จากผลการประเมินเศรษฐกิจไทยในไตรมาสแรกของปี 2550 พบว่าผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (จีดีพี) ขยายตัว 4.3% มากกว่าไตรมาส 4 ปี 2549 ที่ขยายตัว 4.2% แต่ชะลอตัวจากไตรมาสช่วงเดียวกันปี 2549 ที่ขยายตัว 6.1% สำหรับสาเหตุที่ทำให้เศรษฐกิจขยายตัวช้า เป็นผลจากการใช้จ่ายเพื่อการบริโภคภาคเอกชนไตรมาสแรกขยายตัว 1.3% และชะลอตัวต่อเนื่องเป็นไตรมาสที่ 4 ติดต่อกัน ขณะที่การลงทุนภาครัฐขยายตัว 2.1% ส่วนการลงทุนภาคเอกชนหดตัว 2.4% ถือเป็นการติดลบครั้งแรกในรอบ 21 ไตรมาส ทั้งนี้ เป็นผลจากการลงทุนเครื่องจักรและอุปกรณ์ไตรมาสแรกปี 2550 ลดลง 2.9% ส่งผลให้นำเข้าสินค้าทุนลดลง 6.6% ขณะที่การลงทุนก่อสร้างลดลง0.7% การก่อสร้างโรงงานอุตสาหกรรมลดลง 15.7% เป็นผลจากราคาน้ำมันยังอยู่ในระดับสูง ความเชื่อมั่นผู้บริโภคและนักธุรกิจในโอกาสทางเศรษฐกิจและบรรยากาศการเมืองที่ยังอยู่ในระดับต่ำ ประกอบกับนักลงทุนยังรอดูความชัดเจนการรับร่างรัฐธรรมนูญ การกำหนดวันเลือกตั้ง และการดำเนินมาตรการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของรัฐบาล และการส่งออกที่น่าจะชะลอตามเศรษฐกิจโลก สำหรับการส่งออกในไตรมาสแรกของปี 2550 ขยายตัว 18.5% นำเข้า 3.5% ดุลการค้าเกินดุล 4,127.3 ล้านเหรียญสหรัฐ ดุลบัญชีเดินสะพัดเกินดุล 5,453 ล้านเหรียญสหรัฐ อัตราเงินเฟ้อ 2.4% ลดลง จาก3.3% ในครึ่งหลังของปี 2549 อัตราว่างงาน 1.6% อัตราแลกเปลี่ยน 35.59 บาทต่อเหรียญ อย่างไรก็ตาม การผลิตและการใช้จ่ายส่วนใหญ่ยังอยู่ในเกณฑ์ที่น่าพอใจ โดยภาคเกษตร อุตสาหกรรม ก่อสร้าง ค้าปลีกค้าส่ง โรงแรมภัตตาคาร ได้รับแรงสนับสนุนจากการค้าต่างประเทศ ตอนนี้การส่งออกมีสัญญาณชะลอตัวลง แม้ไตรมาสแรกจะขยายตัวสูง เนื่องจากขยายตัวเชิงปริมาณ 13.2% ขณะที่มูลค่าขยายตัว 4.7% จีดีพีที่ลดลงเป็นผลจากความไม่แน่นอนในประเทศ ส่งผลกระทบกับรายได้จากดอกเบี้ยที่ลดลงตามอัตราดอกเบี้ยเงินฝาก เหตุการณ์ระเบิดกรุงเทพฯ ช่วงปีใหม่และความไม่สงบใน 3 จังหวัดภาคใต้ที่ยังยืดเยื้อรุนแรง รวมถึงความขัดแย้งทางการเมืองของกลุ่มการเมืองต่าง ๆ ทำให้ประชาชนระมัดระวังการใช้จ่าย แม้ว่ารายได้เกษตรกรจะยังคงขยายตัวดี และเงินเฟ้อเริ่มอ่อนตัวลงก็ตามสำหรับแนวโน้มเศรษฐกิจไทยในปี 2550 สศช. ประเมินว่าเศรษฐกิจจะขยายตัว 4-4.5% โดยมีความเป็นไปได้ประมาณ 76% ถือเป็นการปรับลดลงจากเดิมที่ประเมินไว้เมื่อวันที่ 6 มีนาคม 2550 ว่าจะขยายตัว 4-5% คาดว่าการลงทุนรวมจะอยู่ที่ 2.1% แบ่งเป็นการลงทุนภาคเอกชน 1.5% และการลงทุนภาครัฐ 4% ส่วนการบริโภครวม จะอยู่ที่ 2.8% แบ่งเป็นการบริโภคเอกชน 2.2% การบริโภคภาครัฐ 6.3% อัตราการส่งออกขยายตัว 12.4% อัตราการนำเข้า 8.3% อัตราการว่างงาน 1.5-2% อัตราเงินเฟ้อจะอยู่ระหว่าง 2-2.5% ส่วนดุลการค้าคาดว่าจะเกินดุลประมาณ 7.7 พันล้านเหรียญสหรัฐ ดุลบัญชีเดินสะพัดมีแนวโน้มเกินดุล 8.5 พันล้านเหรียญสหรัฐ และคาดว่าจะคิดเป็น 3.6% ต่อจีดีพี ราคาน้ำมันโดยเฉลี่ย 60-64 เหรียญต่อบาร์เรล และค่าเงินบาทจะอยู่ระหว่าง 34-35 บาทต่อเหรียญสหรัฐ ดังนั้น สศช. เชื่อว่าปัจจัยที่จะสนับสนุนการขยายตัวของเศรษฐกิจในครึ่งหลังปี 2550
