สวัสดีครับอาจารย์
- ใช่แล้วครับเรื่อง ประเทศไทยมีคนอยู่ในภาคเกษตรร้อยละ ๘๐ ปัจจุบันเหลือร้อยละ ๒๐...
- อะไรจะตามมาบ้างหนอเมื่อสังคมเปลี่ยนไปเช่นนั้น..
- ที่คลุกคลีอยู่ก็เห็นหลายอย่าง..หากประเทศคือร่างกายหนึ่ง ชนบทซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของร่างกาย ซึ่งชนบทกำลังเพาะเชื้อโรคบางอย่างอยู่และจะแสดงอาการเป็นโรคขึ้นในวันใดวันหนึ่งข้างหน้า
- เรา ผู้เป็นคนทำงานชนบท กำลังสร้างภูมิคุ้มกันให้กับร่างกาย แต่ก็ช้าและ จิ๊บจ๊อยเกินไปในสายตาหลายๆคน
- ตราบใดที่ทุกวงการไม่สนใจและวิเคราะห์ถึงสถานการณ์ในอนาคตแล้วละก้อ ท่านที่เสวยสุขอยู่ด้วยเครื่องอุปโภค บริโภคที่สุขสบายรอบตัวนั้น อาจจะไม่สุขอย่างที่ฝันไว้ก็ได้
- หากประเทศคือร่างกายดังกล่าว เทรนด์ของความสนใจประเทศไปอยู่ที่การส่งออก การเอาเงินเข้าประเทศมากเกินไป ไม่สมดุลกับการหันกลับมามองภายใน คือชาวบ้าน ชนบท ตรงข้างปล่อยปละละเลย และยังเทน้ำหวานลงสู่ชนบทเพียงเขาชื่นชอบความอร่อย (กองทุนเงิน..) แต่ความหวานนั้นคือตัวก่อเกิดโรคเบาหวานที่จะเกาะกินร่างกายไปนานเท่านาน ต้องตามแก้ปัญหากันอีกนานเท่าไหร่
- ผมไม่รังเกียจการส่งออก การเอาเงินเข้าประเทศ แต่รัฐควรที่จะให้ความสมดุลในการยกระดับชนบทด้วย เพราะการเมืองคืออำนาจ และอำนาจคือทุกอย่าง แต่การเมืองที่ action นั้นเป็นของคนกลุ่มหนึ่งที่มักเป็นผู้มีเงินตรา หรือเป็นผู้ที่สนิทสนมกับเงินตรา ตรงข้ามกลับห่างเหินชนบท แต่ปัญหาประเทศไม่ใช่อยู่ที่การส่งออกเพียงอย่างเดียว อยู่ที่ภาคชนบทด้วย และมากด้วย
- อาจารย์ยกประเด็นนี้มาเลยร่ายยาวเลย..อิ อิ
- ผมเคยกล่าวไว้ครั้งหนึ่งแล้วครับ และกำลังรอว่านักวิชาการด้านสังคม เศรษฐศาสตร์ รัฐศาสตร์ ฯ จะหยิบประเด็นนี้มาวิเคราะห์อนาคตบ้านเมืองเราอย่างไรบ้าง หากอาจารย์ได้ยินได้ฟังที่ไหน เผื่อผมพลาดก็เอามาเล่าสู่กันฟังบ้างนะครับ