ผมขอเสนอทฤษฎีสามโลกของมนุษย์อีกโลกหนึ่งนะครับ คือ "โลกของอารมณ์"
โลกของอารมณ์ (World of Emotion)
เมื่อผมบอกคุณว่า "ผมเห็นคนผู้หญิงสามคนเดินมา" และคุณก็ตอบว่า "ผมก็เห็นครับ" นายสนิทที่อยู่ตรงนั้นก็บอกว่า "จริงซี ผมก็เห็นครับ" ฯลฯ ดังนี้ ก็หมายความว่า ข้อความว่า "คนผู้หญิงสามคนเดินมา" นั้น มีความเป็น "ปรนัย" หรือ Objective และ "เป็นจริง" เพราะว่า ใครๆก็ "เห็นตรงกัน"
อารมณ์ (Emotion) ก็เช่นเดียวกัน คุณผู้อ่านก็"เคยรู้สึกรัก" ผมก็ "เคยรู้สึกรัก" ใครๆก็บอกว่าเขาก็ "เคยรู้สึกรัก" แสดงว่า "การรู้สึกรัก" นั้น "มีจริง" และเรียกว่า ทุกคนเคยมี "ประสบการณ์" กับความรู้สึกรัก
ต่างแต่ว่า "การรู้สึกรัก" นั้น เป็น "อวัตถุ" ส่วน "คนผู้หญิงสามคน" นั้น เป็น "วัตถุ"
อารมณ์ ได้แก่ "ความรู้สึกรัก, ความรู้สึกร่าเริง, ความรู้สึกโกรธ, ความรู้สึกเคร้า, ฯลฯ " "การรู้สึก (Consciousness)" เป็น "จิต" (Mind) (โปรดอ่านบล็อกที่ชื่อ Human Mind ของผม ครับ อาจจะทำให้เข้าใจคำว่าจิตได้ดีขึ้น ถ้าหากว่าท่านยังงงๆอยู่ ครับ") ส่วน "รัก, เกลียด, ฯลฯ" เป็น "คุณภาพ" ของความรู้สึกดังกล่าว คุณภาพในด้านอารมณ์ คือ "รัก" เมื่อประกอบกับคำว่า "รู้สึก" เป็น "รู้สึกรัก" ก็เป็น "อารมณ์" โดยทั่วไปเราเราเรียกสั้นๆว่า "รัก, เกลียด, ฉุนเฉียว, ฯลฯ"
อารมณ์ มีแหล่งเกิดอยู่ในสมองของเราเองครับ เป็นส่วนของสมองที่อยู่ตำลงมากว่า ซีรีบรัลคอร์เท็กซ์ ที่ผมพูดถึงอยู่บ่อยๆ และเราเรียกว่า ระบบลิมบิค" (Lymbic System) ระบบนี้เป็น "วัตถุ" ส่วน"ผล" จากกิจกรรมของมันเช่น เป็น "ความรู้สึกเป็นสุข" (Pleasure) ความรู้สึกก้าวร้าว ความรู้สึกเดือดดาล ฯลฯ นั้น เป็น "อวัตถุ หรืออสสาร" ความรู้สึกทางอารมณ์นี้เป็น "จิต" ครับ เป็นจิตภาคอารมณ์ หรือเรียกรวมๆกันว่า "ความรู้สึกด้านวิภาพ หรือวิภาวพิสัย" (Affective Domain) และในทฤษฎีนี้ ผมเรียกว่า "โลกของอารมณ์"
อารมณ์ เมื่อเกิดขึ้นแล้ว ก็จะแผ่ออกไปยังสมองส่วนที่เรียกว่า ซีรีบรัลคอร์เท็กซ์ ไปผสมหรือสัมพันธ์กับโลกของปัญญา และพัฒนาไปเป็น "เจตคติ"(Attitudes) เป็น "ค่านิยม" (Value) หรืออื่นๆที่จัดอยู่ในวิภาวพิสัย กระบวนการที่แผ่ไปดังกล่าวก็เป็นกระบวนการที่ซับซ้อนมาก นอกจากนี้ก็อาจจะแผ่ขยายไปสู่ระบบประสามอัตบาล (Autonomic Nervous System) ทั่งระบบพาราซิมพาเทติค (Parasympathetic Nervous Sysytem) และระบบ "ซิมพาเทติค" (Sympathetic Nervous System) ส่วนที่แผ่เข้าสู่ระบบประสาทอัตบาลนั้น จะทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทางกาย เช่น ทำให้หัวใจเต้นแรง ปากสั่น หน้าซีด เลิอดไหลแรง บันดาลความเดือดดาล ฯลฯ เหตุการณ์เหล่านี้เป็นเหตุการณ์ทางกาย หรือทางวัตถุ แต่มันเกิด "ควบคู่" กับเหตุการณ์ทาง "ความรู้สึกทางอารมณ์" (อวัตถุ)
ดังนั้น จึงมีโลกอีกโลกหนึ่งอยู่ภายใน "กาย" ของมนุษย์ นอกจากโลกทางปัญญาก็ คือ "โลกของอารมณ์"
ทั้ง "โลกของปัญญา" และ "โลกของอารมณ์" คือ "จิต" (Mind) ขอมนุษย์
(ยังมีต่อนะครับ)
ดร. ไสว เลี่ยมแก้ว......
