(สะทก)สะท้อนหลักสูตร

พอหลังจากซึมซัมหลักสูตร นั่งนิ่งงันไปพักนึง เพราะมีคำใหม่เพิ่มเติม อะไรหว่า 3S ใครหนอ Ken Wilber แล้วที่ว่า state, stage หรือ shadow น่ะมันอะรายก๊าน (เป็นเสียงในห้วงสมาธิครับ เดี๋ยวจะมีคนแย้งว่าชั้นไม่เห็นได้ยินอะไรหยั่งแกว่าเลย)

เราจะขึ้นยาน (ญาณ) กันอย่างไร และจะนำพาคนอื่นขึ้นยานด้วยไหม ถ้าจะทำ จะทำอย่างไร?

เริ่มทบทวนความรู้ที่ได้ร่ำเรียน ฝึกปรือมา สมองสามฐาน ปัญญาสามชั้น ว่าไงนะ โหมดของชีวิตว่าไงนะ

อุปสรรคที่ทุกคนพูดคล้ายๆกัน อะไรที่ขวางกั้น state of consciousness หรือ จิตตื่นรู้ นั้นน่าจะเป็น ความกลัว ผสมๆกับ ความคาดหวัง (expectation) ที่ตามมาด้วยความผิดหวัง เลยไปถึงการขาด "พื้นที่ปลอดภัย" ซึ่งทั้งหมดเป็นการคุกคามอย่างหนักต่อฐานกาย ซึ่งเป็นพื้นฐานของสมองและปัญญา ถ้าคนมี insecurity อยู่แล้ว โอกาสที่จะรัก โอกาสที่จะสร้างสรรค์ ในฐานใจ และฐานความคิด ก็คงจะลดลงไป เพราะมัวไปอุด เสริม ฐานกายกันอย่างขะมักเขม้น

บางทีตอนที่เราไปช่วยคนอื่นนั้น เราไปด้วย วาระของเราเอง ไม่ใช่เพื่อวาระของคนที่เราไปช่วย เหมือนกับเวลาเราสนทนาแบบที่ไม่ใช่ dialogue นั่นคือเราพูดจาหมกมุ่นวนเวียนกับเรื่องของเราทั้งสิ้น เป็นการรุกรานกินพื้นที่ เมื่อเรากินพื้นที่ เราก็จะรับฟังน้อยลง เราก็จะสามารถช่วยเหลือคนอื่นได้ยากขึ้น หรือช่วยได้ไม่ตรง เพราะเราขาดความเข้าใจว่าเขาทุกข์เรื่องอะไรหว่า?

การเชื่อมโยงต่อเนื่อง จะเป็นการปลูกความสัมพันธ์ที่ดี แม้ว่าเรื่องราวส่วนใหญ่จะต่อเนื่องเชื่อมโยงกันในที่สุด แต่การทำให้คนรับฟังเกิดความรู้สึกว่าเรากำลังพูดเรื่องเดียวกัน เรามี "วาระร่วมกัน" ก็เป็นความมหัศจรรย์อีกประการของการทำสุนทรียสนทนา

การขอพลังจากสิ่งแวดล้อมก็เป็นประเด็นน่าสนใจ พี่ยักษ์ยกตัวอย่างเธอไปไปโอบกอดต้นมะม่วงที่บ้าน เป็นมะม่วงหลงงอก จากเมล็ดที่โยนหน้าต่างทิ้ง เจริญจากน้ำล้างซักผ้า แต่ก็ปรากฏว่าเติบโตงอกงาม ไม่หวั่นไหว ให้ผล ให้ลูกดก จนไม่รู้อะไรเป็นใบ อะไรเป็นลูกกันแน่ บางทีเมื่อท้อแท้ รู้สึกเราไม่ได้อะไรอย่างที่คิด จะไปต่อได้อย่างไร มองเห็นต้นมะม่วงก็นึกได้ว่า มะม่วงต้นนี้ไม่เห็นบ่นว่า น้อยอกน้อยใจอะไรเลย ยังตั้งตาตั้งตาผลิตลูก ออกดอก ออกผลอย่างมีความสุข ซื่อสัตย์ นี่แหละมั้งเป็น "ชีวิตที่มีความหมาย" ของต้นมะม่วงต้นนี้ ขอฉันเลียนแบบเธอเถอะนะ กำลังใจก็มาทันที

ความกลัว

ประเด็นหลักของอุปสรรคในการ "ขึ้นยาน" หรือผลักดัน state of consciousness ที่มีการพูดถึงกันมากก็คือ "ความกลัว"

