นอกจากช่วยให้เกิดความหลากหลายยิ่งขึ้นขององค์กรผู้ให้ความช่วยเหลือแล้ว ประชาชนผู้ได้รับความเดือดร้อนก็จะได้รับผลประโยชน์โดยตรง โดยเฉพาะประชาชนที่มีฐานะยากจน ที่ไม่มีเงินพอที่จะจ้างทนาย หรือใช้จ่ายในกระบวนการยุติธรรม

เมื่อวาน ได้มีโอกาสไปร่วมการสัมมนาเพื่อรับฟังความคิดเห็นต่อ "ร่างพระราชบัญญัติว่าด้วย การช่วยเหลือทางกฎหมายแก่ประชาชน พ.ศ...." ซึ่งจัดโดยสถาบันวิจัยและให้คำปรึกษาแห่งมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ร่วมกับ กรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพ กระทรวงยุติธรรม

บอกตรงๆ ว่าตอนแรกไม่ค่อยสนใจเท่าไร แต่ไปเพราะเกรงใจ รศ.ณรงค์ ใจหาญ หัวหน้าโครงการวิจัยฯ

แต่เมื่อไปร่วมแล้ว กลับรู้สึกคิดถึงองค์กรชาวบ้านอีกหลายๆ แห่ง ที่รู้จัก ซึ่งกำลังต่อสู้เรื่องสิทธิมนุษยชนในชุมชนตัวเอง แต่ไม่ได้มีโอกาสเข้ามาร่วมรับรู้หรือให้ความเห็นต่อร่าง พรบ.ฉบับนี้ ที่เกี่ยวข้องกับพวกเขาโดยตรง

เพราะนอกเหนือจากการช่วยสนับสนุนภาครัฐส่วนต่างๆ ที่กำลังทำงานให้ความช่วยเหลือทางกฎหมายแก่ประชาชนแล้ว ร่าง พรบ.ฉบับนี้จะมีประโยชน์อย่างยิ่งต่อองค์กรชุมชนที่ทำงานนี้อยู่อย่างโดดเดี่ยว หรือลำบากยากเย็นในการประสานงาน เพราะหากเป็นองค์กรชุมชน มูลนิธิ ที่มีประสบการณ์การทำงานและมีผลงานเป็นที่ยอมรับ ก็อาจขอรับการขึ้นทะเบียน ตามที่ พรบ.นี้กำหนดได้ ซึ่งจะช่วยยกฐานะให้เป็นองค์กรให้บริการ ที่ได้รับการรับรองจากกระทรวงยุติธรรม โดยผู้ปฏิบัติงานที่ได้รับการขึ้นทะเบียน จะถือเป็นพนักงานเจ้าหน้าที่ตามกฎหมายอาญา

นอกจากนี้ยังมีการพูดถึงงบประมาณที่องค์กรให้บริการเหล่านี้จะได้รับการสนับสนุนโดยตรงจากรัฐอีกด้วย

นอกจากช่วยให้เกิดความหลากหลายยิ่งขึ้นขององค์กรผู้ให้ความช่วยเหลือแล้ว ประชาชนผู้ได้รับความเดือดร้อนก็จะได้รับผลประโยชน์โดยตรง โดยเฉพาะประชาชนที่มีฐานะยากจน ที่ไม่มีเงินพอที่จะจ้างทนาย หรือใช้จ่ายในกระบวนการยุติธรรม 

นับว่าเป็นอีกก้าวหนึ่งของการสร้างความยุติธรรมและสันติในสังคมไทย

น่าจะช่วยกันสนับสนุนร่าง พรบ.นี้กันด้วยนะคะ