เข้ามาเยี่ยม....
ในปรัชญาเวทานตะ มีคำที่มักอ้างถึงอยู่เสมอเมื่อกล่าวถึงปรัชญาสำนักนี้ คือ
เอกํ สตฺ วิปฺรา พหุธา วทนฺติ ความจริงมีสิ่งเดียว (แต่) คนทั้งหลายพูดกันไปหลากหลาย
เอกํ สตฺ วิปฺรา พหุธา กลฺปยนฺติ ความจริงมีสิ่งเดียว (แต่) คนทั้งหลายเข้าใจไปเป็นหลายสิ่งหลายอย่าง
ที่ได้นึกถึงเรื่องนี้ เพราะรู้สึกว่า อาจารย์นำเสนอ ชุดคำอธิบาย .... ประมาณนั้น
เจริญพร
นมัสการพระคุณเจ้า
ผมยังไม่เคยอ่านหนังสือที่พระคุณเจ้าอ้างถึงครับ จึงไม่เข้าใจชัดเจนว่า "ความจริงมีสิ่งเดียวนั้นเขาหมายถึงอะไร" ครับ
แต่ผมตีความว่า "ของสิ่งเดียวกัน" นั้น คนสองคนหรือหลายคนอาจเห็นแตกต่างกันก็ได้ หมายความว่า "การเห็นนั้นเป็นอัตนัย" คือใช้ตัวเองเป็นเกณฑ์ตัดสิน ตัวเองที่ว่านี้ คือโลกทางปัญญา หรือโลกทัศน์ ของตนเอง ครับ แต่ทฤษฎีสามโลกนี้ ผมไม่ได้มุ่งอธิบาย "ธรรมชาติของจิต" ครับ ผมต้องการบันทึก"มุมมอง" ของผมที่ได้"แว็บ" และครุ่นคิดมานับสิบปีแล้วครับ
สำหรับผมเองนั้น ผมคิดว่า "สิ่งเดียวกัน" นั้นคือ "จิต" ครับ ส่วน "ปัญญา" และ "อารมณ์" นั้น เป็น "คุณภาพ" ของจิต ถ้าจะเปรียบเป็นรูปธรรม ก็ได้ว่า รูปสามเหลี่ยม ที่เราดูเป็นรูปสามเหลี่ยวนั้น มันมี "ลักษณะ" ของ "เส้นตรง" "จำนวนสามเส้น" "มีสีของพื้นที่" "มีขนาดของรูป" สิ่งเหล่านี้เป็น "ลักษณะ" หรือ "คุณภาพ" ของสามเหลี่ยมนั้น ถ้าเราแยกพวกมันออกจากกัน "ความเป็นสามเหลี่ยม"ก็ "หมดไป" ในเรื่องของ"จิต" นั้น อันที่จริง "มีสิ่งเดียว" ครับ สิ่งนั้นคือ "ความรู้สึก" (Consciousness) ส่วน "ปัญญา" ก็ดี "อารมณ์" ก็ดี ถือว่าเป็น "ลักษณะ" หรือ "คุณภาพ" ส่วนหนึ่งของจิต ฉันใด ก็ฉันนั้น ครับ
ตามความเห็นของอาตมา ความเห็นเรื่อง จิต ของอาจารย์ในย่อหน้าสุดท้าย ตรงกับพุทธมติฝ่ายเถวาทอย่างชัดเจน....
