วันเสาร์ที่ 25 พ.ย. 49
เช้านี้ไม่มีฝน พี่โอ๋เดินปลุกน้องๆ ตามบ้าน และพาลัดทุ่งไปยังจุดหมายคือหลังวัด เรานั่งรออยู่ประมาณครึ่งชั่วโมง แต่เราก็ต้องผิดหวังเช่นเคยเพราะวันนี้มีเมฆมากทำให้ไม่เห็นพระอาทิตย์
เช้าวันนี้ คณะครูพาเด็ก ๆ ไปเที่ยวฝาย ห่างจากหมู่บ้านไปไม่ไกลนัก (ประมาณ 5 กิโล) เป็นฝายน้ำเล็ก ๆ ข้ามฝั่งไปก็เป็นเขตจังหวัดบุรีรัมย์ พวกเราเล่นน้ำด้วยความระมัดระวังเพราะมีตะไคร้น้ำเกาะที่พื้นเต็มไปหมด ม.วิโรจน์ ม.สันติ และม.โอภาส คอยดูแลและเล่นน้ำกับเด็ก ๆ ไม่ให้คลาดสายตา ส่วน 5 สาว แนน ไผ่ มัท กอล์ฟ และออมสิน ขอแค่ได้เดินลุยน้ำนิดหน่อยก็ชื่นใจแล้ว
ช่วงบ่ายมีการสาธิตการนวดข้าว เด็ก ๆ ไปรวมตัวกันที่บ้านน้าถาวร การนวดข้าวจะมีอุปกรณ์สำคัญคือ ไม้ไผ่คู่ มีเชือกมัดปลายด้านหนึ่งไว้สำหรับใช้ล๊อคฟ่อนข้าว แล้วฟาดลงบนพื้น น้าถาวรทำให้เราดูก่อนหนึ่งฟ่อน จากนั้นให้เด็ก ๆ ทดลองทำบ้าง น้องแนนทดลองก่อน แต่รู้สึกจะแรงน้อยไปนิด แต่ก็ทำให้เมล็ดข้าวเปลือกหลุดล่วงออกจากฟ่อนได้พอสมควร น้องกันต์แรงค่อนข้างดี ฟาดไม่กี่ทีเมล็ดข้าวก็ร่วงหมดฟ่อน ส่วนน้องเจมส์ ต้องฟาดหลายครั้งกว่าจะหมดฟ่อน น้าถาวรอธิบายให้เด็ก ๆ ฟังว่า วิธีการทำนานั้นจะเริ่มต้นจากการหว่านข้าว ซึ่งจะหว่านกันในเดือนพฤษภาคม ปล่อยไว้ประมาณ 45 วัน จะไปถอนกล้าแล้วดำอีกครั้ง (การดำนาก็คือ การเอาต้นกล้าที่ถอนไปปักลงในนา) ปล่อยทิ้งไว้จนถึงเดือนพฤศจิกายน หรือสังเกตรวงข้าวสีเหลืองและโน้มตัวลงสู่พื้น ช่วงนี้ถ้ามีน้ำขังอยู่ในนา ชาวนาจะต้องระบายน้ำออกจากนา เพื่อไม่ให้รวงข้าวแช่น้ำ หากมีการเก็บเกี่ยวด้วยเครื่องเกี่ยวข้าว จะต้องเหลือน้ำไว้บ้าง เพื่อไม่ให้ดินแห้งเกินไป แต่หากใช้วิธีการเกี่ยวด้วยมือ(แรงคน) ก็จะระบายน้ำออกจนหมด เมื่อเกี่ยวข้าวเสร็จแล้วจะทิ้งไว้ให้แห้งประมาณ 2-3 วัน แล้วนำมานวด นวดเสร็จแล้วก็ตากบนพื้นซึ่งมีตาข่ายรองอยู่ ตากแดดประมาณ 2-3 วันโกยใส่กระสอบหรือถุงปุ๋ย และเก็บไว้ในยุ้งข้าว ส่วนฟางที่เหลือจะนำไปเป็นอาหารเลี้ยงวัว/ควาย หรือนำไปเป็นแฝกมุงหลังคา ซึ่งหากใช้เครื่องนวดข้าว จะไม่สามารถนำฟางเหล่านี้มาทำเป็นแฝกได้ เพราะฟางจะกระจายไม่เรียงตัวเป็นระเบียบ
