คุยกันเรื่องงานวิจัยในเมืองไทย
คุยกันเรื่องงานวิจัยในเมืองไทยนี่คุยกันได้นานเลยครับ ผมขอทำนายไว้เลยว่า ตราบใดก็ตามที่นักวิจัยไทยไม่ได้สร้างเครือข่ายระหว่างตัวนักวิจัยเองก้บผู้ทำวิจัยในสาขานั้นตลอดทั้ง การได้มาซึ่งปัญหาการวิจัยจากภาคเอกชน หรือภาคส่วนที่จะนำผลงานไปใช้จริง การวิจัยไทยก็ขึ้นหิ้งเสมอ และตลอดกาลจนกว่าจะมีคนไปปัดฝุ่นแล้วเจอว่ามันน่าจะดีหรือมีประโยชน์แล้วจึงนำมาใช้
เมืองไทยเรามีทรัพยากรอุดสมบูรณ์มาก เหมาะสำหรับการทำวิจัยเลยทีเดียว แต่นักวิจัยที่เรามีอยู่ ไม่ใช่แค่ ผศ. รศ. ศ. หรือว่า อาจารย์ในมหาลัยเท่านั้น แต่ชาวบ้านก็เป็นนักวิจัยได้ เพราะการวิจัยไม่ใช่ทำกันแค่คนสองคน ปัญหาปัจจุบันมันมีความซับซ้อน มันหมดยุคที่จะมานั่งทำอยู่คนเดียวแล้ว เพราะคุณไม่สามารถที่จะมานั่งแก้ปัญหาทุกอย่างได้ด้วยตัวคนเดียว เว้นแต่ว่าคุณต้องทำปริญญาให้จบ สำหรับการทำงานวิจัยจริง นักวิจัยต้องมีทุนสนับสนุนทางภาคเอกชนที่ต้องนำงานเราไปใช้จริง แล้วหากนำไปใช้แล้วมีปัญหาก็จะมีการหันมาปรับกระบวนการวิธีการอีก เพื่อให้นำไปใช้ได้ดีขึ้น นักวิจัยต้องไม่รอแค่แหล่งทุนจากรัฐเท่านั้น ในส่วนของวิจัยด้านการประยุกต์ ส่วนการวิจัยด้านบริสุทธิ์นั้น รัฐต้องให้ความสำคัญเพราะมันจะเป็นสิ่งที่จำเป้นและยังต้องมีอยุ่ เพราะคนเหล่านี้ต้องคิดให้ล้ำหน้าไปจากปัญหาวิจัยปัจจุบัน พอโลกเจอปัญหานั้น งานที่ขึ้นหิ้งเหล่านั้นอาจจะนำมาใช้ได้
ยกตัวอย่างลองมาดูคนที่ประสบผลสำเร็จในทางด้านการวิจัยปัจจุบันนะครับ จะมีการทำงานแล้วเชื่อมโยงกันหลายๆสาขา แบบบูรณาการ คือในโครงการหนึ่งจะมีคนที่ชำนาญกันในหลายๆ สาขามาทำงานด้วยกัน แล้วแบ่งงานกัน ทีมงานจะเข้มแข็ง เครือข่ายก็จะเกิด
นักวิจัยจะต้องทำวิจัยเพื่อให้ต่อยอดได้ ประยุกต์ไปใช้ได้ด้วย ไม่เน้นเรื่องธุรกิจการวิจัย ต้องไม่ของบประมาณจากรัฐแล้วไปจ้างต่างชาติมาทำ หากเป้นแบบนี้เราก็จะไม่ประสบผลสำเร็จอยุ่ดี
นักวิจัยจะต้องมีจุดยืนของตัวเองด้วย ไม่ใช่พอมีงบสนับสนุนมาจากด้านใด ก้ต้องทำตัวให้เอนเอียงเพื่อปรับตัวและจุดยืนของตัวเองไปในด้านนั้นเพื่อให้ได้มาซึ่งทุน โดยลืมคิดถึงความถนัดของตัวเอง ว่าเราถนัดด้านใด แบบนี้ก็มีปัญหาได้
นักวิจัยก็ต้องเรียนรู้แล้วก็ต้องทำ ทำแล้วก็แก้ไขปรับปรุงแล้วก็ถ่ายทอดด้วย
นักวิจัยต้องไม่ขัดขากันเองในหมู่นักวิจัยด้วยกัน เพื่อทำลายซึ่งกันและกัน และไม่ควรโม้หรือเก่งแต่โม้ แต่ทำเองไม่เป็น
