จุดหมาย ๓ ชั้น ดำเนินชีวิตให้บรรลุจุดหมาย (อัตถะ)และพึงปฏิบัติให้สำเร็จครบ ๓ ด้าน

การดำเนินชีวิตของ มนุษย์

ก. จุดหมาย ๓ ชั้น ดำเนินชีวิตให้บรรลุจุดหมาย (อัตถะ) ๓ ขั้น คือ

ขั้นที่ ๑ ทิฏฐธัมมิกัตถะ จุดหมายขั้นตาเห็น หรือ ประโยชน์ปัจจุบัน ได้แก่           

ก) มีสุขภาพดี ร่างกายแข็งแรง ไร้โรค อายุยืน           

ข) มีเงินมีงาน มีอาชีพสุจริต พึ่งตนเองได้ทางเศรษฐกิจ           

ค) มีสถานภาพดี เป็นที่ยอมรับนับถือในสังคม           

ง) มีครอบครัวผาสุก ทำวงศ์ตระกูลให้เป็นที่นับถือ          

ทั้ง ๔ นี้ พึงให้เกิดมีโดยธรรม และใช้ให้เป็นประโยชน์ ทั้งแก่ตนและผู้อื่น 

ขั้นที่ ๒ สัมปรายิกัตถะ จุดหมายขั้นเลยตาเห็น หรือ ประโยชน์เบื้องหน้า          

ก) มีความอบอุ่นซาบซึ้งสุขใจ ไม่อ้างว้างเลื่อนลอย มีหลักยึดเหนี่ยวใจให้เข้มแข็ง ด้วยศรัทธา           

ข) มีความภูมิใจ ในชีวิตสะอาด ที่ได้ประพฤติแต่การอันดีงามด้วยความสุจริต           

ค) มีความอิ่มใจ ในชีวิตมีคุณค่า ที่ได้ทำประโยชน์ตลอดมาด้วยน้ำใจเสียสละ           

ง) มีความแกล้วกล้ามั่นใจ ที่จะแก้ไขปัญหา นำชีวิตและภารกิจไปได้ ด้วยปัญญา           

จ) มีความโล่งจิตมั่นใจ มีทุนประกันภพใหม่ ด้วยได้ทำไว้แต่กรรมที่ดี 

ขั้นที่ ๓ ปรมัตถะ จุดหมายสูงสุด หรือ ประโยชน์อย่างยิ่ง          

ก) ถึงถูกโลกธรรมกระทบ ถึงจะพบความผันผวนปรวนแปรก็ไม่หวั่นไหว มีใจเกษมศานต์มั่นคง           

ข) ไม่ถูกความยึดติดถือมั่นบีบคั้นจิต ให้ผิดหวังโศกเศร้า มีจิตโล่งโปร่งเบาเป็นอิสระ           

ค) สดชื่น เบิกบานใจ ไม่ขุ่นมัวเศร้าหมอง ผ่องใส ไร้ทุกข์ มีความสุขที่แท้           

ง) รู้เท่าทันและทำการตรงตามเหตุปัจจัย ชีวิตหมดจดสดใสเป็นอยู่ด้วยปัญญา          

ถ้าบรรลุจุดหมายชีวิตถึงขั้นที่ ๒ ขึ้นไป เรียกว่าเป็น บัณฑิต 

ข. จุดหมาย ๓ ด้าน จุดหมาย ๓ ขั้นนี้ พึงปฏิบัติให้สำเร็จครบ ๓ ด้าน คือ           

ด้านที่ ๑ อัตตัตถะ จุดหมายเพื่อตน หรือ ประโยชน์เพื่อตน คือ ประโยชน์ ๓ ขั้นข้างต้น ซึ่งพึงทำให้เกิดขึ้นแก่ตนเองหรือพัฒนาชีวิตของตนขึ้นไปให้ได้ให้ถึง          

ด้านที่ ๒ ปรัตถะ จุดหมายเพื่อผู้อื่น หรือ ประโยชน์ผู้อื่น คือ ประโยชน์ ๓ ขั้นข้างต้น ซึ่งพึงช่วยเหลือผู้อื่นให้ได้ให้ถึงด้วยการชักนำสนับสนุนให้เขาพัฒนาชีวิตของตนขึ้นไปตามลำดับ          

ด้านที่ ๓ อุภยัตถะ จุดหมายร่วมกัน หรือ ประโยชน์ทั้งสองฝ่าย คือ ประโยชน์สุขและความดีงามร่วมกันของชุมชนหรือสังคม รวมทั้งสภาพแวดล้อมและปัจจัยต่าง ๆ ซึ่งพึงช่วยกันสร้างสรรค์ บำรุงรักษา เพื่อเกื้อหนุนให้ทั้งตนและผู้อื่นก้าวไปสู่จุดหมาย ๓ ขั้นข้างต้น 

ธรรมะของพระพุทธองค์มีมาแต่เดิมกว่า ๒,๐๐๐๐ ปีล่วงแล้ว นักวิชาการตะวันตกที่เราหลงใหลได้ปลื้มว่าเป็นยอดนักทฤษฎี แล้วคนสยามก็นับถือเป็นปรมาจารย์ทางสังคมศาสตร์หาได้มีความลึกซึ้งแลละเอียดถ้วนถี่ดังธรรมะที่น้อมนำมาเสนอเบื้องต้นไม่ ครูอาจารย์ใครใครก็เคารพเทิดทูน เป็นสิ่งที่น่าสรรเสริญ ชนใดไปเรียนรู้ยังต่างบ้านต่างเมืองแล ย่อมถือผู้ประสิทธิประสาทวิชาเป็นครูอาจารย์ ตามจารีตคำสอนฟากตะวันออกที่มีมาแต่เดิม แต่หากพิจารณาให้ดีว่าการที่เราไปเรียนรู้สรรพวิชานั้น เรามีจุดหมายใด เราไปเรียนรู้สิ่งที่เราไม่มีมาเติมเต็มสิ่งที่เรามีเป็นทุนอยู่แล้วให้วัฒนาขึ้นหรือมิใช่ หรือเป็นแต่เพียงเราไปเรียนรู้เพื่อมาทำบ้านเมืองแห่งเราให้เป็น แบบเขา โดยขาดสติครอง จนกลายเป็นทำบ้านเมืองเราให้เป็น ของเขา หรือไม่ อย่างไร ขอฝากให้พินิจพิจารณาตราตรึก

ถึงเวลาหรือยังที่ปวงเราจะหันกลับมา สนใจ ใฝ่วิเคราะห์ องค์ความรู้ฟากตะวันออกของเราให้แม่นฉมัง พร้อมกับขวนขวายนำเอาองค์ความรู้ที่ได้รับมาใหม่เพื่อวิวัฒน์เป็นองค์ความรู้แห่งพัฒนาการ แลผลิกผันวิกฤตที่เรากำลังจ่อมจมอยู่กับสิ่งที่ไม่เป็นที่ชำนิชำนาญ รอรับแต่ผลผลิตที่ เขาอยากให้รู้ มาสู่ เราก็รู้ได้ โดยเราเอง

ฝากไว้เป็น วิชชานุสติ