สมการในหัวคนแบบ ซี้ปังเท้า

ยิ่งเก่ง ตำแหน่งสูง ก็อาจจะหัวสี่เหลี่ยมได้ง่ายๆ

 สมการ (กระบวนทัศน์ หรือ paradigm) ในหัวคนแบบดื้อ แบบเถรตรง แบบไม่เรียนรู้  ฯลฯ

พวก  ซี้ปังเท้า  / one side fit all  / เข็มขัดสั้น    มักจะออกมาแบบ "ถ้าเกิดเหตุแบบนี้  ต้องแก้แบบนี้"   หรือ   1 + 1 = 2 เสมอมา

พวกเขา จะมี สมการ  ที่ฝังเอาไว้แนบแน่น  เอาสมการนั้นมาตัดสิน  เช่น

สมการ ที่ว่า  " อะไร พิสูจน์ไม่ได้ =  ไม่จริง ไม่ควรเชื่อ " ---->  เช่น เรื่อง บาป บุญ คุณโทษ  เจ้ากรรมนายเวร นรก สวรรค์  ฯลฯ มันเป็นเรื่อง beyond science  ไม่ใช่ว่าจะ non-science เสมอไป

สมการที่ว่า  " ปฏิบัติธรรม = นั่งสมาธิ  ไปวัด"  ---->  ซึ่ง จริงๆแล้ว  ไม่จำเป็น เช่นนั้น   สมาธิที่ถุก คือ ใช้สมาธิเป็นเครื่องมือ   ให้มี สติอย่างต่อเนื่อง  จิตให้ว่าง   จะ อิริยาบทใดก็ได้  ที่ไหนก็ได้ ไม่ใช่ที่วัดเสมอไป

สมการที่ว่า  "เจองู เจอแขก ตีแขกก่อน"  ---->   ซึ่ง ค่อนข้าง Racism มองแคบไปหน่อย แขกดีๆก็มี

สมการที่ว่า "ฉัน คือ พ่อ   = แก(ลูก)ต้องเชื่อฟัง" ---->   อันนี้ สร้างทุกข์ สะมากกว่า สุข

สมการที่ว่า " จัดอบรมให้ทั่วประเทศ เอางบประมาณ ไป = สำเร็จ ทุกคนเข้าใจ ปัญหาหมดไป " ---->  วันก่อน ผมเห็น ผู้บริหารระดับสูง ท่านจะแก้ปัญหาครูเป็นหนี้  ด้วยการ จัดอบรมเรื่อง วิธีไม่เป็นหนี้   ท่านพูดตอนแรกดูดี คือ  "ให้เงินไป สู้สอนไม่ได้  ให้ไปก็หายหมด" --->   ท่านจึงบอกว่า จะหา งบฯ มาจัดอบรม ให้ครูช่วยตนเองได้ อยู่อย่างพอเพียง      สมการเดิมๆ  คือ class room training    และ One idea fit all thailand   .....  อีกแย้ว !!!!

สมการที่ว่า  "ฉันทำได้ ก็มันง่ายๆ  ฉันว่ามันสำหรับฉัน =  ง่าย และ  ดีกับทุกคน "  --->  นักคอมพิวเตอร์ที่เก่งๆ  มักจะเห็นบางเรื่อง ง่าย สะดวก  ปรับเปลี่ยนอยู่เรื่อยๆ   แต่ ลุงๆ ป้าๆ  เจอ การเปลี่ยนแปลงบ่อยเริ่มท้อ  ลูกเล่นเก่าๆ ยังไม่ทันได้ใช้เลย  เซียนคอม ฯ เปลี่ยนอีกแล้ว     รอๆ กันบ้างสิ  ลุงๆป้าๆแก่แล้ว .....  แค่ เข้ามาถึงหน้าจอ หน้าเว็ปได้เนี่ย  ก็เก่งแล้วหลานเอ้ย --->  ผมเองก็เป็นคนหัวสี่เหลี่ยม เช่น   นึกว่าอธิบายแบบนี้แล้วคนจะเข้าใจ  จริงๆแล้ว ต้องอธิบายหลายๆแบบ หลายๆตัวอย่าง    หรือ  อะไรกัน เรื่องง่ายๆแค่นี้ไม่เข้าใจ 

