ขณะนี้ยังอยู่ในเรื่องของโลกทางปัญญาอยู่ครับ  คิดว่าจะยกตัวอย่างอีกสักสองสามตัวอย่าง  แล้วจะขึ้นเรื่องโลกของอารมณ์กับโลกของกายครับ

ตัวอย่างที่สำคัญมากอีกตัวอย่างหนึ่งก็คือ  "โลกทางปัญญา"ของเจ้าชายสิทธัตถะ  ในสมัยโน้นประมาณสองพันห้าร้อยกว่าปีมาแล้วนั้น  คนในประเทศอินเดีย ซึ่งคาดว่าประมาณหลายร้อยล้านคน  ได้มี"ความเชื่อ" กันว่า  บนสวรรค์มีเทพเจ้าอาศัยอยู่  ถ้าใครมีทุกข์ร้อนประการใด  หรือปรารถนาสิ่งใด  ถ้าได้ "สวดอ้อนวอน" ขอพรและความช่วยเหลือจากเทพเจ้าเหล่านั้นแล้ว  เทพเจาเหล่านั้นก็จะช่วยปัดเป่า หรือบันดาลใหสำเร็จสมประสงค์ได้  ความเชื่อนี้ก่อให้เกิด "โลกของปัญญา" ของแต่ละคนในระบบโครงส้รางของปัญญา  ทำให้เกิดการรับรู้โลกเป็ไปอีกแบบหนึ่ง  "กรอบ"อันนี้ก่อให่เกิดศิลปวัฒนธรรมไปอีกแบบหนึ่ง  ที่ไม่เหมือนกับอียิปต์  หรือโรมัน  แต่เจ้าชายสิทธัตถะได้ "พัฒนาโลกของปัญญา" ของพระองค์ไปอีกแบบหนึ่ง  คือ "โลกทางปัญญา" ของพระองค์ "ไม่ได้" คิดว่า  "ความสุข ความทุกข์" เป็นสิ่งที่เทพเจ้า "ยื่นให้"  แต่เกิดจาก "ตัวของคนผู้นั้นทำให้เกิดขึ้นเอง"    ถ้าจะปัดเป่าให้หายไป  ก็จะต้องใช้ "ตัวเอง" เป็นผู้ปัดเป่า  "ไม่จำเป็นที่จะต้องสวดอ้อนวอนเทพเจ้าให้ช่วยเลย"  โลกของปัญญานี้เป็น "โลกของปัญญาใหม่"  ขัดแย้งกับ "โลกของปัญญา"ของคนส่วนใหญ่อย่างสิ้นเชิง  และพระองค์ได้เพียรพยายามค้นหาหนทางดับทุกข์ดังกล่าว  จนพบความสำเร็จในที่สุด  และเราเรียกกันว่า "พระพุทธเจ้า"  "โลกแห่งปัญญาใหม่" ของพระองค์นี้  "ได้เข้าไปเปลี่ยนแปลง"โลกของปัญญาเดิมของคนเป็นจำนวนมาก  ดังที่เราทราบกันดีอยู่แล้วนี้ในหมู่ของผู้ที่นับถือศาสนาพุทธ

ผลของการเปลี่ยนแปลง"โลกของปัญญา" ของคนอื่นๆเหล่านี้  กลายเป็น "กรอบ"ของความคิดใหม่  เป็นความเชื่อใหม่  เป็นวัฒนธรรมใหม่ ในหมู่ชนที่นับถืออย่างน่ามหัศจรรย์อย่างยิ่ง