หลังจากฟังการบรรยายเรื่องข้าวโดยน้าถาวร พวกเราก็ไปโชว์การขุดปูและขุดแย้ วันนี้มีบราเดอร์มาร่วมกิจกรรมกับพวกเราด้วย ได้แก่ บราเดอร์เฟิร์น บราเดอร์สยาม บราเดอร์อนุวัตน์ บราเดอร์ทินกร นอกจากนี้ยังมีเพื่อน ๆ จากชมรม IT Genius Club ของโคราชมาช่วยบันทึกภาพการเข้าร่วมกิจกรรมของพวกเรา บราเดอร์ทินกรโชว์ฝีมือด้วยการขุดได้ปูตัวที่ใหญ่ที่สุด (ไม่เสียชื่อคนโคราช...) จูเนียร์โดนปูหนีบร้องลั่นทุ่ง... ส่วนน้องบอสลุยโคลนซะจนรองเท้าผ้าใบสีขาวที่ใส่มากลายเป็นสีน้ำตาล ส่วนน้องออมสิน ไม่ทราบไปโดนอะไรมา เป็นแผลที่น่องต้องวิ่งหาครูปุ๋มใส่ยาให้ เด็ก ๆ สนุกสนานกับการขุดปูได้ซักพักก็ย้ายกันไปขุดแย้ วิธีการสังเกต ให้ดูที่พื้นดิน รูแย้จะมีลักษณะกลมและรูอีกหนึ่งข้างซึ่งมีดินปิดไว้ รูอีกข้างนี้จะเป็นทางหนีของแย้ ดังนั้นเมื่อเราขุดด้านหนึ่ง จะต้องปิดรูอีกด้านหนึ่งเพื่อกันไม่ให้แย้หนี วันนี้เราโชคดี ขุดได้แย้สองตัว ลักษณะแย้จะคล้ายกับกิ้งก่า แต่ตัวจะนิ่มและไม่มีแผงที่คอ เมนูเด็ดของชาวบ้านคือนำไปผัดเผ็ดใส่กะเพรา หรือทำเป็นลาบก็อร่อยอย่าบอกใคร
หลังจากภารกิจการขุดแย้ พวกเรามีนัดเตะฟุตบอลกระชับมิตรกับเด็ก ๆ ในหมู่บ้าน ซึ่งไม่ต้องสงสัยเลยว่าฝ่ายใดจะโดนยำ พวกเราตั้งเป้าหมายไว้ว่าจะยิงให้ได้ซัก 5 ประตู แต่โชคไม่ดี กลายเป็นฝ่ายโดนยิงไป 1-0 หลังจากเสียเหงื่อให้กับการกีฬา เด็ก ๆ แยกย้ายกลับบ้านไปอาบน้ำและเตรียมการแสดงสำหรับภาคกลางคืน บราเดอร์อนุวัฒน์ ครูเป็กและครูสัญ เตรียมอุปกรณ์และสถานที่สำหรับพิธีมิสซาและบายศรี ส่วนม.วิโรจน์และครูปุ๋ม ไปตลาดซื้ออาหารสดสำหรับทำอาหารเลี้ยงชาวบ้าน
1 ทุ่มตรง เด็ก ๆ พร้อมด้วยครอบครัวมาพบกันที่วัดนักบุญยอแซฟ คุณพ่อสุเทพ ประทุมตรีมาประกอบพิธีมิสซาให้กับพวกเรา จากนั้นมีการรับประทานอาหารร่วมกัน ซึ่งแต่ละครอบครัวจะนำอาหารมานั่งทานร่วมกัน เด็ก ๆ ทานข้าวไปด้วยคุยกับครอบครัวไปด้วย ซึ่งทุกบ้านพูดเป็นเสียงเดียวกันว่า เป็นอาหารมื้อที่อร่อยที่สุด เพราะได้ทานข้าวร่วมกันและมีลูก ๆ ที่น่ารักอยู่ทานข้าวพร้อมหน้า พวกเราเชื่อว่าอร่อยจริง เพราะสังเกตได้จากบราเดอร์เฟิร์น เจอเมนูโปรด ปั้นข้าวเหนียวจิ้มปลาร้าบอง เพลินจนจุกลุกไม่ขึ้นเลย
จากนั้นก็เป็นการแสดงของเด็ก ๆ ซึ่งเป็นการสะท้อนถึงวิถีชีวิตของชาวบ้านและประสบการณ์ใหม่ที่พวกเด็ก ๆ ได้รับจากการเข้าค่าย
ค่ำคืนสุดท้ายของการอยู่ค่าย จบลงด้วยพิธีบายศรีสู่ขวัญ เด็กได้รับพรจากคุณพ่อคุณแม่ คุณลุงคุณป้า พร้อมทั้งให้สัญญาว่าจะเป็นเด็กดีและจะกลับมาเยี่ยมครอบครัวหากมีโอกาส ...ค่ำคืนสุดท้ายที่หนองไม้ตายก็ผ่านไปอย่างมีความสุข