ได้แก่ อัตราดอกเบี้ย อัตราเงินเฟ้อที่ลดลง การเร่งรัดเบิกจ่ายงบประมาณรัฐบาลและงบฯลงทุนรัฐวิสาหกิจ และการส่งออก ถ้าถามว่าห่วงการส่งออกหรือไม่ ก็ต้องบอกว่าห่วง แต่ถ้าดูรายได้จากการส่งออกและการท่องเที่ยวยังมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น ถือเป็นตัวช่วยสำหรับเศรษฐกิจไทย โดยเฉพาะตลาดจีน อินเดีย และญี่ปุ่น ที่มาช่วยชดเชยเศรษฐกิจสหรัฐที่ชะลอตัวไป แต่ถ้าดูภาพรวมการส่งออกในครึ่งหลังของปี 2550 จะเห็นว่ามีข้อจำกัดเพิ่มขึ้นกว่าต้นปี จากภาวะเศรษฐกิจโลกที่ชะลอตัวลง ความเข้มงวดและข้อกีดกันทางการค้าที่มีแนวโน้มรุนแรงขึ้น ประกอบกับ ค่าเงินบาทที่แข็งขึ้นสำหรับสาเหตุที่ สศช. ปรับลดประมาณการปี 2550 ลง 0.5% เนื่องจากเห็นว่าราคาน้ำมันยังสูงอยู่ รายได้ของประชาชนอาจได้รับผลกระทบมากขึ้น ภาวะอัตราการจ้างงานที่เริ่มมีสัญญาณการชะลอตัว แต่ราคาสินค้าเกษตรโดยเฉลี่ยเริ่มชะลอตัว อัตราเงินเฟ้อลดเร็วกว่าอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ ตอนนี้เงินเฟ้อลดเร็วกว่าการปรับลดอัตราดอกเบี้ย ทำให้แรงกระตุ้นจากนโยบายการเงินยังมีจำกัด นอกจากนี้การปรับอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ ของสถาบันการเงินยังช้ากว่าการปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายและดอกเบี้ยเงินฝาก จึงคาดว่าสถาบันการเงิน จะยังปรับลดอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ลงอีกเพื่อกระตุ้นความต้องการสินเชื่อ ขณะเดียวกัน การปล่อยสินเชื่อก็มีแนวโน้มที่จะเข้มงวดมากขึ้นในภาวะเศรษฐกิจชะลอตัว นอกจากนี้ยังมีแนวโน้มว่าอัตราดอกเบี้ยนโยบายจะลงได้อีก ในเงื่อนไขที่การใช้จ่ายและการลงทุนภาคเอกชนยังชะลอตัวแรง ดังนั้น สศช. จึงมองว่าโอกาสที่เศรษฐกิจไทยจะขยายตัวได้เกินกว่า 4.5-5% เป็นไปได้น้อยมาก ในภาวะที่การใช้จ่ายและการลงทุนภาคเอกชนยังไม่ฟื้นตัวเต็มที่ ประกอบกับมีการลดสะสมสินค้าคงคลังมากกว่าที่คิดไว้ ซึ่งมีผลกับการบริโภคในประเทศ รัฐบาลต้องเร่งสร้างความมั่นใจบรรยากาศเศรษฐกิจและการเมือง เช่น เลือกตั้งได้ตามกำหนด และมีความคืบหน้าของโครงการลงทุนขนาดใหญ่ภาครัฐ และสร้างความชัดเจนในการออกกฎหมายสำคัญ ถ้าเราสามารถจัดให้มีการเลือกตั้งได้โดยไม่มีปัญหาใด ๆ ภายในปี 2550 ภาคการส่งออก การท่องเที่ยวขยายตัวต่อเนื่อง รัฐบาลสามารถจัดสรรการกระจายเงินโครงการยุทธศาสตร์อยู่ดีมีสุข 10,000 ล้านบาท การเบิกจ่ายเงินตกเบิกค่าวิทยฐานะของข้าราชการครู รวมถึงการตั้งงบประมาณปี 2551 แบบขาดดุล 1.65 แสนล้านบาท จีดีพี 4-4.5% เป็นไปได้แน่ และถือว่าเป็นตัวเลขที่น่าพอใจในสถานการณ์ที่ทุกคนไม่มั่นใจเศรษฐกิจและการเมือง น่าจะดีกว่าเร่งให้เศรษฐกิจโต 5-6% แต่ต้องก่อหนี้ให้ประชาชนกรณีที่มีผู้สอบถามว่า สศช. มีการประเมินสถานการณ์ความรุนแรงทางการเมืองกับผลกระทบความเชื่อมั่นทางเศรษฐกิจเอาไว้หรือไม่นั้น