บันทึกการเข้าร่วมกิจกรรมค่ายมงฟอร์ต ครั้งที่ 8วันที่ 23-26 พฤศจิกายน 2549หมู่บ้านหนองไม้ตาย ตำบลหนองค่าย อำเภอประทาย จังหวัดนครราชสีมา
วันพฤหัสบดีที่ 23 พ.ย.49 เช้าวันแรกของการปฏิบัติกิจกรรม เด็ก ๆ ตื่นเต้นกันมาก บางโรงเรียนออกเดินทางจากภูมิลำเนาตอนเช้ามืด และมาถึงอัสสัมชัญนครราชสีมาก่อนพิธิเปิด บางโรงเรียนเดินทางมาถึงตั้งแต่คืนวันพุธ
เมื่อเราลงทะเบียนเสร็จ เราได้รับแจกอาหารว่าง ป้ายชื่อ และเสื้อ 1 ตัว ปีนี้เสื้อสวยมาก (กะว่าถ้าเสื้อเหลือจะซื้อฝากที่บ้านซักตัว) ช่วงพิธีเปิดได้รับเกียรติจากพระคุณเจ้าพเยาว์ มณีทรัพย์ สังฆมณฑลนครราชสีมา ภราดาศักดา กิจเจริญ อธิการเจ้าคณะแขวงฯ ภราดา ดร.พีระนันท์ นัมคณิสรณ์ ผู้อำนวยการโรงเรียนอัสสัมชัญนครราชสีมา ภราดาทักษบุตร ไกรประสิทธิ์ หรือ บราเดอร์เฟิร์นของพวกเรา และคณะภราดาอีกหลายท่าน ปีนี้มีคณะภราดาเข้าร่วมกิจกรรมเยอะกว่าทุกปี ทำให้พวกเรารู้สึกอบอุ่นมากเป็นพิเศษ
<p>
หลังจากพิธีเปิดเสร็จสิ้น บราเดอร์เฟิร์นบรรยายเกี่ยวกับชีวประวัติของนักบุญหลุยส์ฯ และเน้นให้เราได้ปฏิบัติตามจิตตารมณ์ของท่าน ในเรื่องของความเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่แก่เพื่อนมนุษย์ การเสียสละแก่ผู้ด้อยโอกาส และการใช้ชีวิตอย่างสมถะ ซึ่งนี่คือจุดกำเนิดของการที่เราทุกคนได้เดินทางมาร่วมกิจกรรมค่ายครั้งนี้ </p><p>
ปีนี้เราจะแยกไปปฏิบัติกิจกรรมทั้งหมด 5 หมู่บ้าน ได้แก่ บ้านเมืองคง บ้านหนองบัวลาย บ้านบุไท บ้านหนองพลวง และบ้านหนองไม้ตาย หลังจากพิธีเปิดเสร็จสิ้น พวกเราแยกนั่งตามหมู่บ้าน คุณพ่อมอบรูปปั้นนักบุญหลุยส์เพื่อนำเข้าหมู่บ้าน นอกจากนี้ก็จะมีถุงยังชีพ อุปกรณ์กีฬา และถุงยาสามัญประจำบ้านซึ่งได้รับบริจาคจากผู้ปกครอง </p><p>
หลังอาหารมื้อเที่ยงพวกเราก็ออกเดินทางเข้าสู่หมู่บ้าน จุดหมายของเราคือบ้านหนองไม้ตาย ห่างจากตัวเมืองโคราชไปทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือ ประมาณ 137 กิโลเมตร อยู่ในเขตอำเภอประทาย ระหว่างการเดินทาง ม.โอภาสจากมงฟอร์ต แนะนำให้พวกเรารู้จักกับภราดาและคณะครูที่ร่วมเดินทางไปด้วย ซึ่งประกอบด้วยภราดาอาวุธ ภราดาอนุวัฒน์ ม.สันติ และครูสัญ จากมงฟอร์ต ครูเป็ก และม.วิโรจน์ จากเซนต์คาเบรียล และครูปุ๋มเจ้าถิ่นจากโคราช พวกเราแนะนำตัวเองสั้น ๆ จากนั้นครูปุ๋มและพี่โอ๋ (เจ้าถิ่น) ก็ช่วยเล่าประวัติของท้าวสุรนารี หรือที่เราเรียกว่า คุณย่าโม และแนะนำสถานที่ท่องเที่ยวของเมืองโคราช จากนั้น ครูสันติก็สอนให้พวกเราร้องเพลง สวัสดีครับ(ค่ะ) ไว้สำหรับร้องทักทายในกิจกรรมสันทนาการ </p><p>
