การได้โอกาสเข้าฟังการสัมมนาเรื่อง  “KM เพื่อการพัฒนาองค์กรอัจฉริยะ ที่ สคส. จัดขึ้นที่โรงแรมมิราเคิลแกรนด์  กรุงเทพฯ  เมื่อวันที่ ๕ มิถุนายน ที่ผ่านมา ช่วยให้ดิฉันเกิดการเรียนลัดจากความรู้ และประสบการณ์ที่วิทยากรทั้ง ๕ ท่านได้ประมวลมาเล่าสู่กันฟัง  

เนื่องจากดิฉันอาสาทำหน้าที่เป็นคุณลิขิตด้วย จึงไม่ได้ออกไปรับประสบการณ์จากอีก ๕ หน่วยงาน ที่มานำเสนอความรู้จากการปฏิบัติจริงกันอย่างเข้มข้นที่โถงหน้าห้องประชุม  แต่ถึงกระนั้นดิฉันก็รู้สึกได้ว่าสิ่งที่ได้รับไปในวันนี้ คือเรื่องราวที่จะเข้าไปเติมเต็มส่วนของความฝันให้กลายเป็นความจริงได้ไม่ยากเลย 

ขอเพียงแค่ทุกคนรัก และรู้วิธีที่จะ เพลินกับการสร้างฝันเดียวกัน เท่านั้น และดูเหมือนว่าคำตอบที่ว่านั้นจะมีอยู่แล้วเสียด้วย  

อาจารย์วิจารณ์ ท่านว่าให้เริ่มจากการเรียนรู้ของบุคคล ที่นำไปสู่การสร้างความรู้ขององค์กร โดยเป้าหมายสำคัญนั้นอยู่ที่การเผชิญหน้ากับอนาคตที่ไม่แน่นอน  และนี่ก็คือนิยามความหมายขององค์กรอัจฉริยะที่สำคัญประการหนึ่ง 

ความรู้ที่ว่านั้นเป็นความรู้เป็นความรู้ที่มีอยู่ในมิตร ศัตรู คู่แข่ง คู่ค้า  โดยองค์กรต้องมีความสามารถในการเห็นทุนทางปัญญา ( intellectual capital) และหยิบมาทำให้เกิดการเพิ่มมูลค่าได้มองเห็นความไม่ธรรมดา ท่ามกลางความธรรมดา  และหยิบมาใช้ได้ดีขึ้น 

นั่นคืออัจฉริยะในการ ใช้ศูนย์เป็นบวก  เห็นบวกในลบ  ใช้ลบให้เป็นบวก    เพราะมีอิสระที่เกิดจากการมองหลากมุม  และ กล้าใช้ความไม่แน่นอนให้เป็นพลังบวก

ดังนั้นจึงเป็นองค์กรแห่งอิสรภาพที่มีทั้งส่วนที่เป็นทางการ (formality) และส่วนที่ไม่เป็นทางการ (creativity) ร่วมเป็นพลังเสริมซึ่งกันและกัน ทำให้เกิด knowledge creation ในหลากหลายรูปแบบ หลากหลายระดับ 

จุดสำคัญนั้นอยู่ที่ระดับบริหาร กับระดับปฏิบัติ ต้องทำงานกลืนเป็นเนื้อเดียวกัน  ร่วมกันตีความความรู้เล็กๆที่เกิดขึ้นจากการปฏิบัติให้เป็นความรู้ใหญ่ขององค์กร 

อาจารย์วิจารณ์ได้นำเสนอสิ่งที่เรียกว่า ขีดความสามารถ ๑๒ แห่งองค์กรอัจฉริยะ  ที่ต้องใช้อย่าง บูรณาการ จนเหมือนเป็นเครื่องมือตัวเดียวกัน นั่นคือ

๑.     มี และ ใช้ ความมุ่งมั่นร่วมกัน โดยอาจารย์ระบุว่าหน้าทีของผู้บริหารสูงสุด คือการบริหารจัดการวิสัยทัศน์ร่วมขององค์กร  ให้ทุกคนได้ร่วมคิด และเป็นเจ้าของเป้าหมายร่วมนั้น ทั้งในระดับคุณค่า และการนำลงสู่การปฏิบัติ

ที่สำคัญคือการใช้พลังความแตกต่าง ความไม่เห็นพ้อง  มองด้วยมุมที่ไม่เหมือน รวมความแตกต่างเข้ามาทำงานร่วม  เพื่อมุ่งสู่เป้าหมายที่เป็นดาวดวงเดียวกัน

ความมุ่งมั่นนี้จะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อต้องมีการบริหารจัดการวิสัยทัศน์ร่วมนี้ทุกวัน และทุกคนต้องนำมาพูดคุยแลกเปลี่ยน ทำความเข้าใจในสิ่งที่เกิดขึ้นกับชีวิตประจำวันอยู่เป็นระยะๆ  และช่วยกันตีความว่ามีความสัมพันธ์กับดาวดวงใหญ่ขององค์กรอย่างไร

๒. ความไม่ประมาท  ความสามารถในการอยู่กับความไม่ชัดเจน ความไม่แน่นอนได้   และต้องทำการบริหารการเปลี่ยนแปลง (change management) ทั้งภายในและภายนอก  ทั้งนี้ต้องเป็นไปในบรรยากาศเชิงบวก ที่ทำแล้วคนมีความสุข เป็น positive change 

๓. มี และ ใช้ แผนยุทธศาสตร์ KM   เป็นส่วนหนึ่งของแผนยุทธศาสตร์องค์กร  ไม่ใช่อีกงานหนึ่ง  และเมื่อนำเครื่องมือนี้ไปใช้แล้วทำให้คนมีความสุข ความสัมพันธ์ระหว่างคนดีขึ้น  KM ไปรับใช้เป้าหมายการพัฒนาคน ทำให้ nobody เป็น somebody ด้วยการให้เขาได้มาเล่าเรื่องความสำเร็จที่ช่วยหนุนให้องค์กรเดินไปสู่เป้าหมาย  เกิดการรับรู้ว่าความสำเร็จเล็กๆที่เขาสร้างขึ้นนั้น ช่วยให้องค์กรบรรลุเป้าหมายใหญ่ได้อย่างไร 

ผลสำเร็จที่เกิดขึ้นจึงเป็นผลของผู้ปฏิบัติงาน ไม่ใช่ผลของกลุ่มงาน KM