ต้องชี้แจงว่าที่ผ่านมาประเทศไทยเผชิญกับวิกฤตความเชื่อมั่นมาโดยตลอดตั้งแต่เหตุการณ์ยุบสภาเดือนกุมภาพันธ์ 2549 การเลือกตั้งเมษายน 2549 การประกาศให้การเลือกตั้งดังกล่าวเป็นโมฆะ กระทั่งเหตุการณ์เดือนกันยายน 2549 แต่ประเทศไทยก็ผ่านมาได้ รัฐบาลยังสามารถขับเคลื่อนทุกอย่างต่อไป เพราะตอนนี้ทุกคนยังมีข้าวกินอยู่ การผลิตยังเป็นไปตามเป้า นักท่องเที่ยวยังมีอยู่ ฉะนั้น จึงบอกไม่ได้ว่า ความรุนแรงที่จะกระทบเศรษฐกิจเป็นอย่างไรสำหรับมาตรการขับเคลื่อนเศรษฐกิจในช่วงที่เหลือของปี 2550 สศช. มองว่า รัฐบาลควรเร่งรัดการเบิกจ่ายงบประมาณประจำปี 2550 ของภาครัฐให้ได้ตามเป้าหมาย คือ ส่วนราชการจะต้องเบิกจ่ายให้ได้ 93% และรัฐวิสาหกิจ 85% ขณะเดียวกัน รัฐจะต้องเร่งติดตามแผนงานโครงการยุทธศาสตร์อยู่ดีมีสุขระดับจังหวัด โครงการหมู่บ้านเศรษฐกิจพอเพียง และโครงการแก้ไขปัญหา 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ นอกจากนี้ ควรกำกับดูแล ให้สามารถจัดทำ พ.ร.บ.งบประมาณประจำปี 2551 ที่เป็นงบประมาณแบบขาดดุล 1.65 แสนล้านบาท ถูกนำไปใช้ในโครงการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานและโครงการตามนโยบายรัฐบาล พร้อมทั้งสร้างความเชื่อมั่นให้ภาคลงทุน อุตสาหกรรม และการท่องเที่ยว โดยเฉพาะเร่งรัดแก้ไขปัญหาที่เป็นอุปสรรคกับการขยายตัวของเอกชน เช่น เร่งรัดโครงการลงทุนภาครัฐ เพื่อภาคก่อสร้างและภาคอสังหาริมทรัพย์เอกชน และโครงการขนส่งมวลชนที่จะต้องเปิดประมูลให้ได้ทั้ง 2 เส้นทาง ภายในเดือนสิงหาคม 2550 ตลอดจนสร้างความมั่นใจกับการท่องเที่ยวในสถานการณ์ไม่ปกติ เพื่อสร้างรายได้ภาคการท่องเที่ยวให้เติบโตได้ตามเป้าหมาย โดยเฉพาะการดูแลความปลอดภัยของนักท่องเที่ยวที่เดินทางเข้ามาในประเทศไทย นอกจากนี้ รัฐควรเร่งส่งเสริมการพัฒนาและใช้พลังงานทดแทนอย่างต่อเนื่อง เพื่อลดการใช้พลังงานน้ำมัน ลดการนำเข้า และมลภาวะ ส่วนกรณีของมาตรการกันสำรอง 30% ของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ถือเป็นกลไกที่มีความสมดุล และปัจจุบันเหลือกฎบังคับเพียงข้อเดียว ดังนั้น จึงไม่น่าจะมีผลกระทบใด ๆ กับความมั่นใจของนักลงทุนอีก เพราะมาตรการดังกล่าวสามารถป้องกันคนที่คิดไม่ดีกับประเทศไทยที่จะนำเงินเข้ามาเก็งกำไร ไม่เช่นนั้นหากยกเลิกไปอาจทำให้ประเทศไทยต้องเสียหายในกรณีที่มีคนเข้ามาโจมตีหรือสวอปค่าเงินอีก จนต้องหามาตรการเร่งด่วนเข้ามาดูแลใหม่ ซึ่งอาจทำให้เกิดผลกระทบมากขึ้นมติชน โพสต์ทูเดย์ สยามรัฐ แนวหน้า กรุงเทพธุรกิจ ไทยรัฐ 5 มิ.ย. 50
การเมืองวุ่น-ลงทุนชะงัก สศช. ลดเป้าจีดีพีลง 0.5% ปี"50คาดขยายตัว 4-4.5%
การเมืองวุ่น-ลงทุนชะงัก สศช. ลดเป้าจีดีพีลง 0.5% ปี"50คาดขยายตัว 4-4.5%
ความเห็น
ยังไม่มีความเห็น
บทความในวันเดียวกัน
pa_daeng · 5 มิ.ย. 2550
หมีแพนด้า · 5 มิ.ย. 2550
Dr.Anongpanuch · 5 มิ.ย. 2550
ยูมิ · 5 มิ.ย. 2550
Mrs. จุฑาทิพย์ จุลิกพงศ์ · 5 มิ.ย. 2550