ในสัปดาห์ที่ผ่านมา เกิดอุบัติเหตุเกี่ยวกับรถหลายครั้งกับผม ตั้งแต่เบรคล้อหน้าของรถมอเตอร์ไซด์ล็อกค้าง ทำให้รถล้มไปหลายครั้ง หัวเข่าถลอก ไปจนกระทั้งโดนอีซูซุ ดีเมกซ์ ชนท้ายรถโตโยต้าของผมเมื่อกลางสัปดาห์ แต่อย่างที่บันทึกไว้ในบล็อกที่ผ่านมาว่า วันนี้จำเป็นต้องเป็นวิทยากรมวยแทนที่ยะลาในช่วงบ่ายสอง ในขณะที่ตอนช่วงเช้าผมต้องนั่งประชุมวิจัยร่วมกับผู้ทรงคุณวุฒิทางภาษามลายูที่ มอ.ปัตตานี

วันนี้จึงเป็นวันที่ผมต้องใช้โตโยต้าโซลูน่าของผมบึ่งไปปัตตานีตอนเช้า ซึ่งตามแผนจะเริ่มประชุม 09.30 น. แต่เนื่องจากหนึ่งในทีมวิจัยที่จะต้องร่วมในการนำเสนอผลการดำเนินงานมาถึงช้า ทำให้การประชุมเริ่มตอน 10.15 น. ช้าจากกำหนดไป 45 นาทีครับ ส่วนผมนั้นไปถึงทันตามกำหนดครับ ไปถึงล่วงหน้าอย่างสะบายๆ ตอนเก้าโมงเศษๆ

เมื่อไปถึงก็จัดเตรียมความพร้อมต่างๆ สำหรับการประชุม บรรยากาศการประชุมวันนี้เป็นไปด้วยดีครับ ผู้ทรงคุณวุฒิมากันสามท่าน คือ อ.สาเหะอับดุลเลาะ อัลยุฟรี  อ.อับดุลเราะหมาน เจะอารง และ รศ.ดร.รัตติยา สาและ ขาดไปก็เพียงท่านเดียวครับ คือ ผศ.ดร.รุสลัน อุทัย ข้อเสนอแนะจากผลการพัฒนาระบบเขียนภาษามลายูปาตานีของผู้ทรงคุณวุฒิหลายประการไม่สอดคล้องกับสิ่งที่เราได้จากชุมชนครับ  แต่หลักการสำคัญเห็นสอดคล้องกัน ซึ่งอันนี้ทีมวิจัยจะต้องลงไปปรึกษาหารือกับชุมชนอีกครั้งหนึ่ง เพื่อให้ได้ข้อสรุป

การประชุมเรื่องภาษามลายูปาตานี ที่จริงน่าจะใช้เวลาไม่ยืดยาวนัก ตามที่ผมคาดการณ์ แต่สุดท้ายก็ต้องยืดยาวกินเวลาไปบ่ายโมงกว่าจนได้ครับ เนื่องจากคุยกันไปสักระยะ เนื้อหาเรื่องราวก็จะกลายเป็นเรื่องความไม่สงบในสามจังหวัด พอวนกลับมาได้สักพัก ก็กลับไปเรื่องเดิมอีกจนได้ อันนี้ประธานที่ประชุมอย่างผมคุมไม่ได้เลยครับ ดีที่ อ.สาเหะ ท่านช่วยคุมให้อีกแรงหนึ่ง ทำให้ได้เนื้อหาครบถ้วน

เที่ยงครึ่งเราก็เปลี่ยนที่ประชุมครับ จากห้องประชุม วิทยาลัยอิสลามศึกษา มอ.ปัตตานี ไปที่ร้านอาหารอารีณี ทานข้าวไปคุยแสดงความคิดเห็นกันไป จนกระทั่งบ่ายโมงสิบนาที ผมเริ่มต้องรับโทรศัพท์บ่อยขึ้นครับ ก็ไม่ใช่จากใครหรอกครับ จากลูกศิษย์และเจ้านายลูกศิษย์ที่โทรถามว่า ผมออกมาจากปัตตานีแล้วยัง ตอนนั้นต้องบอกกลับไปว่า ยังประชุมอยู่