สมการพวกนี้ ถ้าใช้บ่อย ๆ  จะเคยตัว  เป็นโหมดออโต้ ( automatic)  ได้เฉยเลยนะ  น่ากลัวนะ   เป็นโหมด ที่ปิดกั้นการเรียนรู้ของตนเอง และ คนอื่น

ลองค้นหา สมการประเภทมาตรฐาน ที่เราใช้จนเคยตัวสิครับ  แล้ว จะร้อง จ๊ากเลย   เราปิดกั้นตนเองได้ถึงขนาดนี้เชียวหรือนี่ 

 

 

บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย  ใน Living company



ความเห็น (13)

เขียนเมื่อ 

สมการ จำกัดความคิดด้วยเครื่องหมายเท่ากับครับ ซ้ายต้องเท่าขวาเท่านั้น

แม้ในวิชาคณิตศาสตร์ นอกเหนือจากสมการแล้ว ยังมีอสมการ มี modulus math มี tensor (สมการหลายมิติ)

นอกแขนงคณิตศาสตร์ ก็ยังมีที่พิสดารแบบ 1+1=11

ผมคิดว่ามีคนพวกเดียว ที่จำเป็นต้องเชื่อเครื่องหมายเท่ากับ ด้วยสติ ศรัทธา ซื่อตรงอย่างยิ่งยวด คือวิชาชีพบัญชีครับ ขืน creative มากๆ จะปั่นป่วนไปหมด

เขียนเมื่อ 

สวัสดีค่ะ

คิดเหมือนคุณconductor เปี๊ยบเลย นักบัญชีต้องตรงมากๆค่ะ และบางที ตรงแบบน่าโมโหมากค่ะ

ผมคิดว่ามีคนพวกเดียว ที่จำเป็นต้องเชื่อเครื่องหมายเท่ากับ ด้วยสติ ศรัทธา ซื่อตรงอย่างยิ่งยวด คือวิชาชีพบัญชีครับ ขืน creative มากๆ จะปั่นป่วนไปหมด

เขียนเมื่อ 

สวัสดีครับอาจารย์

ผมได้คัดตัดข้อความดีๆบางตอนไปนะครับ ไป

http://gotoknow.org/blog/mrschuai/99502

ขออนุญาติครับ ขอบคุณมากครับ

เขียนเมื่อ 

สวัสดีครับอาจารย์

ถ้าใครยกพระพุทธเจ้าเป็น role model และช่างสังเกต คงจะไม่นำสมการเหล่านี้มาใช้ แต่จะแค่รู้จัก เพราะการสอนของพระพุทธองค์นั้น พิจารณาตามจริตทั้ง 6 ของแต่ละคน ไม่ได้สอนแบบเหมา ๆ พิจารณาตามจังหวะและโอกาส

ยิ่งไปกว่านั้นสมถะกรรมฐานที่ท่านสอนก็ยังมีให้เลือกอีกตั้งหลายกองในแต่ละจริตอีก รวมทั้งหมดได้ 40 กอง...สุดยอดเลยครับ สมกับคำว่า มหาบุรุษ

อัจฉรา
IP: xxx.121.109.64
เขียนเมื่อ 

อยากบอกเรื่องคอมเหมือนกันค่ะ   จำยังไม่ได้เปลี่ยนใหม่อีกแล้ว  เข้าใจว่ามีลูกศิษย์ทำให้  แต่กลัวคนทำจะเสียใจเลยมาแจ้งกับอาจารย์ดีกว่าค่ะ