นักวิจัยต้องรู้จักปรับตัวเกี่ยวกับการได้มาซึ่งข้อมูล ไม่ใช่ว่าไม่มีเครื่องมือแล้วต้องรอเครื่องมือนั้นอย่างเดียวถึงจะทำได้ หรือว่าต้องมีเครื่องมือเองแล้วจะทำได้ นักวิจัยไทยต้องรู้จักการใช้ทรัพยากรเครื่องมื่อร่วมกัน ไม่ใช่หวงไว้ใช้เองเป็นการส่วนตัว ต้องมีนโยบายการใช้เครื่องมือร่วมกันและทำได้ในทางการปฏิบัติด้วย
นักวิจัยต้องมีจินตนาการ และควรจะมีบทบาทในการนำเสนอโครงการต่างๆต่อรัฐบาลด้วย เพราะผู้บริหารจะต้องเข้าใจในเรื่องการทำวิจัยด้วย จะได้วางแผนให้คนที่สนใจจะทำวิจัยในด้านต่างๆ สามารถทำงานได้
นักวิจัยรุ่นใหม่ไม่ควรจะไปรับงานบริหารในช่วงแรกๆ ของการทำงานด้านวิจัย เพราะว่างานบริหารเน้นการประชุม พูดคุย ไม่มีเวลาทำวิจัยแน่นอน อาจจะด้วยความหวังดีของความเป้นเด้กรุ่นใหม่ไฟแรงก้ตาม ต้องอดใจรอไว้ เพราะยังไงวันหนึ่งท่านก็จะได้เป้นผู้บริหารแน่นอน ขอให้เร่งทำวิจัยเพื่อส่วนรวม
รัฐควรสนับสนุนให้นักวิจัยทางด้านศีลธรรม จรรยาด้วย เพราะสังคมมันจะแย่ หากคนไร้ศีลธรรม จะเห็นว่าทุนที่มีให้ในด้านศีลธรรม สังคมศาสตร์มีค่อนข้างน้อยหากเทียบกับทางวิทย์ งานวิจัยทางศาสนา จิตใจ พฤติกรรม
นักวิจัยต้องสร้างความเชื่อมั่นให้เอกชน เปิดโอกาสให้ทำงานวิจัยร่วมกัน ไม่ใช่เอกชนไม่เชื่อฝีมือแล้วก็หันไปซื้อแต่เทคโนโลยีต่างชาติมาอย่างเดียว ทั้งโปรแกรมและเครื่องมือ เงินรั่วไหลไปแค่ไหน เราต้องสร้างความรู้พื้นฐานให้กับสังคมไทย ก็จะโยงไปเกี่ยวกับเรื่องครู เรื่องนักเรียน อีก เรื่องการศึกษาอีก มันจะเกี่ยวโยงกัน รัฐต้องพร้อมที่จะปูการศึกษาระดับล่างของเด้กให้แน่นตั้งแต่เด็กๆ เพื่อให้เค้าเหล่านี้มาเป้นนักวิจัยกันต่อไป
ท้ายที่สุดแล้ว นักวิจัยจะทำวิจัยเรื่องใดก็ตามแต่ ก็ต้องไม่ลืมทำวิจัยเกี่ยวกับตัวเอง ศึกษาการเปลี่ยนแปลงของตัวเองเป็นระยะๆ จะได้ไม่ลืมตัวลืมตน อยู่อย่างสม่ำเสมอ หากคนไทยทุกคนวิจัยตนเอง รู้ว่าตนเองเป็นไง ไม่สร้างความเดือดร้อนให้สังคม เราไม่ต้องไปพิจารณาพวกปริมาณค่า impact factor อะไรหรอกครับ ค่าเหล่านั้นมันไม่ได้จำเป็นและสำคัญอะไร หากงานวิจัยนั้นนำมาใช้ได้ดีและเหมาะกับพื้นที่และกลุ่มคน เป้าหมาย สภาพแวดล้อม
ขอแสดงความนับถือ
เม้ง สมพร ช่วยอารีย์
ชัดเจนดีมาก มานพเม้ง
กราบขอบพระคุณท่านครูมากครับ
สวัสดีน้องเม้ง
ไอ้หยา ! สุดยอดไปเลย
