แต่กลับมีเรื่องตรงกันข้าม พบว่าบางชุมชนมีสารพัดนามสกุล และเมื่อสืบประวัติไปแล้วต่างอพยพกันมาทั่วอีสานเกือบทุกจังหวัด เพราะมาหาที่ทำกินใหม่ กลายเป็นชุมชนใหม่ และกิจกรรมในชุมชนกลับเข้มแข็ง คึกคัก ยึดมั่นในประเพณีของท้องถิ่น เมื่อสอบถามว่าแปลกใจจังเลย ทำไมมาจากต่างจังหวัดต่างถิ่นแต่มารามตัวกันเหนียวแน่นจังเลย...

มือปืนคนหนึ่งรับจ้างให้ไปฆ่าชายคนหนึ่ง เมื่อชี้เป้าแล้ว มือปืนพยายามหาทางเข้าไปประกบ บังเอิญทราบว่าเป้าหมายนั้นเป็นคนในครอบครัวที่เคยได้อาศัยกินข้าวกินน้ำ มือปืนคนนั้นก็บอกเลิกสัญญาจ้างฆ่า เพราะสำนึกในพระคุณที่เคยได้รับจากผู้หลักผู้ใหญ่ของครอบครัวนั้น... 

งานศพ หรืองานแต่งานบ้านนอกนั้น แค่ส่งเสียงดังๆตามเครื่องขยายเสียง หัวบ้านท้ายบ้านก็รู้ว่า ใคร ทำอะไร ที่ไหน เมื่อไหร่ ..แล้วก็นั่งอยู่บ้านไม่ได้ขาต้องพาตัวเดินลงบันไดไปที่บ้านนั้นเพื่อร่วมงานโดยไม่ต้องส่งการ์ดเชิญ โดยไม่ต้องเดินทางไปเชิญ แถมมีของติดไม้ติดมือไปช่วยงานด้วย 

นายฮ้อยทางอีสาน คือคนที่มีอาชีพค้าวัวควายในชนบท ในอดีตนั้นเขาจะไปกว้านซื้อ วัว ควายมาจากถิ่นต่างๆ เมื่อรวบรวมได้จำนวนมากนับพันตัวก็ยกกองคาราวานเดินทางเอาไปขายในภาคกลางและตะวันออก นายฮ้อยมีความยิ่งใหญ่เหมือนแม่ทัพที่คุมกองทัพวัว ควาย พร้อมลูกน้องนับสิบคน ที่คอยคุมควายตามหมวดหมู่ให้อยู่ครบ  การที่นายฮ้อยออกไปตระเวนซื้อควายมาสะสมจนมากพอนั้น นายฮ้อยใหญ่จะสืบว่าท้องถิ่นไหนมีนายฮ้อยอยู่บ้าง  หากรู้จะเดินทางไปหา ทั้งที่ไม่เคยรู้จักกันมาก่อน แต่เมื่อมีอาชีพนายฮ้อยเหมือนกัน ก็รักใคร่ สนิทสนมกันเหมือนญาติ หรือ เสี่ยว  เอาวัวควายไปก่อนได้เลย ไม่ต้องจ่ายเงินก่อน ขายได้เมื่อใดก็ค่อยเอาเงินมาคืน  เพราะเชี่อใจกัน และไม่เคยผิดหวัง ต่างฝ่ายต่างอิงอาศัยซึ่งกันและกัน 

เราเคยเห็นการลงแขกไถนา ดำนา เกี่ยวข้าว หรือปลูกบ้าน สร้างบ้านกันในชนบท ไม่ต้องจ้างเป็นเงินเป็นทอง ต่างก็พกเครื่องมือช่างส่วนตัวมาช่วยโดยเต็มใจ   

เมื่อเด็กๆที่บ้านผู้เขียน จำได้ว่าพ่อไป กั้นปลา (กั้นปลาคือการเอาเรือออกพายเลาะชายฝั่งมีคนยืนอยู่หัวเรือเอาไฟฉายส่องตามชายน้ำข้างตลิ่งดูว่ามีปลาช่อนลอยหัวมาให้เห็นหรือไม่ หากมี เห็นก็จะเอาฉมวกที่เตรียมไปแทงโดยชำนาญเมื่อได้ปลาช่อนก็เอามาเก็บไว้ท้องเรือ) ซี่งจะเป็นปลาช่อน ต้องกั้นปลาช่วงกลางคืนเงียบๆ คราวใดที่ได้ปลามามากก็จะแบ่งให้บ้านญาติ บ้านผู้มีพระคุณ หรือผู้ที่น่าเห็นอกเห็นใจในหมู่บ้าน เช่น คนแก่เฒ่าไม่มีญาติ หรือคนยากจนที่เป็นคนดี โดยไม่ต้องซื้อหากัน 