พวกเราใช้เวลาในการเดินทางประมาณชั่วโมงกว่า ๆ เด็ก ๆ 24 ชีวิต ครู 6 และบราเดอร์อีก 2 ท่าน ก็เดินทางถึงที่หมาย คือวัดนักบุญยอแซฟ คุณตาล อินทิรถ นายกองค์การบริหารส่วนตำบลหนองค่ายกล่าวต้อนรับและแนะนำวิถีชีวิตของชาวบ้านสั้น ๆ จากนั้น พ่อแม่บุญธรรมก็มารับเด็ก ๆ ไปอยู่ตามบ้าน พวกผู้หญิงได้อยู่บ้านละ 2-3 คน ส่วนเด็กผู้ชายตัวเล็ก ๆ อยู่บ้านละ 2 คน ที่โตขึ้นมาหน่อยก็แยกกันอยู่บ้านละ 1 คน ระหว่างที่เดินเข้าบ้านเด็ก ๆ ตื่นเต้นมากเพราะไม่รู้ว่าจะต้องเจอกับอะไรบ้าง</p><p>…….ติดตามต่อภาค 2 ค่ะ……………</p>
จ๊าด…. <p style="margin: 0cm 0cm 0pt; text-align: justify" class="MsoNormal"> ครอบครัวของจ๊าดเป็นร้านค้าเล็ก ๆ ในหมู่บ้าน (มีขนมให้จ๊าดเพียบเลย) พรุ่งนี้จ๊าดมีแผนไปเลี้ยงวัวและจับปลาที่หนองน้ำ</p>แนน,ไผ่,มัท…. <p style="margin: 0cm 0cm 0pt; text-align: justify" class="MsoNormal"> ครอบครัวของสามสาวเป็นครอบครัวใหญ่ อยู่กันหลายคน มีทั้งคุณย่า น้อง ๆ และหลาน ๆ เต็มบ้านไปหมด ทั้งสามเข้าไปบ้านช่วยทำกับข้าว มื้อแรกคือ ไส้กรอกทอด และไข่เจียว พรุ่งนี้พ่อและแม่จะพาสามสาวไปเกี่ยวข้าวที่ทุ่งนา</p>แม๊ก…. <p style="margin: 0cm 0cm 0pt; text-align: justify" class="MsoNormal"> เข้าไปถึงบ้านก็ได้เริ่มงานเลย แม๊กช่วยพ่อแบกข้าวเปลือกมาเก็บในยุ้ง พรุ่งนี้พ่อจะสอนให้แม๊กสีข้าวด้วยเครื่องสีข้าวขนาดเล็ก ซึ่งมีอยู่ในบ้าน </p>ฮาฟ <p style="margin: 0cm 0cm 0pt; text-align: justify" class="MsoNormal"> ครอบครัวของฮาฟมีพ่อกับแม่ซึ่งอายุมากแล้ว ส่วนลูก ๆ ไปทำงานอยู่ในตัวเมือง พ่อกับแม่มีอาชีพเสริมนอกจากทำนาคือเลี้ยงกบ ซึ่งคุณพ่อสุเทพ ให้พ่อแม่พันธุ์มาเลี้ยง 1 คู่ ปัจจุบันสามารถเพาะพันธุ์ได้ราว 30 ตัว </p>หม่อน <p style="margin: 0cm 0cm 0pt; text-align: justify" class="MsoNormal"> ครอบครัวของหม่อนมีงานค่อนข้างเยอะ และมีสมาชิกในครอบครัวเพียง 3 คน หม่อนช่วยที่บ้านเก็บข้าวเปลือกที่ตากไว้จนแห้งโกยเข้าถุงปุ๋ย และช่วยทำงานอื่นจิปาถะจนถึงตี 1 จึงได้เข้านอนในคืนแรก</p>เต้ <p style="margin: 0cm 0cm 0pt; text-align: justify" class="MsoNormal"> ที่บ้านเต้มีเพียงพ่อและแม่ ส่วนลูก ๆ ไปทำงานในตัวเมือง เต้เปรียบเสมือนน้องคนเล็กของครอบครัว แม่จะเอ็นดูเต้มากเป็นพิเศษเพราะเต้พูดน้อยและค่อนข้างขี้อาย