ยังมีอีกตัวอย่างหนึ่งที่ไม่อาจจะข้ามเลยไปได้  ตัวอย่างนี้เป็นเรื่องของนักปรัชญาท่านหนึ่ง ในสมัยก่อนพุทธกาลโน่น  นักปรั๙ญาท่านนี้ได้คร่นคิดว่า  ถ้าเราเอาวัตถุ  เช่นก้อนหิน  มาทุบย่อยให้แหลกเป็นชิ้นเล็กๆ  แล้วทุบต่อไปให้แหลกย่อยลงไปอีก  เป็นกรวด  เป็นเม็ดทราย ซึ่งมันก็ยังเป็น "วัตถุ"อยู่  จากนั้นเขาก็คิด "เชิงเหตุผล" ต่อไป  เพราะว่าในสมัยนั้นไม่มีเครื่องมือใดๆที่จะย่อยมันให้เล็กต่อไปอีกได้  จึงคิดเชิงเหตุผลว่า "ถ้าย่อยมันให้เล็กลงๆต่อไปเรื่อยๆ จนย่อยต่อปอีกไม่ได้แล้ว  ไม่ว่าจะด้วยวิธีใดๆ"  เมื่อย่อยไม่ได้แล้ว  ถึงที่สุดแล้ว  มันก็ "เปลี่ยนแปลง"ไม่ได้  เมื่อเปลี่ยนแปลงไม่ได้  มันก็เป็น "สารเชิงเดี่ยว" และมีความเป็น "นิรันดร"  เพราะมันเปลี่ยนไม่ได้ !  แต่มันก็ยังเป็น"วัตถุ"อยู่  นี่คิดแบบเหตุผล  เมื่อคิดได้เช่นนี้ เขาจึงประกาศว่า "ความจริงแท้"ของโลกนี้ก็คือ "วัตถุ"เท่านั้น  อย่างอื่นที่ไม่ใช่วัตถุแล้ว "ไม่มี"

ความคิดนี้ก็คือ ลัทธิทางปรัชญาที่เรียกกันว่า "วัตถุนิยม" หรือ "Materialism"

"โลกของปัญญา"ของท่านผู้นี้ได้ "เข้าไปเปลี่ยนแปลงโลกของปัญญา" ของคนอื่นๆ คนแล้วคนเล่า  กว้างขวางออกไปๆ โดยเฉพาะในหมู่ของนักวิทยาศาสตร์  จนกลายเป็น"กรอบความคิด" ของคนรุ่นต่อมา  และเป็น "อำนาจหรืออิทธิพล" ทำให้เกิดความ "ขับดัน" ให้โลกเคลื่อนไปข้างหน้า  ช่วยให้พบหนทางที่จะทำลายเชื้อโรคที่เบียดเบียนมนุษย์  ทำให้เกิดการ"ปรับตัว"ให้ชีวิตรอด และ ยืนยาว  จนแม้ปัจจุบันนี้ก็ยังมีอิทธิพลอันนั้นอยู่

โลกของปัญญา ได้พัฒนาเปลี่ยนแปลงมาเรื่อยๆ  ได้มี" โลกของปัญญาใหม่"  เกิดขึ้นต่อมาเป็นระยะๆ  นับตั้งแต่ได้มี "โลกของปัญญาเกี่ยวกับการบิน" ขึ้นเป็นครั้งแรกในโลก  ซึ่งถือว่าเป็นการ"เริ่มแรก"ของยุคอวกาศ   เกิดมี"โลกของปัญญา" เกี่ยวกับการคิดสร้างเครื่องโทรเลขขึ้นเป็นครั้งแรกในโลก   เกิดมี "โลกของปัญญาเกี่ยวกับการสร้างหลอดไฟฟ้า" ขึ้นมาเป็นหลอดแรกในโลก  มาจนกระทั่ง เกิด "โลกของปัญญา" เกี่ยวกับ "การสร้างเครื่องคอมพิวเตอร์" เครื่องแรกของโลก ฯลฯ  

เหตุการณ์เหล่านี้ ล้วนแต่ "ช่วย" ในการ "ปรับตัวและเอาตัวรอด"ของมนุษย์ทั้งสิ้น

และแน่นอนทีเดียวครับ  "โลกของปัญญา" ของคนในปัจจุบันนี้ กับ "โลกทางปัญญา" ของคนเมื่อพันปีมาแล้ว "ย่อมแตกต่างกัน" เกือบจะอย่างสิ้นเชิงทีเดียวครับ

และก็แน่นอนทีเดียวเช่นกันว่า "สัตว์อื่นๆ" ที่ "ไม่มีสมอง" (วัตถุ)  หรือ "มี" แต่ถ้ามีซีรีบรัลคอร์เท็กซ์ "เพียงน้อยนิด" แล้วละก้อ  จะให้พวกเขามี "โลกของปัญญา" (ความรู้สึกคิด -- อวัตถุ) เท่าเทียมกับ "มนุษย์" นั้น "หามีไม่" ?!

ยังมีต่อนะครับ