สิ่งดังกล่าวนั้นคือสำนึกแห่งการอยู่ร่วมกันของสังคมไทยในอดีต ที่เรา เรียกว่าแรงเกาะเกี่ยวกันทางสังคม หรือ ทุนทางสังคม   สังคมแบบนี้จึงทำงานใหญ่ต่างๆได้โดยใช้งบประมาณไม่มาก เพราะทุกคนมีใจมาให้กัน 

สิ่งเหล่านี้คือวิถีของสังคมไทยในอดีตและกำลังเสื่อมคลายหายไปเมื่อสังคมเงินตรา สังคมบริโภคแบบเมืองเข้ามามากขึ้น   

สมัยนี้... 

สำนึกบุญคุณโทษหดหายไป...

ออกการ์ดเชิญยังไม่ไปงานพิธีต่างๆเลย...

ความเชื่อมั่นใจกันจางจืดไปเกือบหมดสิ้นแล้ว..

การเอามื้อเอาแรงกันเสื่อมหายไป..

การแบ่งปันกันน้อยลง.... 

แรงเกาะเกี่ยวทางสังคมลดน้อยลงไป ผลประโยชน์(มูลค่า) สูงเด่นขึ้นมาแทนที่ คุณค่า ก็ลดลง การทำงานปลุกจิตสำนึกจึงเป็นเรื่องที่มิใช่สร้างเพียงกระบวนการ 3 วัน 5 วันแล้วจะบรรลุสมมาตรปรารถนา  และที่คิดว่าบางท่านมีสำนึกขึ้นแล้ว อีกไม่กี่วันก็ล่องลอยไปกับสายลมหมดสิ้นแล้ว  ความซับซ้อนของจิตใจคน ความซับซ้อนของการเป็นอยู่ในสังคม เพียงแค่เอาตัวรอดให้มีกินมีใช้คล่องๆตัวก็เอามือก่ายหน้าผากแล้ว   

เจ้ามูลค่านั้นรุกรานเข้าไปถึงระดับเครือญาติในชุมชน เข้าไปจนถึงครัวเรือน ความเป็นพี่น้องต้องร้าวฉานลงเพราะต่างแย่งมรดกพ่อแม่ ต่างอ้างสิทธิต่างๆนานา  

ผู้บันทึกพบว่าหลายชุมชนมีนามสกุลเดียวกันทั้งหมด ยกเว้นเขยที่แต่งเข้ามาเพิ่ม 80-90 % เป็นคนนามสกุลเดียวกัน แต่แรงเกาะเกี่ยวลดลง  ผลประโยชน์มีมากขึ้น หรือถูกหยิบยกและเป็นประเด็นของความขัดแย้งมากขึ้นทั้งระดับเล็กน้อยจนไปถึงเรื่องใหญ่โตถึงโรงถึงศาล 

แต่กลับมีเรื่องตรงกันข้าม พบว่าบางชุมชนมีสารพัดนามสกุล และเมื่อสืบประวัติไปแล้วต่างอพยพกันมาทั่วอีสานเกือบทุกจังหวัด เพราะมาหาที่ทำกินใหม่ กลายเป็นชุมชนใหม่ และกิจกรรมในชุมชนกลับเข้มแข็ง คึกคัก ยึดมั่นในประเพณีของท้องถิ่น 

เมื่อสอบถามว่าแปลกใจจังเลย ทำไมมาจากต่างจังหวัดต่างถิ่นแต่มารามตัวกันเหนียวแน่นจังเลย...  

คำตอบที่ได้รับคือ..

ก็ต่างคนต่างหนีทุกข์มากันทั้งนั้น ทุกข์ร่วมกันแล้วหากไม่เกาะกลุ่มกันไว้แล้วจะอพยพไปกันที่ไหนอีก ไม่มีที่ ไม่มีทาง จะให้ไปบุกเบิกใหม่อีกแล้ว... 

หรือว่าสังคมเราจะต้องทุกข์สาหัสเสียก่อนจึงหันหน้าเข้ามาเกาะเกี่ยวกันมากขึ้น..