แต่เต้เป็นเด็กยิ้มง่ายและเป็นขวัญใจของสาวๆ ในหมู่บ้าน</p>จูเนียร์,บอส และบอล <p style="margin: 0cm 0cm 0pt; text-align: justify" class="MsoNormal"> สามหนุ่มค่อนข้างโชคดี ได้อยู่บ้านท่านนายก อบต. ซึ่งมีบ้านอยู่ข้างวัด ภารกิจในวันแรกยังไม่ต้องทำอะไร แต่วันพรุ่งนี้มีโปรแกรมไปเยี่ยมท่านปลัดอบต.ที่สำนักงาน</p>พี่โอ๋(ประธาน)…. ครอบครัวของพี่โอ๋ ยังไม่มารับ คาดว่าคงกำลังยุ่งอยู่กับงาน พี่โอ๋ก็เลยมีเวลาตระเวนถ่ายรูปน้อง ๆ ตามบ้านต่าง ๆ พี่โอ๋ชอบถ่ายรูปมาก ได้จักรยานมาหนึ่งคันปั่นไปรอบหมู่บ้าน ซักพักเราก็เห็นพี่โอ๋ซิ่งมอเตอร์ไซคล์มาแต่ไกล “ของพ่อพี่เองน้อง….” นั่นแน่ะ! เจอครอบครัวแล้วสิ ว่าแล้วเราก็กระโดดขึ้นซ้อนท้ายรถพี่โอ๋ ซิ่งไปรอบหมู่บ้าน ไปถ่ายรูปชาวบ้านรดน้ำผัก เก็บข้าวเปลือกที่ตากไว้ เราพบคุณยายท่านหนึ่งนั่งรอลูก ๆ หลาน ๆ นวดข้าว(ด้วยเครื่อง) อยู่กลางทุ่งนา ก็เลยเข้าไปนั่งคุยด้วย ท่านเล่าว่าปีนี้ฝนแล้ง ข้าวไม่ค่อยดี น้ำน้อย แต่เมื่อคืนฝนตก ก็เลยต้องรีบเกี่ยวข้าว ไม่งั้นข้าวจะชื้น ขายไม่ได้ราคา เราก็เลยแซวไปนิดหน่อยว่าที่นาเยอะขอหนูซักไร่ได้มั๊ย เดี๋ยวจะมาช่วยทำนา คุณยายยิ้ม เอาไปก็ทำไม่เป็นมาอยู่เป็นลูกเป็นหลานยายเลยดีกว่า ยายมีลูกชาย 3 คน แต่มีครอบครัวหมดแล้วนะ ว๊า….อดเลย J
วันศุกร์ที่ 24 พ.ย.49 <p style="margin: 0cm 0cm 0pt; text-align: justify" class="MsoNormal"> เช้าวันที่สองของการอยู่ค่าย เมื่อคืนฝนตกนิดหน่อย เช้านี้ก็มีฝนปรอย ชาวบ้านรีบตื่นแต่เช้าเพื่อไปเก็บข้าวที่เกี่ยวไว้ ซึ่งชาวบ้านเรียกว่า ไปรัดข้าว ปกติถ้าเกี่ยวข้าวด้วยมือ ชาวบ้านจะวางข้าวไว้เป็นแนวยาว วันต่อมาก็ไปรัดให้เป็นฟ่อน ฟ่อนละ 5 กำมือ เวลารัดข้าวจะต้องรัดตอนเช้า ๆ ซึ่งแดดยังไม่ออก รวงข้าวยังไม่แห้ง จะมีความเหนียว รัดง่าย หากปล่อยให้แห้ง ฟางที่ใช้รัดข้าวจะกรอบและหัก ทำให้รัดลำบาก เมื่อรัดข้าวเสร็จแล้ว ชาวบ้านจะตากแดดไว้ 2 วันเพื่อให้แห้ง ไม่ชื้น จากนั้นก็จะนำมานวด (ฟาดลงกับพื้นซึ่งปูด้วยตาข่าย) เพื่อแยกเมล็ดข้าวออกจากฟ่อนข้าว </p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt; text-align: justify" class="MsoNormal"> เช้านี้เราไปเยี่ยมเด็ก ๆ เริ่มจากน้องบอส น้องจูเนียร์ และน้องบอล สามหนุ่มที่อยู่ใกล้กับที่พักเรามากที่สุด สามหนุ่มมีภารกิจตัดฟืนไว้ใช้ในครัว น้องจูเนียร์แม้จะมือพองแต่ก็ไม่ยอมหยุด