ความกลัวมาได้หลายสถานะ และคงอยู่ยั่งยืนได้หลายสถานะ แปรเปลี่ยนเป็นพลังงานรูปแบบต่างๆได้มากมายด้วย อาจจะกลายเป็นพลังฐานกาย ฐานใจ หรือแม้กระทั่งฐานความคิดก็ได้ ขึ้นอยู่กับว่าพลังงานนี้ถูกหล่อเลี้ยงและหยิบยืมใช้ไปในทิศทางใด

มีความกลัวที่มีรากของฐานกาย ได้แก่ กลัวเจ็บ กลัวตาย กลัวสภาวะของตนเสียหาย สูญเสียไป กลัวหิว

มีความกลัวที่มีรากของฐานใจ ได้แก่ กลัวถูกทอดทิ้ง กลัวไม่มีคนรัก กลัวคนเกลียด

มีความกลัวที่มีรากของฐานความคิด ได้แก่ กลัวโง่ กลัวคนอื่นฉลาดกว่า จนไปถึงกลัวที่ profound ในฐานคิด คือ กลัวเพราะไม่รู้ หรือ อวิชชา

ความกลัวคงอยูได้ทุกฐาน ทุกสถานะ และเป็นอุปสรรค แต่ข้อดีจากประเด็นนี้ก็คือ "ถ้าเราจัดการความกลัวได้ เราจะหมดอุปสรรคไปอย่างมากมายในทีเดียว"

ความกลัวคุกคามฐานกายค่อนข้างมาก และฐานกายเป็นราก เป็นพื้นรองรับฐานอื่นๆ บางทีในโรงเรียน หรือแม้แต่ในมหาวิทยาลัย เด็กของเราก็เรียนด้วยความกลัว กลัวถูกครูดุด่า กลัวพ่อแม่ว่า กลัวเกรดไม่ดี กลัวไม่ได้เรียนต่อ ฯลฯ เรียนอยู่ใน mode ของ reptile แล้วเราก็สงสัยว่าทำไมเด็กจึงทำงานเป็นทีมไม่ได้ ทำไมเด็กของเราจึงไม่ค่อยมีความคิดสร้างสรรค์

เมื่อฐานกายถูกคุกคาม เราก็จะพลังงานเกือบทั้งหมดไปเสริมฐานกาย ฐานใจก็จะหมดรัก แต่จะกลับกลายเป็นเห็นแก่ตัวเพื่อเอาตัวรอด ฐานความคิดก็จะไม่สร้างสรรค์ เพราะต้องคิดหาหนทางอยู่รอดก่อน

น่าจะเป็นยุทธศาสตร์ที่สำคัญของโรงเรียน หรือถ้าในกระทู้นี้ คือการขึ้นยาน การเสริมสภาวะจิต การสร้างพลังสภาวะ หรือจิตตื่นรู้ โดยการ จัดการความกลัว.... มั้ง?

Moral Couragement

Stephen Batchelor เขียนในหนังสือ Buddhism without Belief ว่า การมี moral couragement นั้น ไม่ได้หมายถึงกล้าเพราะทราบผลล่วงหน้าว่าจะเกิดอะไรขึ้น แต่ moral couragement นั้น เป็นกล้าคิด กล้าตัดสินใจ เพราะเชื่อว่าเป็นสิ่งที่ควรแล้ว ดีงามแล้ว และเรา สามารถที่จะอยู่กับผลที่เกิดขึ้นมาได้ โดยใจที่หนักแน่นมั่นคง (still mind; equanimity; อุเบกขา)

บางทีที่เราเรียนกันมามากมาย เราอาจจะกำลังคิดว่า เราอยากจะได้ร่มปาราชุตสักหลัง คาดติดตัวเอาไว้ เผื่อเวลาโดดลงเหว เกิดพลังภายในขาดตอน หยิมต๊ก ไม่ได้ทะลุทลวงอย่างที่คิดไว้ (หรืออย่างที่คนถีบลงมาคิดไว้) จะได้กระตุกร่มทันท่วงที

แต่ไม่มีร่มที่การันตี 100% แบบนั้น

แม้แต่มีร่มสำรอง ก็ยังผิดพลาดได้อยู่ดี

ฉะนั้น เราก็ยังคงจำเป็นต้องทำงานกับ ความกลัวอะไรเกิดขึ้น อย่างที่ว่านี้อยู่ดี ถ้าอยากจะได้ความสงบของจิต