พรวนบทความ ยกบทความเก่า- ยกความรู้เก่าขึ้นมาต่อยอด เจียระไนย คมแวววาวเป็นประกายไปเลย
ชอบข้อความ แต่ชาวบ้านก็เป็นนักวิจัยได้ เพราะพี่คิดว่าจะนำมาใช้ประโยชน์กับงานที่ทำอยู่ได้มาก เป็นเครื่องมือที่มีประโยชน์มากๆ แต่ขณะนี้ยังขาดพลัง
อยากให้น้องเม้ง และคณะชาว G2K เรา หากใครมีบทความประเภทนี้ช่วยกันพรวนเรื่องนี้ ให้แท็กกันเป็นบทความเป็นชุดความรู้ใหม่ที่ใหญ่ขึ้นและมีพลัง
พรวนให้บทความเกี่ยวกับวิจัยผุด ลอย เด่น เป็นประกาย ทรงคุณค่า เหมาะกับการบริโภค
ขอบคุณครับกับความคิดพรวนบทความ
สวัสดีครับพี่นง (ขอเรียกพี่นะครับ)
สวัสดีครับคุณmorisawa
สบายดีนะครับ ยินดีต้อนรับนะครับ หากเราเอาปัญหาที่เรามีอยู่มาทำวิจัยนำไปสู่การแก้ปัญหาจริง เราจะมีงานต่อยอดงานนั้นๆ ครับ แล้วงานนั้นจะเกิดประโยชน์จริงครับ คนทำจะรู้สึกดีว่า งานที่ทำได้ใช้ประโยชน์จริง ทำแล้วสนุกเพราะมีอะไรให้เราท้าทายตลอดเวลาครับ
ก่อนจะทำวิจัยจริงๆ คือต้องวิจัยตัวเอง วิจัยระบบคิดของตัวเองครับ หากทำตรงนี้ได้ สิ่งอื่นๆ ไม่ใช่ปัญหามากต่อไปครับ วิจัยใจเราใจเพื่อนร่วมงาน ใจของสังคม
ผมตั้งชื่อว่า ศรัทธาวิจัย เอาศรัทธานำ แล้วจะได้อะไรที่ยั่งยืนครับ
ขอบคุณมากๆ นะครับ
แอบมาฟังน้อง morisawa ... บ่นครับ คุณ เม้ง สมพร ผู้อารี :)
ชาวบ้านต้องวิจัย เพื่อความสุขของพวกเขาเองครับ โดยมีรัฐเป็นผู้สนับสนุน และนักการเมืองต้องไม่แก้รัฐธรรมนูญเพื่อตัวเองครับ (เอ ไม่เกี่ยวนี่นา อิ อิ)
ขอแสดงความเห็นสั้นนะครับ :)
สวัสดีครับอาจารย์Wasawat Deemarn
สบายดีนะครับ....ใช่เลยครับ ทุกคนต้องวิจัย รัฐต้องให้และทำเพื่อธรรมในการครองใจคน
วิจัยกันตั้งแต่เริ่มจีบกันเลยครับ... อิอิ
ขอบคุณมากๆ นะครับ
บ้านเราเดี๋ยวนี้เค้าไม่ให้ความสำคัญวิชาการแล้ว เดี๋ยวนี้โน้นต้องการเมือง วันๆ ไม่ทำอะไรกันเลย พิมพ์ไปบ่นไปเหมือนเราเลยเหอะๆๆ (เกี่ยวกับวิจัยป่าวเนียะ)อยากจะบ่นจริงๆ แต่ เห้อ เยอะแยะ มากมาย ไร้พรมแดน ที่จะบ่น บ่นไปก็ทำอะไรไม่ได้ดีเท่ากับทำหน้าที่ของเราให้ดีที่สุดอ่ะเนอะ อาจเป็นเพราะเราไม่สามารถเป็นผู้นำได้หรือเราเป็นได้ก็ทำอะไรไม่ได้ดีไปกว่าเค้า......อิอิอิ....ตอนนี้ทำได้ดีสุดคือแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกันอ่ะเนอะ
สวัสดีครัีบคุณ Ms.J
ขอบคุณมากครับ เริ่มทำดีโดยเริ่มที่ตัวเราครัีบ พัฒนาตัวเราให้พร้อมที่จะทำเพื่อคนอื่นและสังคมครับ วิจัยเพื่อใครค้นให้เจอแล้วเดินต่อไปครัีบ
