เมื่อใดก็ตามที่มีสติ รู้จักแยกแยะ ว่าสิ่งใดที่เราทำแล้วเห็นว่าเป็นเรื่องน่าละอาย หรือเมื่อพิจารณาแล้วเห็นว่าการกระทำของคนบางคนเป็นเรื่องน่าละอาย แสดงว่าเรากำลังมีการเจริญหิริ โอตัปปะอยู่นั่นเอง...
เมื่อวานคุยกับเพื่อนที่ทำงาน ก็บ่นๆ กันว่าอะไรๆ มันผิดเพี้ยนไปหมดในเวลานี้ สัจจะ สัญญาต่างๆ ที่เคยตกลงกันไว้ สามารถบิดพลิ้วได้โดยไม่มีความละอายใจ บางครั้งถึงขั้นหาช่องทางที่จะบิดพลิ้วผ่านช่องว่างของกฏเกณฑ์ด้วยซ้ำไป
ประกอบกับได้ยินข่าวการเมือง ข่าวสังคมต่างๆ ...
ดิฉันมานั่งคิดๆ ดูก็พบว่าคนมี หิริ โอตตัปปะ ลดลง
ซึ่งเป็นเรื่องที่น่ากลัวเป็นอย่างยิ่ง หากว่าคนในสังคมไม่มีความละอาย ไม่มีความเกรงกลัวต่อบาปหรือความชั่วอีกต่อไป
ไม่มีความละอายที่จะผิดสัญญา..
ไม่เกรงกลัวที่จะเอาเปรียบคนอื่น ไม่ละอายที่จะยึดตัวเองหรือพวกพ้องเป็นหลักเพียงอย่างเดียว...
หรือพิจารณาแยกแยะไม่ออกว่า นี่คือปรมัตถ์ หรือนี่เป็นเพียงกระแสชั่วคราว...
ดิฉันมาพิจารณาดู ก็เห็นตรงกับที่เขาว่า หิริ โอตตัปปะ นั้นคือธรรมะที่คุ้มครองโลกจริงๆ ... หากคนจำนวนมากขาด หิริ โอตตัปปะ โลกนี้ก็คงวุ่นวายขึ้นเรื่อยๆ อย่างทุกวันนี้
ช่วงหลังๆ ดิฉันพบว่าคนแยกแยะสิ่งต่างๆ ไม่ค่อยออก...ไม่มีการพิจารณาว่าสิ่งใดผิดศีลธรรม หรือจริยธรรมกันมากนัก.. ทุกคนไหลไปกับกระแสเหตุการณ์ต่างๆ ที่เกิดขึ้น...
การฉุกคิด หรือการหยุดเพื่อพิจารณา "ดู" เหตุและผล หรือดู "ธรรมะ" ของเรื่องนั้นๆ มีน้อยลง.. คล้ายกับว่าทำตัวเป็นขอนน้ำไหลตามกระแสไปเรื่อยๆ ไม่ใช่ต้นไม้ที่มีหลักยึดอยู่ริมฝั่ง...
ดังนั้นเราควรจะมาหัดเจริญ หิริ โอตตัปปะ กันเถอะ.. เพราะถ้าแก้ที่คนอื่นไม่ได้ ก็ควรที่จะมาแก้และเริ่มที่ตัวเองก่อน
สำหรับประสบการณ์ส่วนตัว เห็นว่าสามารถเจริญหิริ โอตตัปปะได้โดยการเจริญสติ..
เมื่อใดก็ตามที่มีสติ รู้จักแยกแยะ ว่าสิ่งใดที่เราทำแล้วเห็นว่าเป็นเรื่องน่าละอาย หรือเมื่อพิจารณาแล้วเห็นว่าการกระทำของคนบางคนเป็นเรื่องน่าละอาย แสดงว่าเรากำลังมีการเจริญหิริ โอตตัปปะอยู่นั่นเอง...
แต่ถ้าเรารู้ว่าเป็นเรื่องน่าละอาย... แต่ยังไม่หยุดการกระทำ ก็จัดว่ายังเป็นขอนน้ำลอยตามกระแส.. ไม่มีการเจริญหิริ โอตตัปปะอยู่นั่นเอง...
บางคนอาจบอกว่า ต้องปฏิบัติตามกระแส... ไม่ทำไม่ได้.. เดี๋ยวอย่างนั้น เดี๋ยวอย่างนี้...
