รศ. ปาริชาติ วลัยเสถียร จากคณะสังคมสงเคราะห์ศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ได้ขอให้ผมไปพูดคุยกับนักศึกษาปี 4 ของคณะสังคมสงเคราะห์ศาสตร์ เนื่องในโอกาสที่สัปดาห์นี้ (3–6 ก.ค.) จะมีการจัด “ตลาดนัดความรู้”ที่บริเวณลานชั้น 1 ของอาคารเรียนรวม SC ที่ มธ.ศูนย์รังสิต
ท่านอาจารย์ปาริชาติเล่าให้ผมฟังถึงวัตถุประสงค์ของการจัดตลาดนัดความรู้ในครั้งนี้ว่า เพื่อเปิดโอกาสให้นักศึกษาได้มีโอกาสแลกเปลี่ยนเรียนรู้สิ่งที่ได้จากการฝึกปฏิบัติภาคสนามช่วงภาคฤดูร้อนที่ผ่านมานี้ โดยที่ท่านได้ให้รายละเอียดเพิ่มเติมว่า นักศึกษาทุกคนของคณะฯ จะต้องผ่านการฝึกปฏิบัติภาคสนาม เพราะเป็นวิชาบังคับของคณะฯ ภาคฤดูร้อนที่ผ่านมา (16 มี.ค. –11 พ.ค.) มีนักศึกษาผ่านการฝึกภาคสนาม 5 เรื่องหลักๆ ด้วยกันคือ 1. เรื่องชุมชนเมือง (ที่อยู่อาศัย สิ่งแวดล้อม เยาวชน ยาเสพติด องค์กรชุมชน) 2. เรื่องชุมชนชนบท (ชุมชนเข้มแข็ง การจัดการทรัพยากรธรรมชาติ) 3. เรื่องชุมชนไม่ทอดทิ้งกัน (พื้นที่ประสบภัยสึมามิ และอุทกภัย) 4. เรื่องชุมชนชาติพันธุ์ (ปกาเกอะญอ มูซอ) และ 5. เรื่ององค์การปกครองส่วนท้องถิ่น (อบต. และเทศบาล)
ผมได้ฟังทั้ง 5 หัวข้อแล้วรู้สึกว่าประเด็นเหล่านี้น่าสนใจ และค่อนข้างสำคัญและสมควรที่จะนำมา “จัดการความรู้” อย่างยิ่ง นอกจากนั้นท่านอาจารย์ปาริชาติยังบอกอีกด้วยว่านักศึกษาที่ลงพื้นที่ได้มีโอกาสได้เห็น ได้ฟัง ได้ร่วมสัมผัส ได้ร่วมรับรู้ทุกข์สุข รับรู้ปัญหาของคนในพื้นที่ มีการจดบันทึกประจำวัน มีการจัดทำรายงาน ถ่ายภาพ ถ่ายวีดีทัศน์ แล้วจึงนำมาจัดเป็นนิทรรศการในระหว่างวันที่ 4 – 6 ก.ค. นี้ ฟังแล้วทำให้ผมเริ่มเห็นภาพของ “ตลาดนัดความรู้” ซึ่งก็คือแหล่งรวมของความรู้ต่างๆ ที่นักศึกษาได้มาจากการฝึกภาคสนาม และกำลังจะนำมาแลกเปลี่ยนเรียนรู้กันในเวทีนี้นี่เอง
แต่ประเด็นที่ท่านอาจารย์ปาริชาติอยากให้ผมพูดคุยกับนักศึกษา ก็คือประเด็นที่ตั้งไว้เป็นคำถามว่า . . . “จะจัดการอย่างไรเพื่อทำให้เกิดพลัง?” เป็นคำถามที่ตอบได้ไม่ง่ายนัก แต่ผมจะลองสาธยายให้ท่านฟังในวันพรุ่งนี้ก่อนที่ผมจะไปพบกับนักศึกษา มธ. ครับ
น่าจะเป็นการ "จัดการแบบไม่จัดการ" นะครับอาจารย์ จึงจะทำให้เกิดพลังแบบยั่งยืน ตามโลกทัศน์ของวิทยาศาสตร์ใหม่ การสรุปแบบนี้ผมได้รับอิทธิพลจากหนังสือของ M.J. Wheatley ครับ
การจัดการแบบเก่า เต็มไปด้วยการ "ควบคุม" โดยประสงค์จะให้เกิดความเป็น "ระเบียบ" ในองค์กร แต่ผู้นำที่มีโลกทัศน์แบบเก่าไม่เคยล่วงรู้เลยว่า "ระเบียบ" เป็นสัญญาณของ "พลัง" ที่หมดลง หรือ "ความตาย" ขององค์กร ทำให้ต้อง "วุ่น" กับการใส่พลังใหม่เข้าไปในองค์กรในนามของ "change agents" รอบแล้วรอบเล่า...เป็นการบริหารที่ "สิ้นเปลือง" โดยเปล่าประโยชน์