ยังคงปฏิบัติภารกิจจนเสร็จ</p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt; text-align: justify" class="MsoNormal"> ถัดไปไม่ไกลนัก น้องกันต์ น้องเจมส์ และน้องแม๊ก พร้อมด้วยคุณแม่และน้อง ๆ อีก 3 สาว กำลังขุดปูอยู่กลางทุ่งนา น้องแม๊กเล่าว่า…วิธีการขุดปู ไม่ยาก ให้ดูว่ามีรูหรือเปล่า ถ้ารูเล็กก็จะได้ปูตัวเล็ก รูใหญ่ก็จะได้ปูตัวใหญ่ ขุดลงไปไม่ประมาณ 2 หน้าเสียม ก็เจอ เช้านี้อากาศดี ยังไม่มีแดด เด็ก ๆ ก็เลยเพลินกับการเดินขุดปู แรก ๆ แม๊กคงใจร้อนไปนิด ใช้เสียมสับโดนกระดองปู ตายไปหลายตัว ส่วนน้องเจมส์ยังไม่ได้ซักตัว ขอไปช่วยตาเกี่ยวข้าวดีกว่า น้องกันต์นี่ท่าทางจะเป็นมืออาชีพในการขุด เพราะจับได้หลายตัว ไม่นานเราก็ได้ปูเกือบครึ่งถัง เมนูเด็ดเย็นนี้ทราบว่าเป็นหลนปู…(เราจะตามไปชิมอย่างแน่นอน)</p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt; text-align: justify" class="MsoNormal"> ก่อนจะไปเยี่ยมเด็ก ๆ บ้านต่อไป เราผ่านศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก เราก็เลยแวะเข้าไปเยี่ยมชม พร้อมกับนำขนมเข้าไปฝากเด็ก ๆ ด้วย บราเดอร์อาวุธมีวิธีหลอกล่อเด็ก ๆ ด้วยการเล่านิทาน เรื่อง “กระต่ายกับเต่าและลูกหมูสามตัว” (เกี่ยวกันได้ไงก็ไม่รู้) และจบลงด้วยความสับสนเล็กน้อย</p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt; text-align: justify" class="MsoNormal"> ออกจากศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก เราตัดหมู่บ้านออกไปกลางทุ่งนา ซึ่งพบ 3 สาว น้องแนน น้องไผ่ และน้องมัท พร้อมด้วยพ่อและแม่ กำลังเกี่ยวข้าวอย่างขะมักเขม้น พ่อสอนวิธีการเกี่ยวข้าว ซึ่งไม่ยากเลย ให้ใช้เคียวเกี่ยวรวงข้าวที่ล้มขึ้นมาแล้วใช้มือซ้ายรวบ พอล้นมือก็วางที่พื้นเรียงเป็นแถวยาว เวลาที่เราดำนา เราจะเดินถอยหลัง แต่ตอนเกี่ยวข้าวเราจะเดินหน้าไปเรื่อย ๆ แม้แดดจะค่อนข้างร้อน แต่สามสาวก็สู้ไม่ถอย น้องมัทถึงแม้จะไม่มีหมวกมาบังแดด แต่ก็ได้ผ้าขนหนูคลุมศีรษะ…ช่วยคลายร้อนได้นิดหน่อย เสร็จจากค่ายนี้ สามสาวคงจะคล้ำแดดลงไปเยอะเลย</p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt; text-align: justify" class="MsoNormal"> เสร็จจากทักทายสามสาว พวกเรากลับเข้ามาที่หมู่บ้านอีกครั้ง ที่หมู่บ้านในช่วงกลางวันจะมีแต่ผู้เฒ่าผู้แก่ และเด็กเล็ก ๆ อยู่ที่บ้าน เราเข้าไปทักทายและแนะนำตัว พร้อมกับสอบถามข้อมูลเด็ก ๆ คุณยายบอกว่า ปีนี้ไม่มีเด็ก ๆ มาอยู่ที่บ้าน แต่ถ้าปีหน้ามาอีก