอยไปตามแรงลม

เปลี่ยนเป็นรูปร่างต่างๆ อย่างเพลิดเพลินตา

มองเห็นควันขาวขาวที่ลอยขึ้น ตามแนวเขาสีเขี้ยวครึมไกลไกล

เป็นควันไฟที่ชาวบ้านก่อสุ่มเพื่อไล่แมลง ..

กลิ่นต้นหญ้า กลิ่นต้นไผ่ กลิ่นต้นจามจุรี กลิ่นดินโคลน

กลิ่นป่าชื้น ..ไม่เคยจางหายไปจากความทรงจำ

เป็นความงดงาม...ที่คอยหล่อเลี้ยงเยียวยาจิตใจฉัน และสู้ต่อไป...

เฉกเช่นเดียวกับขุนเขาเหล่านี้ที่กำลังรอคอย..

รอคอยให้ ผู้คนกลับไปปกป้อง ดูแลรักษา

ให้กลับมาสวยงามอีกครั้ง...

หรือจะปล่อยให้การเปลี่ยนแปลงย่ำยี และในที่สุดไม่เหลืออะไรเลย

.. เพลง..ต้นหญ้า

ฉันเป็นเด็ก.เป็นเด็ก ตัวเล็กเล็ก

คอยแอบเล็ด เตร็ดเตร่ หนีไปเที่ยว

ฉันชอบเล่น เล่นอยู่ เพียงคนเดียว

ในทุ่งเขียว ป่าใหญ่ ที่งดงาม

..

ล้มตัวนอน นอนนิ่งนิ่ง บนก่อหญ้า

ฟังสัตว์ป่า ส่งเสียง เหมือนซักถาม

สายลมพลิ้ว เหล่าต้นหญ้า ลู่เอนตาม

ฟ้าสีคราม สว่างใส เพลิดเพลินตา

..

ดุจพรพรหม บรรเลง เพลงใบหญ้า

เป็นมนตรา พาซึ้ง รำพึงหา

เสียงต้นไผ่ ซาดซ่า ไกวไปมา

ชื่นอุรา แสนสนุก หาไหนปาน

..

แมลงปอ ผีเสื้อ หลายหลากสี

สุขเปรมปรีดิ์ บินว่อน ร่อนผสาน

เสียงกบเขียด ร้องประสาน กวีกานต์

เสียงนกขาน ออดอ้อน ก้องพงไพร..

..

เสียงลมหวิว เศษหญ้าปลิว กระทบหน้า

สุขจริงหนา สายลมเย็น พลิ้วไปไหน

วิ่งไล่ตาม สายลม ที่พัดไป

สักครู่ใหญ่ ล้มพับ หลับไปนาน

..

แสงแดดอ่อน ตะวันลับ จากขอบฟ้า

เสียงนกกา ปลุกนิทรา รีบกลับบ้าน

วิ่งเลาะขอบ คันนา แสนชื่นบาน

สุขสำราญ เรื่องวันวาร มิเคยลืม