การจัดการโดยไม่จัดการ เป็นการใส่พลังเข้าไปน้อยนิดในช่วงเริ่มต้น เหมือนกับการนำเครื่องร่อนขึ้นสู่ท้องฟ้า เมื่อเครื่องร่อนเริ่มคุ้ยเคยกับกระแสลม เครื่องร่อนจะรับพลังงานจากสิ่งแวดล้อมเข้ามาเพื่อให้ตัวเครื่องร่อนลอยอยู่ในอากาศได้เองครับ
รูปธรรมของการจัดการแบบไม่จัดการที่ผมเคยรู้จักก็คือ Learning Organization จากการค้นคว้าของผม LO ตัวนี้มาจาก MIT ตั้งกะนาย J.W. Forrester, P.M. Senge มาถึงนาย J.D. Sterman แต่ผมก็อดสงสัยไม่ได้ว่า...เจ้า LO พอมาถึงบ้านเราจึงเปลี่ยนจาก "การจัดการโดยไม่จัดการ" มาเป็น "การจัดการโดยพยายามไม่จัดการ" แบบไทย ๆ ไปได้
...สงสัย LO ที่ผมรู้จัก จะเป็นคนละสายพันธุ์กับที่เจริญเติบโตในเมืองไทยกระมังครับอาจารย์?...อาจารย์ในฐานะผู้เชี่ยวชาญในเรื่องนี้...คงจะให้ความกระจ่างกับผมได้นะครับ
แวะเอาดอกไม้น้ำเล็กๆ ที่ปลูกอยู่หน้าบ้าน มาฝากค่ะ สำหรับคุณครูที่ช่วยเปิดโลกทัศน์และทำให้ชีวิตได้มีอะไรเปลี่ยนไปมาก อีกทั้งได้ขยายผลไปให้ผู้คนที่สนใจ (โดยเฉพาะเหล่าหนังสือที่อาจารย์แปลและ CD ธรรมะ) ขอให้ชีวิตอาจารย์มีความสุข สดชื่น สะอาด สว่างไสว..เป็นกำลังใจ และกำลังความรู้ให้กับผู้คนตลอดไปนะคะ ...แหววเองค่ะ...
เมืองไทย ตัวแปรมันเยอะครับ
บางที่ พวกเรา ก็ทำแบบที่ อจ สวัสดิ์ ว่านั่นแหละครับ แต่ ผู้บริหารยัง สันดานเดิมๆ มันก็แก้ไขลำบาก
ผู้บริหาร นิสัยเดิมๆ ป่วน คนทำ LO จนเละได้เลย
ผมก็ดีใจนะ ที่ ดร ประพนธ์ ตะลุย เข้าไป ทำ LO & KM ใน วงการศึกษา
และ ดีใจ ที่ มธ เล่นด้วย
ทำไปเรื่อยๆ เรียนรู้ไป ผิดถูก ก็แก้กันไป
เห็นด้วย กับ ดร สวัสดิ์ และ ชื่นชม ดร ประพนธ์ และ ชาว มธ ครับ
จุฬา มีแบบนี้ บ้างไหมหนอ ????
เห็นจริงตาม อาจารย์สวัสดิ์ และของ อ.วรภัทร์ผมก็ไม่ปฏิเสธครับ
และกับคำถามที่ว่า “จะจัดการอย่างไรเพื่อทำให้เกิดพลัง?” นั้น ผมเห็นว่า .. นักศึกษาที่ออกฝึกภาคสนามย่อมได้รับรสแห่งความสุข ความพอใจจากสถานการณ์ที่พวกเขาได้เข้าไปสัมผัสและร่วมคิดร่วมทำมาแล้ว เมื่อมีโอกาสได้ถ่ายทอดเรื่องราว ที่เป็นความภูมิใจ โดยมีคนสนใจฟังแบบ Deep Listening และได้มีการต่อยอด แลกเปลี่ยนประสบการณ์ให้กัน และกัน พลังก็เกิดขึ้นแล้วอย่างต่อเนื่อง ถ้าได้อาจารย์ไปเชียร์ ไปเสริมพลัง โดยเชื่อมโยงสิ่งที่เขานำเสนอ ให้เป็นกลุ่มเป็นก้อน ให้เห็นพลังร่วม และที่สำคัญ เห็นลู่ทางว่า พลังเหล่านั้น คือคำตอบสำหรับอนาคตของสังคมที่เราคาดหวังและรอคอย .. ทุกอย่างก็คงไปได้สวยครับ
ขอขอบคุณทุกท่านที่ช่วยกันต่อยอดความรู้ และเปิดประตูปัญญา ผมรีบมาทักทายก่อนที่จะเข้าประชุม และจะกลับมาใหม่เพราะรู้สึกว่ามีประเด็นมากมายที่น่าจะพูดคุยกันได้ต่อไป
ขอบคุณ คุณแหวว ที่เอารูปดอกไม้สวยๆ มาลงทำให้บรรยากาศดีขึ้นมากครับ