สุดท้ายเมื่อเวลามันจวนเจียนมากเข้า คือ บ่ายโมง ห้านาทีแล้ว ผมก็กลั้นไม่อยู่แล้วครับ ต้องขออนุญาตลุกจากที่ประชุม โดยต้องขออภัยที่ประชุมว่า ถึงแม้วันนี้ผมเป็นประธานที่ประชุม ก็ขออนุญาตเสียมารยาทนิดหนึ่งนะครับ ที่จะต้องขอตัวไปก่อน เรื่องด่วนกำลังรออยู่

แน่นอนครับ ใช้เวลาละหมาดอีกสิบนาที จากนั้นไม่พูดพล่ำทำเพลงละครับ ขับรถออกจากร้านมุ่งไปปั๊มน้ำมันทันที (น้ำมันเป็นสิ่งจำเป็นกับรถครับ รีบยังงัยก็ต้องยอมเสียเวลาเดิม เพราะไฟเตือนน้ำมันใกล้หมดแดงขึ้นมาแล้ว) เสียเวลาไปอีก 10 นาที

เวลาขณะนั้น 13.25 น. ผมต้องไปให้ทัน 14.00 น.ที่ยะลาครับ (ที่สำคัญต้องขับผ่านตัวเมืองที่มีไฟแดงเป็นระยะๆ) ผมจึงต้องลืมเหตุการณ์เสียวๆ ทั้งหมดที่เกิดขึ้นครับ ที่สำคัญลืมคำพูดที่มักจะบ่นถึงคนที่ขับรถบางประเภทไป แล้วเอานิสัยนั้นมาใช้แทน ไม่ว่าจะเป็นแซงซ้ายแซงขวา เอามาใช้หมดครับ ปกติผมไม่ค่อยจะกดแตรรถครับ แต่รอบนี้กดตลอดทางเลยก็ว่าได้

เมื่อถึงเมืองยะลา ผมก็จำเป็นต้องเลี่ยงเส้นทางหลักไปใช้เส้นทางลัด ครับ เนื่องจากประสบการณ์มันบอกว่าจากปากทางเข้าเมืองยะลา (ซึ่งเรียกว่า บ้านจารู) ผมจะใช้เวลาปกติไปยังอีกฟากหนึ่งของเมืองประมาณ 15-20 นาที แต่ตอนที่ผมไปถึง ณ ที่แห่งนั้นเหลือเวลาอีกห้านาทีจะบ่ายสองครับ

แต่สุดท้ายเส้นทางหลักก็ช่วยร่นเวลาได้ไม่มากครับ ต้องยอมรับถนนเส้นไหนๆ ของยะลาก็มีไฟจราจรครับ อันนี้ไม่อยากเสี่ยงฝ่าไฟแดง (ถึงแม้สารวัตรทั้งที่ยะลาและปัตตานีจะบอกว่า หากมีปัญหาต้องขึ้นโรงพักให้ไปหาท่านได้ก็ตาม) 

และแล้วก็ถึงมายังที่ประชุม ช้าไปสิบนาทีครับ ในส่วนของผมก็รับได้ครับ เพราะครั้งแรกผมเจรจาของเริ่มบรรยายที่บ่ายสองโมงครึ่ง แฮะ แฮะ ลูกศิษย์ผมเขาไม่ยอมเอง

ผมเริ่มบรรยาย แต่ดันลืมถามว่า ตกลงหัวข้อที่ผมจะบรรยายนั้นเรื่องอะไร เหมือนกับที่โทรคุยหรือเปล่า เพราะมองหน้าคนฟังแล้วเหมือนงงๆ กับหัวข้อที่ผมกำลังคุยอยู่ หันไปมองหน้าลูกศิษย์ก็ไม่เห็นพูดอะไร

