(ต่อ)
ระหว่างถ่ายทำ พวกเด็กๆ สนใจมาดูอยู่บ้าง แต่ไม่ถึงกับมากมายจนต้องคอยกันคน หลายคนพูดภาษาไทยไม่ได้ ฟังภาษากะเหรี่ยงแล้วก็นึกไม่ออกว่าคล้ายภาษาอะไร ถามว่าว่าจะให้เรียกว่าอะไร เพราะเคยได้ยินมาว่าคำว่ากะเหรี่ยงนั้นเขาไม่ชอบให้เรียกว่ากะเหรี่ยง ต้องเรียกว่า พะกะยอ หรือปะกะยอ หรือปกาเกอะยอ ฯลฯ ผู้อาวุโสที่นี่บอกว่าเรียกกะเหรียงก็ดีแล้ว ก็เลยเรียกอย่างนั้นต่อไป (คำว่า ยาง ก็เป็นคำเรียกชื่อพวกเขาเหมือนกัน)
คุณลุงคนหนึ่งมาดูเราถ่ายวิดีโอเหมือนกัน ครู่หนึ่งก็นั่งพัก หยิบยาเส้นออกมามวน มวนเสร็จก็เอาหินต่อยกัน ไฟแลบเอายาไปจ่อสูบควันปุ๋ย บอกตากล้องทัน ได้จับภาพไว้ตั้งแต่ต้น นึกไม่ถึงว่าจะมีการใช้เครื่องมือสมัยหินกันอีก แต่นับว่าประหยัดพลังงานดีเหมือนกัน
อย่างที่บอกตั้งแต่ต้น ว่าหมู่บ้านนี้อยู่ใกล้ลำน้ำ จึงลงไปเก็บภาพที่ลำน้ำข้างล่าง เห็นเด็กๆ เล่นน้ำอยู่สี่ห้าคน แดดกันลังอ่อน มีภูเขาเป็นฉากง้ำอยู่ด้านหลัง เลยไปด้านบนมีช้างเชือกหนึ่งยืนคร่อมธาร บอกเด็กๆ ให้มาเข้าฉาก แต่เล่นน้ำตีน้ำกันเท่านั้นเอง ก็ได้ภาพสวย ถ่ายเสร็จแจกขนมกันคนละสองสามชิ้น (เตรียมมาตั้งแต่กรุงเทพฯ เพราะกะแล้วเที่ยวนี้ต้องอาศัยพวกเด็กๆ เข้ากล้องแน่ๆ)
โรงทอผ้ากะเหรี่ยง
ถัดจากบริเวณหมู่บ้านไปไม่กี่สิบเมตร มีโรงกี่ทอผ้า มีกี่กระตุกตั้งราวสิบหลัง คนทอมีทั้งหญิงทั้งชาย ช่วงที่เราไปเขาเลิกงานแล้ว แต่หนุ่มคนหนึ่งมาสาธิตให้ดู เสียดายที่แสงหมด และไม่มีไฟให้เสียบปลั๊ก จึงไม่ได้ถ่าย (ความจริงยังไม่ถึงกับมืด แต่น้อยเกินไปสำหรับถ่ายวิดีโอ) แต่ก็ไม่เป็นปัญหา เพราะภาพกี่เอวสวยดีอยู่แล้ว เป็นธรรมชาติของพวกเขาด้วย
ความจริงถ่ายคนทอผ้าแล้วก็เรียบร้อย แต่เวลายังพอมี พี่ๆ ชวนไปดูถ้ำแม่อุสุ ที่ห่างจากหมู่บ้านไปไม่มากเมตร ก็ไปกับพวกเขา รอสักพัก ทีมงานยังไม่ตามมา เราต้องเดินไปที่หมู่บ้าน อีตอนมาใกล้นิดเดียว แต่ตอนย้อนกลับ ไปทำไมเหนื่อยจังก็ไม่ทราบ
ไปที่จอดรถตอนแรกก็ไม่เห็นทีมงาน ตระเวนอยู่พักหนึ่ง เห็นยืนด้อมๆ มองๆ อยู่หน้าบ้านหลังหนึ่ง ปรากฏว่ายายหวานชอบโสร่งสีแดงเหลืองที่ตากกับราว จะขอซื้อเขา แต่เขาอิดออด เพราะเป็นของปู่ ถ้าปู่กลับมาไม่มีผ้าจะนุ่ง เลยต้องไปซื้อโสร่งอีกบ้านมาแลกกับผืนที่อยู่บนราว ส่วนเจ้าบอลกับยุทธกำลังเหล่สาวกะเหรี่ยง ทำเป็นถ่ายงาน ที่แท้ก็ให้พี่ป้อมตากล้องช่วยถ่ายสาวคนนี้ให้ ผมบอกรีบเถอะ จะมืดอยู่แล้ว