แต่ดิฉันกลับคิดว่า ถ้าเรามีสติ.. เราจะเลือกปฏิบัติดี ปฏิบัติชอบได้.... เราเลือกที่จะมีหิริ โอตตัปปะได้ค่ะ
สวัสดีค่ะอาจารย์...กมลวัลย์
มีเบอร์ของใครแล้ว...จะกดไปหาค่ะ..ขอบคุณค่ะ
บางคนเคยเรียนเคยท่องได้ว่าหิริโอตตัปปะคืออะไร แต่กลับไม่เข้าใจว่าบาปและความชั่วคืออะไรครับ
ดูๆไปเหมือนกับว่าความชั่วไม่มีนิยามทางเศรษฐศาสตร์ ทำชั่วเอาเปรียบคนอื่นแล้วได้ในวันนี้ แต่ก็ไม่รู้ว่าจะเสียอะไรในอนาคต แล้วก็ไม่เห็นชัดเจนว่าคนรอบตัวจะเสียอะไรด้วยมั๊งครับ
สวัสดีค่ะ คุณกมลวัลย์
การละอายต่อบาป ทุกคนอาจจะต้องเริ่มที่ตนเองก่อน
ที่สำคัญ จะทำอะไร จะต้อง "มีสติค่ะ"
สวัสดีค่ะครูอ้อย..สิริพร กุ่ยกระโทก
ดิฉันว่าครูอ้อยเป็นคนที่เจริญหิริโอตัปปะอยู่แล้วเป็นประจำนะคะ ดูจากแนวคิดในงานเขียนน่ะค่ะ
แต่คงไม่ต้องถึงขนาดอัปเปหิตัวเองกระมังคะ ^ ^
สำหรับเรื่องโทษตัวเองดิฉันก็เป็นบ่อยค่ะ เพราะเมื่อพิจารณาดูดีๆ บางครั้งพบว่าสิ่งที่เกิดขึ้นนั้น เกิดเพราะความคิดเราเองทั้งนั้นค่ะ... โทษคนอื่นๆไม่ได้แน่ๆ อิอิ..
แล้วคุยกันนะคะ ^ ^
สวัสดีค่ะคุณConductor
ก่อนหน้านี้พยายามตรวจสอบว่าสะกด หิริโอตัปปะ อย่างไร รู้สึกว่าจะใช้กันทั้ง ๒ รูปแบบ ไม่แน่ใจจริงๆ ค่ะ ^ ^ ตัวเองสะกดแบบในบันทึกมาตลอดค่ะ...
เรื่องความชั่วไม่มีนิยามทางเศรษฐศาสตร์นั้นดิฉันเห็นด้วยค่ะ เพราะไม่เคยเห็นเหมือนกัน .. แต่ความชั่วมีผลทางเศรษฐศาสตร์ไหม ... อันนี้มีแน่ๆ ค่ะ
ที่น่าเสียใจในทุกวันนี้คือ คนที่ควรจะมีหิริ โอตัปปะ แล้วไม่มีเนี่ยแหละค่ะ มันเหมือนกับว่า threshold ต่างๆ มันตกลง ... รู้สึกคนเราคิดเหตุผลมา justify การกระทำของตนได้มากเหลือเกิน
ขอบเขตของเรื่องน่าละอายมันลดลงไปมากค่ะ...
ข้อความนี้ "นอกจากต้องอาศัยการบริหารประเทศที่ฉลาดสามารถ และสุจริตเป็นธรรมแล้ว ยังต้องอาศัยความร่วมสนับสนุนจากประชาชนทั้งประเทศด้วย" เป็นเรื่องที่พวกเราต้องช่วยกันปฏิบัติค่ะ ไม่ว่าจะอยู่ในฐานะใด...
ขอบคุณที่นำพระราชดำรัส มาเตือนกันนะคะ
สวัสดีค่ะคุณ
ขอบคุณนะคะ ที่มาช่วยกันเตือนสติ...
ดิฉันเห็นด้วยค่ะ ว่าต้องเริ่มที่ตัวเองก่อนค่ะ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องใด...