ซีปังเท้าแปลว่าอะไรคะ   เป็นลูกจีนแต่พูดไม่ได้ค่ะ

เขียนเมื่อ 

ขออนุญาตตอบ(แบบเดา) แทนอาจารย์คนไร้กรอบ

"ซี้ปังเท้า" น่าจะแปลเป็นภาษาอังกฤษว่า square head ค่ะ ใช่ไหมคะอาจารย์ ดิฉันก็ไม่รู้จะแปลเป็นคำไทยว่าอย่างไรดีเหมือนกันค่ะ ... คนหัวสี่เหลี่ยม???? คิดคำสวยๆ ตรงประเด็นไม่ออกค่ะ

เขียนเมื่อ 

ซี้ปังเท้า  คือ หัวสี่เหลี่ยม   ซี้ คือ สี่  ปัง คือ เหลี่ยม (นึกถึง มีดปังตอ   ตอ แปลว่า มีด)   เท้า คือ หัว ( นึกถึง หัวไชเท้า)

ซี้ปังโต้   เป็นพวก กระเพาะเหลี่ยม  คนจีน หมายถึง ท้องทำด้วยถังข้าวสาร (ปี๊ปใส่ข้าว)  คือ มีข้าวเต็ม แต่ ไม่รับรู้ รสชาติของข้าวเลย   แปล ตามตรง คือ "พวกเปลืองข้าวสุก"  หรือ เจี่ยะเจ้ง (เจี๊ยะ คือ กิน  เจ้ง คือ พัง หายนะ )

ซี้ปังเท้า = หัวสี่เหลี่ยม  เถรตรง มีเหลี่ยมเดียว ดื้อดึง หรือ ยังไม่เข้าถึง คำว่า complextity ตามที่ Peter Senge อธิบายไว้

 

สมการต่างๆ  ใช้ได้ กับ โหมดต่างกัน   มิติต่างกัน  บริบทต่างกัน ฯลฯ  ไม่สามารถ "เหมารวม" one size fit all  ได้

เขียนเมื่อ 

สวัสดีค่ะ

ไม่อยากเป็นคน ซี๊ปังเท้า ไม่ค่อยรู้เหมือนกันค่ะ ว่าตัวเองเป็นหรือเปล่า เราจะดูจากอะไรดีคะ

แต่ไม่ชอบทั้ง รูปสี่เหลี่ยม เพราะทำให้ดูอยู่ในกรอบ และก็ไม่ชอบหัวไชเท้า เพราะไม่อร่อยค่ะ

ปิติพล
IP: xxx.27.7.35
เขียนเมื่อ 
แล้วถ้าเกิดว่ารู้ว่าตัวเองเป็นอย่างนั้้นแล้ว อ.พอจะช่วยชี้ทางให้ได้ไหมครับว่า ควรแก้ไขตนเองอย่างไร
เขียนเมื่อ 

วิธีแก้   คงต้องผ่าน กระบวนการเรียนรู้

หล่อหลอม  หลายๆ courses 

เพื่อ ฝัง ความคิดใหม่ๆ ดีๆ positive thinking เข้าไป

เจอเพื่อนแบบ บัณฑิต  ชี้ทางพ้นทุกข์  

ไม่คบคนพาล

ฝึกสติ  หัดให้อภัย    อภัยทาน

ทำทาน เพื่อละกิเลสบ่อยๆ

ฯลฯ

โห...มีสูตรสำเร็จในการแก้อาการขนาดนั้นเลยหรือครับท่าน...ไม่กลัวมีผลข้างเคียงหรือครับ...ประเภทว่า...พอออกจาก "สี่เหลี่ยม" นี้ได้  ก็ไปติดกับ "สี่เหลี่ยม" อีกอันที่มีชื่อสวยงามว่า "ธรรมะ" หนะ...มันดูเหมือนเป็นยารักษาอาการสารพัดนะครับ...แต่ต้อง "อ่านฉลาก" ให้เข้าใจ...อย่าเชื่อเพราะฟังตาม ๆ กันมาเป็นอันขาด...อย่าเชื่อจนกว่าจะได้ลอง...และที่สำคัญต้อง "ลองแบบไม่ลอง" ด้วยนะถึงจะชื่อว่าได้ลองจริง ๆ