ขอมาอยู่บ้านคุณยายซัก 3 คนเลย จะได้ช่วยทำงาน (เข้าล๊อคเป๊ะเลย…..) ได้เวลาทานข้าว คุณยายยกสำรับกับข้าวมาที่แคร่ พร้อมกับร้องเชิญชวนพวกเราให้อยู่ทานข้าวด้วยกัน มื้อกลางวันคุณยายมีข้าวเหนียวทานกับหมกเห็ด แกงคั่วไก่ ผักเสี้ยนดอง และน้ำพริก ครูปุ๋มนั่งปั้นข้าวเหนียวจิ้มน้ำพริกและหมกเห็ดเป็นเพื่อนคุณยาย 2-3 คำก็ลาคุณยายกลับที่พัก เนื่องจากบ่ายนี้บราเดอร์อาวุธจะต้องรีบเดินทางกลับกรุงเทพฯ</p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt; text-align: justify" class="MsoNormal"> ในช่วงเช้ายังมีเด็ก ๆ อีกกลุ่มหนึ่งที่เราหาไม่พบ แต่ทราบภายหลังว่าคุณลุงพาไปจับปลาที่หนองน้ำห่างจากหมู่บ้านไป 3 กิโล และมี ม.สันติ ตามไปดูแลด้วย เด็ก ๆ เรียนรู้วิธีการทอดแหจับปลา ซึ่งกว่าจะเหวี่ยงแหได้สวยก็เล่นเอาเอวเคล็ดเหมือนกัน ครั้งแรกที่เหวี่ยง ได้ปลาติดแหมา 10 ตัว เด็ก ๆ ดีใจมาก ครั้งที่สองได้ 5 ตัว … ครั้งที่สาม ได้ 2 ตัว เอ๊ะ!….ทำไมลดลงเรื่อย ๆ และในที่สุด ครั้งที่สี่ เราไม่ได้ปลาติดแหเลยซักตัว คุณลุงก็เลยใช้วิธีเอาแหยาวเดินไปลากมาจากอีกฝั่งแล้วกั้นไว้ไม่ให้มันหนีไป คราวนี้เราทอดแหอีกครั้ง … ได้ผล… มีปลาติดแหมานับไม่ถ้วน แกะกันเมื่อยมือไปเลย </p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt; text-align: justify" class="MsoNormal"> เมื่อได้ปลาแล้วเด็ก ๆ เรียนรู้วิธีการทำอาหารแบบง่าย ๆ โดยการก่อไฟปิ้งปลา และทำต้มยำปลา ที่สำคัญเราไม่มีมะนาว คุณลุงบอกว่า ไม่ต้องเป็นห่วง ว่าแล้วก็เดินไปที่พงไม้ข้าง ๆ ไม่นานนักคุณลุงก็กลับมาพร้อมกับมดแดงรังใหญ่ นี่ไง! น้ำส้มอย่างดี (ชาวบ้านเรียกว่า “ส้มมดแดง”) หลังจากปรุงต้มยำเรียบร้อย คุณลุงก็เคาะ รังมดแดง ปล่อยให้ลงไปในหม้อ ซักพักก็ยกลงจากเตา แม๊กอาสาชิมเป็นคนแรก ปรากฏว่า …. เชลล์ไม่ต้องชวน รสชาติอร่อยสะใจ เด็ก ๆ นั่งล้อมวงทานมื้อกลางวันใต้ร่มไม้ เป็นมื้อกลางวันที่อร่อยและคุ้มค่าของความเหน็ดเหนื่อยของเด็ก ๆ ซึ่งกว่าจะได้ปลาและกว่าจะได้อาหารมาแต่ละมื้อ ต้องแลกกับหยาดเหงื่อและแรงงาน ดังนั้นในทุกมื้อที่เราทานข้าว เราจะต้องทานให้หมดและไม่ทานหกเลอะเทอะ</p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt; text-align: justify" class="MsoNormal"> บ่ายแก่ ๆ คุณตาล (นายก อบต.