ขอบคุณที่แวะเข้ามา ลปรร นะคะ ยินดีต้อนรับค่ะ
หนูกมลวัลย์ครับ
ผมเห็นด้วยในเรื่องของหิริและโอตตัปปะ ปัจจุบันในสังคมไทยลดน้อยลง เพราะขาดความรู้และขาดการฝึกฝนให้เกิดปัญญารู้เท่าทันความชั่ว
ความอายชั่ว และความสะดุ้งกลัวต่อผลของความชั่ว
ทีจริงเป็นเรื่องเป็นแบบให้ฝึกฝนตนเอง ต่อสู้กับกิเลสที่เข้ามาจนทำให้เกิด ความอายชั่วน้อยลง คือกล้าทำความชั่วมากขึ้น ทั้งในที่ลับและในที่แจ้ง
การที่สามารถทำความชั่วได้นั้น เป็นเพราะว่า ไม่มีโอตตัปปะ เพราะไม่สะดุ้งกลัวต่อผลของกรรมชั่ว ไม่เชื่อว่าสิ่งที่ตนทำลงไปนั้นเป็นบาป ที่จะมีผลย้อนมาสู่ตนในภายหลังได้
จึงกลายเป็นมิจฉาทิฏฐิในที่สุด
ทำความชั่วได้หน้าตาเฉย แถมยังโต้เถียงหรือโกรธทำร้ายคนที่มาตักเตือนหรือห้ามปรามเสียอีก
ผมเองก็กำลังเจอกับคนพรรณหิริน้อยและโอตตัปปะน้อยอย่างน่ากลัว อย่างที่หนูเขียนคือพอจับได้ไล่ทันก็จะตะแบงข้างเข้าสู้ อ้างกฏหมายบ้าง อ้างสารพัดที่จะทำให้ตนดูถูกต้องขึ้นมา โดยไม่อายชั่วและกลัวบาป
อาจารย์แผ่เมตตาให้แล้ว ก็ปลงว่าเป็นกรรมของสัตว์(คือตัวเขาเอง)และทำไปตามหน้าที่ ต้องลงโทษตามกฏและระเบียบของราชการที่มีอยู่
สวัสดีครับพี่กมลวัลย์
เห็นด้วยครับว่า ความละลายต่อความชั่วและเกรงกลัวต่อบาปที่ได้กระทำ จะสามารถประคับประคองสังคมและประเทศชาติของเราไว้ได้ และเป็นความเข้มแข็งในระยะยาวได้
ที่สำคัญต้องมีความจริงใจต่อธรรมนั้นๆ ไม่ว่าจะเลือกธรรมข้อใดมาเป็นเครื่องยึดเหนี่ยวจิตใจ เพราะทั้งหลายทั้งปวงล้วนมุ่งสู่ศูนย์กลางที่เดียวกัน เข้าถึงในระดับสมมติก็จะได้รับความสงบสุขของบ้านเมืองและใช้ชีวิตได้อย่างสบายใจ ถ้าเราเจริญธรรมข้อนั้นๆเข้าไปอีกจนถึงที่สุดก็คงจะพบสุขที่แท้จริง
ขอบคุณมากครับ
สวัสดีค่ะ อ.พิชัย กรรณกุลสุนทร
เดี๋ยวนี้มีกิเลสยั่วคนให้ตกหลุมพรางมากเหลือเกินค่ะ คนเรายึดติดกับสิ่งต่างๆ ที่เขาคิดว่าเป็นของเขา.. เริ่มต้นแค่ยึดตัวตน หนูก็รู้สึกว่ามันผิดแล้วล่ะค่ะ (ขออนุญาติลดอายุเปลี่ยนสรรพนามเรียกตัวเองนะคะ อิ อิ..)
มีคนมากมายที่ที่ทำงานที่ยึดสิทธิประโยชน์(ส่วนตน)มากๆ บางคนความคิดดี(คือดีแต่พูด) แต่พอถึงเวลาปฏิบัติก็เกิดมาตรฐานที่สองสำหรับตัวเองขึ้นมาเสียอย่างนั้น ก็ได้แต่เจริญสติดูค่ะอาจารย์... เคยคิดจะแก้คนแต่อย่างที่อาจารย์คงทราบดี... ไม่สำเร็จค่ะ! อิอิ..
