สับปะรดพันธ์ตราดสีทอง เป็นสับปะรดพันธุ์บริโภคผลสด ซึ่งเป็นพันธุ์ส่งเสริมของจังหวัดตราด นิยมใช้บริโภคผลสด สามารถรับประทานได้ทั้งเนื้อ พร้อมทั้งแกน เนื่องจากแกนของสับปะรด ตราดสีทองมีความกรอบ ดังนั้น ลักษณะเด่นของพันธุ์ตราดสีทองคือ หวาน หอม กรอบ และรับประทานได้ทั้งผล

พื้นที่ปลูกสับปะรดของจังหวัดตราดในปัจจุบันมีกว่า 40,000 ไร่ แบ่งเป็นสับปะรดพันธุ์โรงงานหรือพันธุ์ปัตตาเวีย 30,000 ไร่ และพันธุ์ตราดสีทองอีกกว่า 10,000 ไร่

จากการทำงานในพื้นที่พบว่าสับปะรดตราดสีทองนั้น เป็นที่ชื่นชอบของชาวต่างชาติโดยเฉพาะชาวยุโรป อเมริกา และญี่ปุ่น แต่ลักษณะการบริโภคของชาวต่างชาติจะแตกต่างจากคนไทย คือ คนไทยนิยมบริโภคผลที่ค่อนข้างหวาน และสุกฉ่ำ แต่ชาวต่างชาตินิยมบริโภคผลที่ค่อนข้างห่ามๆ ยังเขียวอยู่ และมีรสเปรี้ยว

แหล่งผลิตที่สำคัญของจังหวัดตราดคือบริเวณบ้านฉางเกลือ หมู่ที่ 6 ตำบลห้วยแร้ง อำเภอเมืองตราด พื้นที่ส่วนใหญ่ค่อนข้างเป็นเนินเตี้ยๆ ชาวบ้านที่นี่ส่วนใหญ่มักจะเป็นคนต่างพื้นที่ที่อพยพมาจากภุมิภาคอื่นๆ ทำให้มีวัฒนธรรมที่หลากหลาย คนส่วนมากก็คือชาวอีสาน ซึ่งมาตั้งรกรากที่นี่มาหลายสิบปีแล้ว มาบุกเบิกป่าเสื่อมโทรมให้กลายเป็นสวนผลไม้ สวนยางพาราและไร่สับปะรด

ข้อสังเกตประการหนึ่งของการปลูกสับปะรดคือนิยมปลูกเป็นพืชแซมสวนยางพาราที่ปลูกใหม่ ทำให้สามารถทำการเพาะปลูกในพื้นที่ดังกล่าวได้เพียง 2 รุ่นหรืออย่างมากไม่เกิน 3 ปี ก็จะไม่สามารถปลูกในพื้นที่เดิมได้แล้ว การที่จะหาพื้นที่ปลูกสับปะรดแบบพืชเชิงเดี่ยวนั้นค่อนข้างหายาก วงจรชีวิตของคนปลูกสับปะรดจึงต้องหมุนเวียนหาแหล่งปลูกใหม่ต่อไปเรื่อยๆ

วิธีการปลูกสับปะรดของชาวตราดแสดงถึงความสัมพันธ์ของคน 2 กลุ่มที่ต่างมีผลประโยชน์เอื้ให้แก่กัน คือ

1 กลุ่มผู้ปลูกยางพารา ซึ่งจะได้รับประโยชน์จากกลุ่มผู้ปลูกสับปะรดคือการได้คนดูแลต้นยางให้ในระยะแรก เพราะว่าต้นยางจะได้รับประโยชน์จากการจัดการดูแลสวนสับปะรดทั้งการกำจัดวัชพืช การให้ปุ๋ยต่างๆ วึ่งจะทำให้ต้นยางเจริญเติบโตได้ดี

2 กลุ่มผู้ปลูกสับปะรด จะได้ประโยชน์จากการมีพื้นที่ปลูปสับปะรด ให้สามารถทำการผลิตได้อย่างน้อย 2- 3 ปี

ความสัมพันธ์ของเกาตรกรทั้ง 2 กลุ่มเป็นการพึ่งพากันซึ่งได้รับประโยชน์ทั้ง 2 ฝ่ายอย่างเต็มที่ เกิดมิตรภาพซึ่งกันแกน

ตำนานของสับปะรดพันธุ์ตราดสีทองของจังหวัดตราดจะยังคงอยู่ก็ด้วยการร่วมมือกันของคน 2 กลุ่ม ที่ยังคงทำหน้าที่ของตนเองได้เป็นอย่างดี

บทสรุปของเรื่องดังกล่าวคงไม่ได้ให้ข้อคิดหรือคติเตือนใจใดๆ เพียงแต่หวังเป็นเกร็ดความรู้และเรื่อเล่าให้ผู้อ่านได้รับทราบ เท่านั้น