หนองค่าย) และลูกชายทั้ง 3 (บอล จูเนียร์ และบอส) มาชวนพวกเราไปเยี่ยมชมสำนักงานองค์การบริหารส่วนตำบลหนองค่าย และแนะนำให้รู้จักกับคุณประจักษ์ ศรีประเสริฐศักดิ์ ปลัดองค์การบริหารส่วนตำบล พวกเรานั่งสนทนาเกี่ยวกับข้อมูลของชาวบ้านและโครงการพัฒนาของอบต. และเมื่อเห็นควรแก่เวลาจึงได้ลากลับ</p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt; text-align: justify" class="MsoNormal"> ช่วงเย็นคณะครูนัดพวกเด็ก ๆ มารวมตัวกันที่ศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก พวกเราได้แลกเปลี่ยนประสบการณ์ว่าแต่ละคนได้ปฏิบัติกิจกรรมอะไรกันบ้างและมีความประทับใจอย่างไร หลังจากการแบ่งปันประสบการณ์ พี่โอ๋ พี่แม๊ก และพี่เจมส์ ทำหน้าที่นำน้อง ๆ ทำกิจกรรมสันทนาการ เล่นเกมกันนิดหน่อย เด็ก ๆ ในหมู่บ้านก็มาร่วมเล่นเกมกับพวกเราด้วย</p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt; text-align: justify" class="MsoNormal"> เสร็จจากกิจกรรมสันทนาการ เด็ก ๆ แยกย้ายกันกลับเข้าบ้านและเข้านอนแต่หัวค่ำ เพราะพรุ่งนี้ พี่โอ๋นัดแนะกับเด็ก ๆ ว่าจะพาไปชมพระอาทิตย์ขึ้นอีกครั้ง (หลังจากที่ผิดหวังที่เมื่อเช้าฝนตกจึงไม่เห็นพระอาทิตย์ขึ้น) เสร็จภารกิจไปอีกหนึ่งวัน พรุ่งนี้จะสนุกแค่ไหนกันนะ</p>
วันอาทิตย์ที่ 26พ.ย.49
เช้าวันสุดท้ายของการร่วมกิจกรรมค่ายเพื่อนนักบุญมงฟอร์ต เด็ก ๆ ตื่นแต่เช้าเก็บกระเป๋า และทานข้าวร่วมกับครอบครัว และมารวมตัวกันที่วัด น้องน้ำพุเกาะติดพี่เต้และร้องไห้ไม่ยอมให้พี่เต้กลับ น้องเพ็ดก็เช่นกัน ร้องไห้ตามพี่แนน พี่ไผ่และพี่มัท เราเพิ่งสังเกตว่า น้องเพ็ดกับพี่แนนหน้าตาเหมือนกันราวกับเป็นพี่น้องท้องเดียวกัน
เด็ก ๆ ได้รับของฝากจากครอบครัวเช่น ข้าวสาร หมอน ผ้าขาวม้า อาหารแห้ง ฯลฯ ส่วนเด็ก ๆ ก็มีของที่ระลึกให้กับครอบครัวเช่นกัน น้องจ๊าดมีเสื้อทางเหนือมาฝากพ่อ-แม่ และพี่สาวด้วย ส่วนน้องตรองส่งของที่ระลึกอยู่ในกล่องผูกโบว์สวยงามมอบให้คุณแม่ด้วยความเขิน (แต่ไม่ยอมบอกว่ามีอะไรอยู่ในกล่อง)
หลังจากล่ำลาครอบครัวเป็นที่เรียบร้อย พวกเราก็ออกเดินทางจากหมู่บ้าน กลับสู่โรงเรียนอัสสัมชัญนครราชสีมา มีการมอบเกียรติบัตรและพิธีปิดโดยคุณพ่อพิเชษฐ์ วงศ์อนันต์ ทุกคนทานอาหารกลางวันร่วมกัน และแยกย้ายกลับสู่ภูมิลำเนาของตน
กิจกรรมค่ายมงฟอร์ตครั้งที่ 8 ได้ปิดฉากลงพร้อมกับความรักความผูกพัน และประสบการณ์ชีวิตที่พวกเราไม่อาจจะลืมได้ ขอขอบคุณพระเจ้าที่กำหนดเส้นทางเดินของชีวิตให้พวกเราได้มีโอกาสมาอยู่ร่วมกัน ทำกิจกรรมร่วมกัน เราหัวเราะด้วยกัน ร้องไห้ด้วยกัน ตลอดระยะเวลา 3 คืน 4 วัน เป็นช่วงเวลาที่มีค่าและหาไม่ได้อีกแล้วในชีวิต ปีหน้าเราจะกลับมาพบกันอีกครั้ง พร้อมกับประสบการณ์ใหม่ ๆ เพื่อนใหม่ และครอบครัวใหม่