เคยอยู่ในสถานการณ์แบบที่อาจารย์เล่าตอนเป็นรองคณบดีค่ะ ก็ดำเนินการตามกฎระเบียบที่ควรจะเป็น ว่ากันตามเหตุตามผล... แต่ผลสุดท้าย คนพวกนี้วิ่งเก่งค่ะ เราลงโทษในระดับคณะฯ แต่เขาได้รับการยกโทษในระดับสูงขึ้นไป (ที่เขามีอำนาจมากกว่า)
หนูได้บทเรียนอย่างดีเลยค่ะ เพราะดีใจที่เราได้ทำในสิ่งที่ถูกต้อง เป็นเยี่ยงอย่าง ไม่นึกเสียใจเลยค่ะ ส่วนคนที่ไปแก้สิ่งที่เราทำเพื่อส่วนรวมไป เขาก็จะมีเรื่องนี้ติดตัวเป็นกรรมไปตลอด... เรา(หนูกับอ.ศิริศักดิ์) ก็ได้แต่ดูละครที่คนต่างๆ หลอกกันไป เชิดกันมาเรื่อยๆ ค่ะ แต่เห็นเลยค่ะว่าคนหลายคนมีหิริ โอตตัปปะกันน้อยมากๆ ไว้จะแผ่เมตตาเพิ่มให้คนเหล่านี้อย่างที่อาจารย์สอนค่ะ แต่ก่อนได้แต่ดูเฉยๆ ค่ะ ไม่ได้แผ่เมตตาให้แต่อย่างใด...
ตอนนี้สำหรับตัวเองนั้นจิตใจผ่องใส สบายๆ ค่ะ แต่ยังอยากอยู่... เช่น อยากให้คนมีหิริโอตตัปปะมากขึ้น เพราะรู้สึกบ้านเมืองเดือดร้อนเหลือเกิน.. ว่าจะเน้นให้เด็กๆ มีหิริ โอตตัปปะมากขึ้น... แต่ก็ไม่รู้จะได้สักเท่าไหร่..แต่ต้องทำค่ะ.. ^ ^
สวัสดีค่ะน้องข้ามสีทันดร
พี่ชอบที่น้องเขียนจริงๆ ค่ะ
"ที่สำคัญต้องมีความจริงใจต่อธรรมนั้นๆ ไม่ว่าจะเลือกธรรมข้อใดมาเป็นเครื่องยึดเหนี่ยวจิตใจ เพราะทั้งหลายทั้งปวงล้วนมุ่งสู่ศูนย์กลางที่เดียวกัน เข้าถึงในระดับสมมติก็จะได้รับความสงบสุขของบ้านเมืองและใช้ชีวิตได้อย่างสบายใจ ถ้าเราเจริญธรรมข้อนั้นๆเข้าไปอีกจนถึงที่สุดก็คงจะพบสุขที่แท้จริง"
จริงแล้วถ้าคนเรารู้จักให้ ไม่แยกเขาแยกเรากันสักนิดหนึ่ง มีความละอายอยู่บ้าง โดยมีความตั้งใจสร้างสังคมให้สงบสุข พี่ว่าสังคมจะสงบกว่านี้มาก... แต่ตอนนี้คนโดนกิเลสมาบังตา.. บ้างก็โดนโลภะ บ้างก็โทสะ บ้างก็โมหะ...บ้างก็โดนหมด.. ตัวหลังสุดนี้ร้ายจริงๆ เพราะคนทำชั่วแล้วคิดว่าตัวเองทำดีก็มีอยู่มาก...
ตอนนี้ก็หวังแค่ให้คนเข้าถึงในระดับสมมติกันเยอะๆ ก็จะดีมากแล้วค่ะ..
ขอบคุณที่แวะเข้ามาให้ข้อคิดดีๆ เสมอนะคะ เขียนสรุปได้ดีจริงๆค่ะ ^ ^
สวัสดีครับคุณกมลวัลย์
จะเลือกปฏิบัติดี ปฏิบัติชอบได้....
เราเลือกที่จะมีหิริ โอตตัปปะได้ค่ะ
คำพูดนี้ผมเห็นด้วยอย่างยิ่งครับ
บริบทสังคมเปลี่ยนไปครับ
หิริ โอตัปปะ จึงหายไปครับ
เพราะความเจริญของวัตถุ
แตจิตใจของเรากลับไม่เจริญงอกงามด้วยธรรมะ
กลับเป็นความโลภครับ จนลืมคำว่าหิริ โอตตัปปะ
ขอบคุณครับที่นำเสนอสิ่งที่ดี ๆ ไว้เตือนสติครับ
สวัสดีค่ะอ.ประเสริฐ ศรีแสนปาง
ยินดีต้อนรับค่ะ
ตอนนี้มองไปทางไหนก็มีความรู้สึกว่าสังคมเสื่อมลงค่ะ คงเป็นเพราะเราได้พบและเห็นข้อมูลข่าวสารที่ร้ายๆ เพิ่มขึ้น ไม่ว่าจะจากสื่อหรือจากการเล่าสู่กันฟังของเพื่อนฝูง..