ครับ...ทักทายยาวหน่อยนะครับ...ทักทายแรง ๆ เป็นนิสัย (อยากจะใช้คำว่า "สันดาน" กลัวจะไม่สุภาพ) ส่วนตัวของผมหละมั้งครับอาจารย์...แต่ก็เฉลยไว้ในที่นี่ว่าทำไม...ผมชอบใช้คำทักทายแรง ๆ เพื่อ "ทดสอบกำลังสติ" มิตรใหม่หนะครับ...สำหรับอาจารย์ผมเชื่อว่า...สบายมาก...แต่ส่วนใหญ่ที่ผมทักทายมา...ก็มักจะซวนเซ...บางคนตั้งสติได้ไว...ได้ช้า...แตกต่างกันไป...(ดูเหมือนจะยอตัวเองไหมเนี่ย)

ประเด็นที่ผมอยากจะแลกเปลี่ยนในเรื่องนี้คือ...แล้วทำไมคนสมัยใหม่ส่วนมาก...ถึงกลายเป็นคนหัวสี่เหลี่ยมกันได้...เอาอีกแล้ว...ผมก็มีทฤษฎี (บ้า ๆ บอ ๆ) มาโม้อีกเช่นเคยครับ...

...ไม่น่าเชื่อว่า คำถามที่มีนายคนหนึ่งรำพึงกับตัวเองใต้ต้นไม้เมื่อสามร้อยปีที่แล้วว่า "ฉันจะรู้ได้อย่างเที่ยงแท้แน่นอนได้อย่างไรว่า ฉันมีอยู่" จะครอบงำวิธีคิดของผู้คนบนโลกนี้มากกว่าครึ่งโลก...โดยเฉพาะสยามประเทศที่นำเข้าระบบความคิดแบบนี้มาผ่านทางเรือและเครื่องบิน...แล้วมาขายต่ออีกทอดหนึ่ง...

หมูไม่กลัวน้ำร้อนอย่าผม  จึงพยายามทำสงครามกับกองเดินเรือและฝูงบินอันเกรียงไกรจากศตวรรษที่สิบเจ็ดด้วย ทฤษฎีบ้า ๆ บอ ๆ ทางรัฐศาสตร์ เพื่อปลดปล่อยชนชาวสยามประเทศให้เป็นอิสระ  โดยการปลดปล่อยเขาออกจาก "คนหัวเหลี่ยม" (เกี่ยวอะไรกับคนหน้าเหลี่ยมหรือเปล่าครับเนี่ย)

...จึงเป็นที่มาของการทักทายแรง ๆ ดังที่กล่าวมาก่อนหน้านี้ครับ...เพียงอยากจะบอกว่า...มันไม่มีหรอก...สูตรสำเร็จในการรักษาอาการ "หัวเหลี่ยม"...ผลที่เกิดจากการปฏิบัติที่ผ่านมา...ไม่สามารถใช้คาดเดาผลที่จะเกิดขึ้นกับคนที่ท่านสอนได้เลย...เห็นไหมหละ...ทุกคนติดกับดัก "หัวเหลี่ยม" ไม่มากก็น้อย

เขียนเมื่อ 

ภาพ  ของ ท่านสวัสดิ์  สวยดี   ที่ไหนหรือครับ

ดีใจที่มีคน เข้ามาแลกเปลี่ยนด้วย  แบบนี้   ... คิดต่างสิ ดี    ช่วยให้ได้ มุมมองใหม่ๆ