ระหว่างพูดไปก็พยายามวิเคราะห์ผู้ฟังไป (ซึ่งจริงๆ ข้อมูลพวกนี้ผมจะต้องรู้ก่อนการบรรยายทุกครั้ง แต่รอบนี้หลังวางสายตอนที่ลูกศิษย์โทรมาขอช่วยนั้น ผมก็นึกในใจแล้วว่า ลืมถามเรื่องนี้ไปจนได้) แต่ที่ทำให้เริ่มมั่นใจว่า กลุ่มผู้ฟังเป็นใคร อย่างไร ก็คือ พิธีกรที่แนะนำวิทยากร ซึ่งในอีกฐานะหนึ่งคือ ผู้บริหารของโรงเรียนอนุบาล.... (ลืมชื่อโรงเรียนจนได้ ตั้งใจว่าปีหน้าจะส่งลูกไปเรียนแท้ๆ) ซึ่งท่านเป็นรุ่นพี่ของผมที่มอ.ครับ

ช่วงท้ายผมเปิดให้เป็นการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกัน อันนี้แหละที่ผมคิดว่า เป็นสิ่งที่ผู้บริหารโรงเรียนและผู้เข้าฟังได้ในสิ่งที่เขาอยากฟังจากผม แฮะ แฮะ (ผมเป็นนักพูดแบบไหนกันเนี๊ยะ)

ประเด็นที่เราคุยกันในช่วงท้าย คือ ประเด็นของการจัดการที่เหมาะสมกับโรงเรียนอนุบาล อันนี้ผมไม่แน่ใจว่าผมตอบตรงไปหรือเปล่า(ลืมนึกถึงคำว่า เกรงใจ หรืออาจเป็นเพราะผู้ใหญ่ที่นั่งอยู่ตรงนั้นคือรุ่นพี่ของผมที่ปกติเราก็คุยกันตรงๆ ได้ทุกเรื่องอยู่แล้ว) เพราะถ้าถามผมว่า มีโรงเรียนอนุบาลใดในยะลา ปัตตานี นราธิวาสที่ผมถูกใจบ้าง ผมจะตอบว่า ไม่มีครับ เหตุผลง่ายๆ ครับ คือ เพราะโรงเรียนเหล่านั้นส่วนใหญ่ไม่ได้มีการจัดการศึกษาให้สอดคล้องกับเป้าหมายของการเรียนในระดับอนุบาลจริงๆ เท่าที่ผมพบเห็น มักมีแนวคิดการจัดการเรียนการสอนที่เหมือนกับประถมศึกษามากกว่า ทั้งๆ ที่การศึกษาสองระดับนี้ไม่เหมือนกัน ผมยกตัวอย่างให้ผู้เข้าอบรมฟังว่า ห้องเรียนอนุบาลในผมมองของผมต้องไม่มีกระดานดำ ต้องไม่มีโต๊ะเก้าอี้ที่จะบังคับให้นักเรียนนั่งเรียนบนนั้นตลอดคาบเรียน

อีกประการหนึ่งที่ทำให้ผมยังไม่ประทับใจอนุบาลที่เจอมาคือ มักลืมที่จัดจะสภาพแวดล้อมที่เหมาะสมกับเด็กในวันนี้ และเป็นสภาพแวดล้อมที่เหมาะแก่การเรียนรู้ของวัยของเด็ก

แต่ผมก็บอกให้ผู้เข้าอบรมฟังว่า แนวคิดผมอาจกระทบกับจำนวนลูกค้าของโรงเรียนได้ครับ หากเอาไปใช้จริง เพราะผมเชื่อว่า ผู้ปกครองส่วนใหญ่ยังคิดว่า อนุบาลก็คือโรงเรียนประถมชนิดหนึ่ง ดังนั้นเด็กต้องเรียนเหมือนโรงเรียนประถม หรืออะไรทำนองนี้ ดังนั้นหากนำแนวคิดผมไปใช้ บางทีผู้ปกครองอาจตั้งคำถามกับโรงเรียนก็ได้ครับ แต่ผมก็ย้ำกับผู้เข้าอบรมว่า ผมเชื่อว่าแนวคิดผมถูกตามหลักวิชาการ เพียงแต่อาจไม่ถูกตามหลักการตลาดเท่านั้นเอง