กรณีอย่างนี้ ถ้าไม่ทำอะไรเลยก็คงจะแย่ลงเรื่อยๆ ก็เลยมาเขียนบันทึกไว้เตือนตัวเองและเผื่อจะมีประโยชน์กับผู้อ่านด้วยค่ะ... เพื่อจะได้ร่วมกันสร้างสังคมที่ดีและเจริญ(ทางธรรม)ด้วยกันค่ะ
ขอบคุณที่แวะเข้ามา ลปรร นะคะ
สวัสดีค่ะ
คนมี หิริ โอตตัปปะ ลดลง
ถุกต้องอย่างอาจารย์คิดค่ะ เราต้องพยายามอบรมสั่งสอนคนรุ่นใหม่ๆให้ มีคุณธรรมข้อนี้ให้มากๆค่ะ
ต้องเริ่มแต่เล็กๆเลยค่ะ
ลองดูค่ะ
สวัสดีครับอาจารย์กมลวัลย์
แวะเข้ามาช้าหน่อย เพราะวันเสาร์-อาทิตย์ผมไม่ได้เปิดคอมพ์ครับ
หิริ โอตตัปปะเป็นธรรมะของเทวดา ผู้ที่อยากจะไปเกิดเป็นเทวดาต้องหมั่นปฏิบัติธรรมข้อนี้ให้มากๆครับ
แต่คนสมัยนี้ส่วนใหญ่ไม่เข้าใจคำสอนของพระพุทธองค์ มักจะใช้วิธีทำบุญแล้วอธิษฐานเอาว่าตายแล้วขอให้ได้ขึ้นสวรรค์ บางคนแม้ว่าจะได้ขึ้นสวรรค์จริงๆ(เพราะมีหิริ โอตตัปปะในตัวเองอยู่แล้ว) ยังไม่รู้เลยว่าที่ได้มาเกิดเป็นเทวดาเป็นเพราะคำอธิษฐานหรือเพราะมีหิริโอตตัปปะกันแน่
ผมคิดว่าการที่จะคงธรรมะข้อหิริโอตตัปปะไว้ได้ คนผู้นั้นต้องมีความอดทน อดกลั้น อยู่ในตัวด้วยนะครับ เช่น คนไม่มีเงินที่กำลังหิวโหย ถ้าไม่มีความอดทน อาจจะลักขโมยของได้ เป็นต้น
สวัสดีค่ะ อ.พิสูจน์
เรื่อง หิริ โอตตัปปะ นั้นเป็นธรรมะของเทวดาหรือไม่นั้น บอกตามตรงเลยค่ะ ว่าไม่ทราบ...5555 รู้แต่ความหมายค่ะ
อยากให้เป็นธรรมะของคนธรรมดาอย่างเราๆ ท่านๆ กันเสียมากกว่าค่ะ แต่ถ้าเราปฎิบัติแล้วได้เป็นเทวดาด้วยก็จะดี... ^ ^
ในการตีความเรื่องเป็นธรรมะของเทวดานั้น น่าจะหมายความว่าการที่เรารู้จักแยกแยะ มีความละอายและเกรงกลัวต่อบาปนั้น ทำให้เราไม่ทำบาปกรรมเพิ่มเติม อาจจะส่งผลบุญให้ไปเกิดเป็นเทวดาได้ แล้วก็เทวดาน่าจะมีวิสัยที่มีหิริ โอตตัปปะเสมอ..
แว๊บไปอ่านข้อคิดเห็นของอ.ศิริศักดิ์ ข้างต้นมา ที่ดิฉันสรุปไว้ข้างต้นก็น่าจะใกล้เคียงค่ะ... ไว้วันหลังลองค้นดูว่าธรรมะของเทวดามีอะไรบ้าง... น่าสนใจดีเหมือนกันนะคะ..