อาจารย์อาภรณ์เล่าถึงการใช้การเพิ่มพลังในการทำงาน มาเสริมจิตตื่นรู้ โดยการเล่าเรื่องเทพธิดา bed-pan ให้กลุ่มฟัง ในการดูแลคนไข้ที่ลุกจากเตียงไม่ได้ จากสาเหตุนานาประการ คนไข้ก็จะต้องถ่ายหนัก ถ่ายเบา บนเตียง โดยอุปกรณ์อย่างหนึ่งเรียกว่า bed-pan เป็นโถแบนๆ ใช้นั่ง (หรือนอนเอียงๆ) ถ่ายอุจจาระ ปัสสาวะบนเตียงคนไข้

พยาบาลจะเป็นคนเอา bed-pan มาให้ จัดท่านั่ง หรือนอน รอจนคนไข้ถ่ายเสร็จ ก็ช่วยทำความสะอาด เอา bed-pan ไปจัดการ เป็นงานที่แม้แต่ญาติพี่น้องของคนไข้เองบางคนก็อาจจะนิ่วหน้า รังเกียจ

แต่ถ้าพยาบาลผู้ดูแล พิจารณาการที่มาช่วยคนไข้ใช้ bed-pan สำเร็จ เป็นงานที่มีคุณค่า เป็นงานอันควรแล้ว ดีงามแล้ว ความรู้สึกต่องานนี้ก็จะเปลี่ยนแปลงไป ความยากลำบาก ความน่ารังเกียจเพราะกลิ่น เพราะความสกปรก ก็กลายเป็นส่วนประกอบหนึ่งของคุณค่าของงานที่น่าจะทำให้สำเร็จ

กลายเป็นเทพธิดา bed-pan ก็จะสามารถทำงานอะไรๆต่อไปได้ เกิดจิตตื่นรู้ขณะทำงาน มองอะไรๆให้เป็นความงาม เป็นความสงบสุขได้

อาจารย์อาภรณ์ยังเล่าถึงเรื่องนักศึกษาพยาบาลคนหนึ่ง เพื่อนๆชอบหาว่าเธอจุ้นจ้าน ชอบวุ่นวายเรื่องของเพื่อน เจ้ากี้เจ้าการ ปรากฏว่าครั้งหนึ่งเธอมาเปิดเผยในวงสนทนา ที่บ้านเธอมีปัญหา พ่อแม่ทะเลาะกัน บางทีพ่อก็จะทำร้ายแม่ ตอนนั้นเธอไม่มีเวลาคิดอะไร ก็จะเอาตัวเข้าไปขวางไม่ให้พ่อทำร้ายแม่ การปกป้องคนที่อ่อนแอ คนที่ทุกข์ คนที่ถูกทำร้าย กลายเป็นพันธกิจ เป็น mission ส่วนตัวของเธอ จนเธอนำมาแสดงออกกับเพื่อนๆ

แต่เพื่อนๆกลับมองว่าเธอวุ่นวาย จุ้นจ้าน การรับรู้ของคนเรา เมื่อตัดบริบท ตัดเรื่องราวออกไป บางทีก็น่ากลัว น่าเศร้า น่าสะทกสะท้อน และอาจจะกลายเป็นอุปสรรคในการเกิดจิตตื่นรู้ เพราะติดกับการตัดสิน ติดกับ judgmental attitude ติดกับการแปลความอะไรง่ายๆของเราเอง

กระบวนกรต้องการ "ความสด"

สิ่งเหล่านี้คนที่จะเป็นกระบวนกร หรือเจได หรือโยดา ที่จะไปช่วยเหลือผู้อื่น ต้องตระหนักรู้ ต้องระมัดระวัง ในการไม่ด่วนตัดสิน (ไม่ได้แปลว่า "ต้องไม่ตัดสิน" นะครับ คนละความหมายกัน)

กระบวนกร หรือ ผู้ฝึกจิตตื่นรู้ พึงเข้าใจว่า ความคิด ความรู้สึกของตนเอง ณ ขณะใดขณะหนึ้ง เป็นการทำงานของ theta หรือ จิตตื่นรู้จริงๆ หรือว่าเป็นการผลักดันของ shadow ของตนเองมากกว่า

เป็นข้อมูลเบื้องต้นของคืนแรกที่น่าสนใจ

=============================================

คืนนี้ก็มีข่าวระเบิดหาดใหญ่ 7 จุด โทรศัพท์เข้าบ้านไม่ได้ เข้าใจว่าเขาคงตัดสัญญานมือถือหมด ดูนาฬิกา อ้อ 4 ทุ่มแล้ว คงขึ้นนอนกันหมดแล้ว (หวังว่า) ทำอะไรไม่ได้ คืนนี้เข้านอนดีกว่า

นี่คงเป็นการทดสอบจิตตื่นรู้อีกรูปแบบหนึ่ง..... มั้ง?