สู้ๆต่อไปนะครัีบ
สวัสดีค่ะ คุณเม้ง
แวะมาทำความรู้จัก และหวังว่าคงจะได้
แลกเปลี่ยนเรียนรู้ด้านงานวิจัยกับคนเก่งๆเช่นคุณค่ะ
สวัสดีครับ
ยินดีที่ได้รู้จักครับผม มีอะไรแลกเปลี่ยนกันได้เสมอนะครับ
ขอบคุณมากนะครับ
รับสมัครคนรับส่ง E-mail ให้กับลูกค้าของบริษัท (รับจำนวนมาก) นักเรียน นักศึกษา คนว่างงานก็ทำได้ 500 บาท/วัน
คุณสมบัติ
- อายุ 18 ปีขึ้นไป
- ใช้งานอินเตอร์เน็ตรับส่ง E-mail ได้
- ไม่จำเป็นต้องมีประสบการณ์
เอกสารที่ต้องเตรียมมา
1. รูปถ่ายขนาด 1 นิ้ว
2. สำเนาบัตรประชาชน 1 ฉบับ
3. สำเนาบัญชีธนาคารหน้าแรก 1 ฉบับ ( ยกเว้นธนาคารออมสิน และ ธกส. )
งานเป็นลักษณะรับส่งอีเมลล์เท่านั้น สามารถรับงานไปทำที่บ้านได้
รายได้วันละประมาณ 500 บาท ขึ้นอยู่กับปริมาณของงานซึ่งบางวันอาจได้มากกว่านี้ค่ะ
สนใจติดต่อคุณกรวรรณ 089-6882262 , 084-9979605 , 086-9035111
เป็นบริษัทของคนไทยถูกต้องตามกฎหมายตรวจสอบได้ตลอดเวลา สมัครได้ที่อาคารเมืองไทยภัทรคอมเพล็กซ์ แยกสุทธิสาร การเดินทาง โดยรถไฟฟ้าใต้ดิน ลงสถานีสุทธิสาร ออกประตู3 จะอยู่ห่างจากแยกสุทธิสารประมาณ 300 เมตร จุดประสงค์
ทางบริษัทต้องการโฆษณา เพื่อให้บริษัทเป็นที่รู้จักมากยิ่งขึ้น จึงต้องหาบุคคลากรในการประชาสัมพันธ์ให้กับบริษัท (กรุณาติดต่อมาก่อน 1 วันเพื่อให้ทางเราเตรียมเอกสารการสมัครไว้ให้)
( กรุณาจดหมายเลขนี้เพื่อเข้ามารับเอกสารด้วยค่ะ 47833)
ธุรกิจการทำงานวิจัย สามารถสร้างฐานะให้นักวิชาการบางคนได้อย่างรวดเร็ว (บางคนนี้มีหลายคน)เพราะมีโอกาสกินแบบมีเกียรติ เป็นที่ยอมรับในวงวิชาการ ทำงานไม่กี่ปี มีบ้านหรู มีรถสวย ดีกว่ากินวิธีอื่นจริงๆ เมื่อไหร่จะมีการวิจัยนักวิจัยบ้าง...หน่วยงานก็พากันสนใจแต่จำนวนเรื่อง ว่าปีนี้มีงานวิจัยกี่ชื่อเรื่อง บรรลุเป้าหรือไม่ แค่นั้นเอง
เว็ปนี้เค้ารับให้คำปรึกษางานวิจัยมีคนเค้าเเนะนำมาครับน่าเชื่อถือได้
http://www.dissertationsure.com/
ยังสงสัยอยู่เหมือนกันว่า..นักวิจัยที่ได้ทุนมาทำดอกเตอร์..ที่เยอรมัน..เขียนงานวิจัยเป็นภาษา..อังกฤษ..ทั้งๆที่ภาษาอังกฤษ..ก็ไม่แตกฉาน..แล้ว..ใครจะ..อ่านภาษาที่ไม่ใช่ภาษา..แม่..(ในเมืองไทย)..แล้ว..ทุนวิจัย..ที่ได้มา..อยู่ต่างประเทศ..น้้น...คงคุ้มแค่ส่วนตัวบุคคลที่ได้มา..เท่านั้น..เนอะ..