เห็นด้วยกับอาจารย์เลยค่ะ ว่าเราต้องปฏิบัติบูชา.. ยิ่งเรื่องหิริ โอตตัปปะ สังคมยิ่งขาดมาก ยิ่งต้องรณรงค์ให้ปฎิบัติกันมากขึ้นค่ะ
ขอบคุณอาจารย์ที่เข้ามา ลปรร เสมอนะคะ
สวัสดีค่ะคุณsasinanda
ดิฉันก็พยายามสอนหลานๆ เหมือนกันค่ะ รวมถึงสอนลูกศิษย์ด้วย.. เวลามีโอกาสทำแล้วต้องทำให้ดีค่ะ... ส่วนเขาจะรับได้มากน้อยก็ว่ากันไป.. อยากให้คนรุ่นต่อๆ ไปมีหิริโอตตัปปะสูงกว่าที่เป็นอยู่ค่ะ
แวะไปดูที่บันทึกแล้วฝากรูปของหลานไว้ให้ดูแล้วนะคะ เห็นรูปเด็กๆ แล้วสดชื่นมากๆ เลยค่ะ ^ ^
ขอบคุณที่แวะเข้ามา ลปรร นะคะ
สวัสดีครับอาจารย์
" เทวดาโดยความประพฤติประเภทนี้ ที่ว่าอย่างสูง ได้แก่ พระอรหันต์ผู้ละกิเลสได้ เป็นอันแสดงว่าอย่างต่ำก็มี ดังที่พระพุทธเจ้าตรัสว่า ผู้ประกอบด้วยหิริโอตตัปปะ ประพฤติธรรมฝ่ายขาว คือคุณงามความดี ชื่อว่ามีธรรมของเทวดา "
อาจารย์พิสูจน์ สงสัยน่ะถูกต้องแล้วครับ หิริโอตัปปะ เป็น ธรรมะของเทวดาจริง ๆ
ทุกวันนี้เราหาที่พึ่งทาง ธรรมะยากครับ ดูจากกระแสบางเรื่องที่ พระสงฆ์ก็มีส่วนร่วม ในการสร้างอะไรบางอย่างที่ ไม่เกิดปัญญา แม้แต่ที่พึ่งก็ยังเป็นไปตามกระแส แล้วเราจะพึ่งใครได้ นอกจากมีธรรมะ ไว้ในใจ
พระพุทธเจ้าท่านก็ทรงตรัสไว้แล้วว่า วันข้างหน้าเมื่อไม่มีตัวของพระพุทธองค์แล้ว ผู้ใดเห็นธรรมะ ผู้นั้นเห็นพระองค์
สวัสดีค่ะอ.ศิริศักดิ์
ดีใจที่อาจารย์มาเยี่ยมอีกค่ะ ^ ^ มาเมื่อไหร่ก็ได้ค่ะ เร็วก็ดี ช้าก็ดีค่ะ อิอิ...
เมื่อเย็นก็เพิ่งตอบ อ.พิสูจน์ เรื่องที่ธรรมะของเทวดาไปค่ะ คุณหมอจิ้น ก็เพิ่งมาให้ข้อคิดเห็นเรื่องธรรมะของเทวดา... กลายเป็นว่าดิฉัน คนต้นเรื่องบันทึก กลับมีความรู้เรื่องนี้น้อยค่ะ 5555 แต่ดีใจที่ได้รู้เพิ่มค่ะอาจารย์...
ดิฉันเห็นด้วยกับอาจารย์ค่ะว่าคนบางส่วน(หรือส่วนใหญ่?)"มักจะใช้วิธีทำบุญแล้วอธิษฐานเอาว่าตายแล้วขอให้ได้ขึ้นสวรรค์ " ดิฉันก็พยายามพูดกับนักศึกษาเมื่อมีโอกาสเสมอค่ะว่าโลกนี้ไม่มีอะไรฟรี..ทุกอย่างต้องหามา ต้อง earned มา... สิ่งที่เห็นว่าได้มาฟรีๆ จริงๆ แล้วเราต้องจ่ายในทางอื่นๆ เสมอ ไม่ว่าจะโดยทางตรง หรือทางอ้อม... เพราะฉะนั้นดิฉันยึดหลักอันหนึ่งคือ ถ้าอยากได้อะไร ต้องทำ.. ไม่ขอของฟรีค่ะ ^ ^
สำหรับเรื่องที่คนต้องมีความอดทนนั้นดิฉันเห็นด้วยเลยค่ะ ขนาดไม่หิวโหย มีกินมีใช้ การมีหิริ โอตตัปปะต้องอดทนค่ะ ... สำหรับตัวเอง..ต้องอดทนดู อดทนข่มใจ ไม่พูดจาว่ากล่าวคนที่เขาไม่ปฏิบัติดี ปฏิบัติชอบ ไม่มีหิริโอตตัปปะ โดยไม่จำเป็นค่ะ.. บางครั้งเป็นพวกปากเร็วกว่าใจค่ะ... ^ ^
ขอบคุณอาจารย์สำหรับประเด็นดีๆ นะคะ..