สมมติว่ามีคนทำงาน ๓๐ ล้านคน สักครึ่งหนึ่งเป็นคนชอบมาสาย สมมติว่าสายอย่างต่ำคนละ ๕ นาทีก็ ๗๕ ล้านนาที สมมติคิดค่าแรงขั้นต่ำวันละ ๑๘๐ บาท ก็คือนาทีละ ๓๗.๕๐ สตางค์ ประเมินค่าเสียโอกาสเป็นเงิน....

เคยไหมคะที่เข้าห้องเรียนไปสอนตรงเวลาแล้วเจอห้องเปล่า ^ ^  ดิฉันเคยเจอบ่อยเลยค่ะ โดยเฉพาะกับนักศึกษาปี ๒ ซึ่งนักศึกษาจะมาสายประมาณ ๑๕ นาที.. 

แต่ถ้าสอนนักศึกษาปี ๔ แล้วดิฉันพบว่าจะมีกลุ่มหนึ่งมานั่งรออยู่ก่อนแล้ว.. 

ดิฉันมานั่งคิดดูเหตุผล ก็คงเป็นเพราะนักศึกษาโตขึ้น มีประสบการณ์มากขึ้น และรู้ว่าการมานั่งทำการบ้าน อ่านหนังสือ รออาจารย์ที่ห้องเรียนนั้นมีประโยชน์กว่าการเข้าห้องเรียนสาย..

มานั่งนึกเล่นๆ ต่อถึงพฤติกรรมของคนไทยโดยรวม ว่าเราๆ ท่านๆ ทั้งหลาย เป็นนักมาสายหรือไม่.. ก็สรุปได้ว่าก็เป็นเหมือนกัน.. (ก็คงด้วยเหตุผลต่างๆ นาๆ แหละค่ะ อิอิ)

ดิฉันเคยเจอนักศึกษาห้องหนึ่งที่มาสายเป็นประจำเมื่อสัก ๒ ปีที่ผ่านมา ดิฉันเคยบอกเขาว่ารู้ไหมว่าประเทศชาติเสียหายขนาดไหนถ้าคนมาสายคนละ ๕ นาที..

สมมติว่ามีคนทำงาน ๓๐ ล้านคน สักครึ่งหนึ่งเป็นคนชอบมาสาย สมมติว่าสายอย่างต่ำคนละ ๕ นาทีก็ ๗๕ ล้านนาที สมมติคิดค่าแรงขั้นต่ำวันละ ๑๘๐ บาท ก็คือนาทีละ ๓๗.๕๐ สตางค์ ประเมินมูลค่าความสูญเสียหรือค่าเสียโอกาสเป็นเงิน ๒๘.๑๒๕ ล้านบาทต่อวัน     Ouch!!!.....แค่นับความขี้เกียจเป็นเงินเองนะเนี่ย ยังไม่ได้นับอย่างอื่นเลย..

ถ้าทำงาน ๕๒ สัปดาห์ต่อปี สัปดาห์ละ ๕ วันก็เป็นเงิน.........  โอ๊ย..ไม่เท่าไหร่เล๊ย ปีละ ๗,๓๑๒.๕ ล้านบาทเท่านั้นเอ๊งงงงง...

คิดตัวเลขเล่นๆ น่ะค่ะ วิธีการข้างต้นไม่ได้ถูกต้องตามหลักการทางวิทยาศาสตร์แต่อย่างใดนะคะ ^ ^ แค่เป็นการประเมินค่าเสียโอกาสแบบเล่น เพื่อเอาตัวเลขมาขู่นักศึกษาที่มาสายเท่านั้น ไม่รู้ได้ผลหรือเปล่า แต่พอคิดตัวเลขแล้วอาจารย์ตกใจเอง ฮ่าๆๆ    เอ...ตอนนี้ขู่คนอ่านด้วยหรือเปล่าก็ไม่รู้..

ตอนนี้กำลังพยายามหาทางละลายพฤติกรรมมาสายของเด็กปี ๒ อยู่ค่ะ สักกลางเทอมคงจะดีขึ้น..ใครมีข้อแนะนำก็เชิญเลยนะคะ..