วันเสาร์ที่ 25 พ.ย. 49
เช้านี้ไม่มีฝน พี่โอ๋เดินปลุกน้องๆ ตามบ้าน และพาลัดทุ่งไปยังจุดหมายคือหลังวัด เรานั่งรออยู่ประมาณครึ่งชั่วโมง แต่เราก็ต้องผิดหวังเช่นเคยเพราะวันนี้มีเมฆมากทำให้ไม่เห็นพระอาทิตย์
เช้าวันนี้ คณะครูพาเด็ก ๆ ไปเที่ยวฝาย ห่างจากหมู่บ้านไปไม่ไกลนัก (ประมาณ 5 กิโล) เป็นฝายน้ำเล็ก ๆ ข้ามฝั่งไปก็เป็นเขตจังหวัดบุรีรัมย์ พวกเราเล่นน้ำด้วยความระมัดระวังเพราะมีตะไคร้น้ำเกาะที่พื้นเต็มไปหมด ม.วิโรจน์ ม.สันติ และม.โอภาส คอยดูแลและเล่นน้ำกับเด็ก ๆ ไม่ให้คลาดสายตา ส่วน 5 สาว แนน ไผ่ มัท กอล์ฟ และออมสิน ขอแค่ได้เดินลุยน้ำนิดหน่อยก็ชื่นใจแล้ว
ช่วงบ่ายมีการสาธิตการนวดข้าว เด็ก ๆ ไปรวมตัวกันที่บ้านน้าถาวร การนวดข้าวจะมีอุปกรณ์สำคัญคือ ไม้ไผ่คู่ มีเชือกมัดปลายด้านหนึ่งไว้สำหรับใช้ล๊อคฟ่อนข้าว แล้วฟาดลงบนพื้น น้าถาวรทำให้เราดูก่อนหนึ่งฟ่อน จากนั้นให้เด็ก ๆ ทดลองทำบ้าง น้องแนนทดลองก่อน แต่รู้สึกจะแรงน้อยไปนิด แต่ก็ทำให้เมล็ดข้าวเปลือกหลุดล่วงออกจากฟ่อนได้พอสมควร น้องกันต์แรงค่อนข้างดี ฟาดไม่กี่ทีเมล็ดข้าวก็ร่วงหมดฟ่อน ส่วนน้องเจมส์ ต้องฟาดหลายครั้งกว่าจะหมดฟ่อน น้าถาวรอธิบายให้เด็ก ๆ ฟังว่า วิธีการทำนานั้นจะเริ่มต้นจากการหว่านข้าว ซึ่งจะหว่านกันในเดือนพฤษภาคม ปล่อยไว้ประมาณ 45 วัน จะไปถอนกล้าแล้วดำอีกครั้ง (การดำนาก็คือ การเอาต้นกล้าที่ถอนไปปักลงในนา) ปล่อยทิ้งไว้จนถึงเดือนพฤศจิกายน หรือสังเกตรวงข้าวสีเหลืองและโน้มตัวลงสู่พื้น ช่วงนี้ถ้ามีน้ำขังอยู่ในนา ชาวนาจะต้องระบายน้ำออกจากนา เพื่อไม่ให้รวงข้าวแช่น้ำ หากมีการเก็บเกี่ยวด้วยเครื่องเกี่ยวข้าว จะต้องเหลือน้ำไว้บ้าง เพื่อไม่ให้ดินแห้งเกินไป แต่หากใช้วิธีการเกี่ยวด้วยมือ(แรงคน) ก็จะระบายน้ำออกจนหมด เมื่อเกี่ยวข้าวเสร็จแล้วจะทิ้งไว้ให้แห้งประมาณ 2-3 วัน แล้วนำมานวด นวดเสร็จแล้วก็ตากบนพื้นซึ่งมีตาข่ายรองอยู่ ตากแดดประมาณ 2-3 วันโกยใส่กระสอบหรือถุงปุ๋ย และเก็บไว้ในยุ้งข้าว ส่วนฟางที่เหลือจะนำไปเป็นอาหารเลี้ยงวัว/ควาย หรือนำไปเป็นแฝกมุงหลังคา ซึ่งหากใช้เครื่องนวดข้าว จะไม่สามารถนำฟางเหล่านี้มาทำเป็นแฝกได้ เพราะฟางจะกระจายไม่เรียงตัวเป็นระเบียบ