อนึ่ง นักปรัชญาบางท่าน เช่น เดวิด ฮิวส์ ก็มีความเห็นว่า จิตก็คือ "ความรู้สึก" (Consciousness) ... ประเด็นนี้เคยเจอพวกวิจารณ์ไว้หลายแห่งว่า ความเห็นของฮิวส์คล้ายคลึงกับพุทธปรัชญา....
เจริญพร
ขอบคุณพระคุณเจ้าเป็นอย่างยิ่งครับ ที่กรณาช่วยชี้แนะ ผมจะพยายามตรวจสอบแนวคิดของ ฮูม อีกครั้งหนึ่งครับ
สำหรับในคัมภีร์ทางศาสนาพุทธนั้น ผมมีปัญหาตรงที่ไม่ค่อยจะเข้าใจภาษาบาลีสันสกฤตครับ จึงเป็นอุปสรรคอย่างมาก
อย่างไรก็ตาม เรื่องที่เขียนนี้ "ขณะนี้" มีถานะเป็น "ทฤษฎี" ไม่ใช่ "ข้อเท็จจริง" ทุกข้อความที่กล่าวจึงมี "ถานะเป็นสมมุติฐาน" ครับ และพร้อมที่จะได้รับการทดสอบด้วย "วิธีการทางวิทยาศาสตร์ คือการวิจัย"ครับ เพราะผมเสนอภายใต้หัวข้อว่า "Empirical Theory" ครับ
ส่วนทฤษฎีของนักปรัญญานั้น เป็นทฤษฎีทางปรัชญา ซึ่งต้องใช้วิธี "พิสูจน์" เชิงตรรกะ ครับ
สวัสดีครับ ผมเพิ่งเริ่มเรียนปรัชญา ผมสงสัยเกี่ยวกับเรื่องจิต มากๆ
ว่า ก่อนที่จะเกิดมีจิตนั้น มีปัจจัยหรือแรงขับใด ที่ทำให้มีจิตเกิดขึ้น (กรณีจิตเริ่มแรกที่ยังไม่เป็นอนุสัยจิต) ผมคิดบนพื้นฐานที่ว่าจิตเริ่มแรกเกิดจาก ธาตุ4 นะครับ ขอบคุณล่วงหน้าสำหรับคำอธิบายครับ
ธาตุ ๔ คงจะหมายถึง ดิน, น้ำ, ลม, ไฟ, ถ้าใช่ ก็คงจะเหมือนกับความเชื่อของอรีสโตเติลในสมัยเมื่อสองพันกว่าปีมาแล้ว เป็นความเชื่อของเขานะครับ มีส่วนที่น่าสนใจคือ "ไม่ยอมรับความเชื่อที่ว่า พระเจ้าเป็นผู้ประทานจิตให้มนุษย์" คือ "ต้องสมมุติสิ่งเหนือธรรมชาติบางสิ่ง"ขึ้นมาก่อน เพื่อทำหน้าที่ "มอบ"สิ่งที่เรียกว่า "จิต"ให้กับมนุษย์ แต่หันมายอมรับว่า "จิตเกิดขึ้นเอง"จาก"ดิน,น้ำ,ลม,ไฟ"
แต่ตามความเชือว่าคนเกิดจากดิน น้ำ ลม ไฟ นั้น "ผิด" ครับ ที่แท้คนเกิดจากการรวมกันของอะตอมเป็นโมเลกุล โมเลกุลรวมกันเป็นเซลล์ เซลลรวมกันเป็นเนื้อเยื่อต่างๆ เนื้อเยื่อรวมกันเป็นส่วนต่างๆของคน และเป็นตัวคน และส่วนของคนที่เรียกว่าสมองนั่นแหละครับเป็นที่เกิดของ"ความรู้สึกตัว" ที่เราเรียกอีกชื่อหนึ่งว่า "จิต" ครับ
ขอให้คุณไปอ่านในบล็อก HUMAN MIND แล้วเปิด สารบาญ ขึ้นมาสำรวจดูว่า บันทึกใดบ้างที่มีเรื่องเกี่ยวกับจิต ซึ่งมีอยู่หลาบบันทึกครับ