ก็   กระบวนการพวกนี้   ก็พอเยียวยา  ไปได้หลายคนแล้ว    แต่   ในบางคน  ...  มันก็เหมือน จอกแหน   อ้า แล้ว ก็หุบ  เข้าอีหรอบเดิมๆ

แต่ ในบางคน ...  ก็ดัน จนค้นพบ  ด้วยตัวของเขาเอง

เราได้แต่ ชี้ช่องทาง  ....  แยกจิต สติ ความคิด   สามตัวนี้ได้     ไปได้ฉิวเลย

ธรรมะ  ไม่มีกับดัก  ถ้า  ค้นพบธรรมะครับ

ไม่มีกรอบด้วย  เพราะ  ออกนอก ระนาบไปเลย

 

ภาพ...คงหมายถึงภาพในหน้าประวัติของผม...ที่นี่ครับ...ที่ที่ไม่มีกรอบ...มีแต่ความตระหนักรู้...แต่ไม่ได้ความว่าผมไปมาแล้วนะครับ...แต่ถ้าเป็นภาพที่มีสุนัขสองตัวและเพื่อนมนุษย์สองคนนั่น...ถ่ายที่แหลมตะลุมพุกเมื่อปีที่แล้วครับ...

...ความห่วงใยของผม...เกรงว่า...คนเขลามาศึกษาธรรมะ...แต่ไปไม่ถึงธรรมะ...เพราะไปติดอยู่ตรงประตู...ไม่ยอมผลักประตูเพื่อก้าวไปสู่ธรรมะ...แล้วหลงยึดว่าประตูนั้นเป็นธรรมะ...นี่แลข้อที่ผมห่วงใย...ตัวผู้ชี้ทางก็ไปผลักประตูให้ไม่ได้ด้วยสิ...น่าสงสารนะท่าน...นั่นแลกรอบในแห่งธรรมะในทัศนะของผม...ชาวพุทธในสยามสมัยนี้เป็นแบบนี้เยอะด้วย...ถึงขั้นกับจะเอากรอบไปเขียนไว้ในรัฐธรรมนูญเลย...

...สงสัยชอบอยู่ในกรอบเพราะรู้สึกมั่นคงปลอดภัยมากกว่าอยู่นอกกรอบมั๊ง...ผมมีประสบการณ์ตรงจะเล่าสู่กันฟัง...ผมแสวงหากรอบ "กรง" มาขังตัวเองตั้งกะจำความได้...เริ่มด้วยกรอบที่มีชื่อต่าง ๆ หลากหลายอาทิ...ป.6, ม.3, ม.6, ศศ.บ., ศศ.ม., Ph.D. พนักงานเสริฟ, พนักงานยกกระเป๋า, พนักงานการบินไทย, อาจารย์...มันทำให้ผมรู้สึกมั่นคงปลอดภัยอย่างบอกไม่ถูก...

จนกระทั่งล่วงเข้าวัย 35 ผมเกิดความรู้สึก "กลวงโบ๋" อย่างบอกไม่ถูกเช่นกัน...เมื่อครั้งที่อาจารย์หมอฯ สัมภาษณ์ อาจารย์หมอฯ ถามผมว่า..."ทำไมคุณสวัสดิ์ถึงลาออกจากการบินไทย?"...ผมไม่ได้เตรียมคำตอบไว้แต่ก็ตอบไปว่า..."ผมละทิ้งเงิน (ที่ไม่ค่อยมีอยู่แล้ว) ไปหาชีวิตครับ"...คำตอบนั่นแหละเป็นเหมือนจุดเปลี่ยนในชีวิตของผมเลย...ผมเจอประตู...และผมก็มีความกล้าพอที่จะผลักมันออกไปดู...โอ...นี่แหละหนาที่ท่านว่า..."เมื่อลูกศิษย์พร้อม  อาจารย์ก็ปรากฏ"...

...ยาว ๆ อีกเช่นเคยครับ...หวัดดี