หลังจากฟังการบรรยายเรื่องข้าวโดยน้าถาวร พวกเราก็ไปโชว์การขุดปูและขุดแย้ วันนี้มีบราเดอร์มาร่วมกิจกรรมกับพวกเราด้วย ได้แก่ บราเดอร์เฟิร์น บราเดอร์สยาม บราเดอร์อนุวัตน์ บราเดอร์ทินกร นอกจากนี้ยังมีเพื่อน ๆ จากชมรม IT Genius Club ของโคราชมาช่วยบันทึกภาพการเข้าร่วมกิจกรรมของพวกเรา บราเดอร์ทินกรโชว์ฝีมือด้วยการขุดได้ปูตัวที่ใหญ่ที่สุด (ไม่เสียชื่อคนโคราช...) จูเนียร์โดนปูหนีบร้องลั่นทุ่ง... ส่วนน้องบอสลุยโคลนซะจนรองเท้าผ้าใบสีขาวที่ใส่มากลายเป็นสีน้ำตาล ส่วนน้องออมสิน ไม่ทราบไปโดนอะไรมา เป็นแผลที่น่องต้องวิ่งหาครูปุ๋มใส่ยาให้ เด็ก ๆ สนุกสนานกับการขุดปูได้ซักพักก็ย้ายกันไปขุดแย้ วิธีการสังเกต ให้ดูที่พื้นดิน รูแย้จะมีลักษณะกลมและรูอีกหนึ่งข้างซึ่งมีดินปิดไว้ รูอีกข้างนี้จะเป็นทางหนีของแย้ ดังนั้นเมื่อเราขุดด้านหนึ่ง จะต้องปิดรูอีกด้านหนึ่งเพื่อกันไม่ให้แย้หนี วันนี้เราโชคดี ขุดได้แย้สองตัว ลักษณะแย้จะคล้ายกับกิ้งก่า แต่ตัวจะนิ่มและไม่มีแผงที่คอ เมนูเด็ดของชาวบ้านคือนำไปผัดเผ็ดใส่กะเพรา หรือทำเป็นลาบก็อร่อยอย่าบอกใคร
หลังจากภารกิจการขุดแย้ พวกเรามีนัดเตะฟุตบอลกระชับมิตรกับเด็ก ๆ ในหมู่บ้าน ซึ่งไม่ต้องสงสัยเลยว่าฝ่ายใดจะโดนยำ พวกเราตั้งเป้าหมายไว้ว่าจะยิงให้ได้ซัก 5 ประตู แต่โชคไม่ดี กลายเป็นฝ่ายโดนยิงไป 1-0 หลังจากเสียเหงื่อให้กับการกีฬา เด็ก ๆ แยกย้ายกลับบ้านไปอาบน้ำและเตรียมการแสดงสำหรับภาคกลางคืน บราเดอร์อนุวัฒน์ ครูเป็กและครูสัญ เตรียมอุปกรณ์และสถานที่สำหรับพิธีมิสซาและบายศรี ส่วนม.วิโรจน์และครูปุ๋ม ไปตลาดซื้ออาหารสดสำหรับทำอาหารเลี้ยงชาวบ้าน
1 ทุ่มตรง เด็ก ๆ พร้อมด้วยครอบครัวมาพบกันที่วัดนักบุญยอแซฟ คุณพ่อสุเทพ ประทุมตรีมาประกอบพิธีมิสซาให้กับพวกเรา จากนั้นมีการรับประทานอาหารร่วมกัน ซึ่งแต่ละครอบครัวจะนำอาหารมานั่งทานร่วมกัน เด็ก ๆ ทานข้าวไปด้วยคุยกับครอบครัวไปด้วย ซึ่งทุกบ้านพูดเป็นเสียงเดียวกันว่า เป็นอาหารมื้อที่อร่อยที่สุด เพราะได้ทานข้าวร่วมกันและมีลูก ๆ ที่น่ารักอยู่ทานข้าวพร้อมหน้า พวกเราเชื่อว่าอร่อยจริง เพราะสังเกตได้จากบราเดอร์เฟิร์น เจอเมนูโปรด ปั้นข้าวเหนียวจิ้มปลาร้าบอง เพลินจนจุกลุกไม่ขึ้นเลย
จากนั้นก็เป็นการแสดงของเด็ก ๆ ซึ่งเป็นการสะท้อนถึงวิถีชีวิตของชาวบ้านและประสบการณ์ใหม่ที่พวกเด็ก ๆ ได้รับจากการเข้าค่าย
ค่ำคืนสุดท้ายของการอยู่ค่าย จบลงด้วยพิธีบายศรีสู่ขวัญ เด็กได้รับพรจากคุณพ่อคุณแม่ คุณลุงคุณป้า พร้อมทั้งให้สัญญาว่าจะเป็นเด็กดีและจะกลับมาเยี่ยมครอบครัวหากมีโอกาส ...ค่ำคืนสุดท้ายที่หนองไม้ตายก็ผ่านไปอย่างมีความสุข