เราไปถึงหน้าถ้ำ มีลำธารสายเดียวกับที่เราไปถ่ายเมื่อครู่ ไหลผ่านมาหน้าถ้ำ ลำธารนี้ไหลจากด้านใต้ขึ้นมาทางเหนือ แปลกดีเหมือนกัน เนื่องจากใกล้ค่ำแล้ว จึงไม่ได้เข้าไปในถ้ำ แหงนมองขึ้นไปเห็นยอดผาสูงลิบ หน้าตาตัดชันดิ่ง ดูยิ่งใหญ่ สวยงามมาก แต่ไม่ใคร่มีใครรู้จักกัน
ยังพอมีแสง ก็ถึงเวลาเดินทางต่อ ร่ำลาพี่ๆ และลุงป้าน้าอา ก็แยกทางกันเลย พวกเราขึ้นรถตู้มุ่งหน้าแม่สะเรียง (พี่สันติภาพเรียก แม่เรียง) เข้าเส้นทาง 105 ทางเดิม
จากท่าสองยาง สู่แม่สะเรียง
จากท่าสองยางไปแม่สะเรียง ดูตามแผนที่มันแค่ประมาณ 150 กิโล ไม่มีเกิน แต่เอาเข้าจริงๆ ช่างนานเหลือเกิน เพราะเส้นทางคดเคี้ยวยิ่งกว่าจากตากไปแม่สอด แถมยังมีเส้นทางขรุขระเป็นช่วงๆ ทั้งเปลี่ยว ทั้งแคบ มีตชดตั้งจุดตรวจเป็นช่วงๆ คิดอยู่ในใจ ว่าจะอุ่นใจ หรือตกใจดีหนอ

เลยจากหมู่บ้านมาไม่กี่กิโล ก็มีหมู่บ้านเรียงรายริมถนน โดยเฉพาะฝั่งตะวันตก ผ่านไปสองสามแห่ง ดูปลูกติดๆ กันเป็นกลุ่ม หลังคาใช้ใบตองตึง อยู่บนเนินสูง บางแห่งอยู่บนเขา บางแห่งอยู่เชิงเขา มีควันไฟลอยขึ้นไฟเชื่อมแผ่นดินกับแผ่นฟ้า สวยจนทนไม่ได้ ต้องให้โชเฟอร์หยุดรถลงถ่าย
หมู่บ้านแห่งนี้คะเนเอาว่า คงจะเป็นชาวพม่าอพยพมาอยู่ ด้านริมถนนมีรั้วไม้ไผ่กั้นไว้ตลอด ในหมู่บ้านไม่ค่อยมีผู้คน คงจะออกไปไร่กัน ยกกล้องไปด้ายตะวันออก แล้วเล็งมาทางนี้ พอดีมีคนสองสามคนกลับหมู่บ้าน จึงเอ่ยปากขออนุญาต ไม่ทราบว่าฟังภาษาไทยออกหรือเปล่า เราจึงใช้ภาษามือประกอบ เขาไม่ว่าอะไร จึงถ่ายต่อไปพักหนึ่ง เป็นอันว่าได้ภาพสวยๆ เพิ่มขึ้นอีกมาก
เส้นทางช่วงต้นๆ ถือว่าดี ถนนสองเลนธรรมดา แต่รถน้อย ขับได้สบาย เรื่องคดเคี้ยวอย่างไรนั้นไม่ต้องห่วง เพราะโชเฟอร์ของเราถือว่าได้รับประกาศนียบัตรขับรถทางกันดารมาทั่วประเทศแล้ว ระหว่างทางเจอด่านตรวจราว 5 ด่าน หน้ารถของเราติดโลโก้สถานีโทรทัศน์ช่องหนึ่ง ทำให้อุ่นใจได้พอสมควร พอจะถึงด้าน เราก็ต้องเตี๊ยมกับยุทธ โชเฟอร์คนเก่ง ว่ามาจากท่าสองยาง จะไปแม่สะเรียงนะ อย่าตอบผิดเชียว เจ้าหน้าที่ตำรวจก็ถามจริงๆมาจากไหน จะไปไหน ตามระเบียบ และคนขับก็ตอบได้ถูกต้อง โล่งใจ
ด่านตรวจริมทาง
พอถึงด่านที่สอง ก็ต้องหยุดตรวจอีก ถามว่าจะไปไหน บอกว่าไปถ่ายทำสารคดี ตำรวจขอดูบัตรสื่อมวลชน ยุ่งละสิ ตั้งแต่เกิดมาไม่เคยเห็นบัตรสื่อมวลชน พอดีผมมีนามบัตรติดตัว เขียนชื่อรายการ ชื่อตัว และตำแหน่ง ที่อยู่ ส่งให้เขาไป เป็นอันเรียบร้อย
ก็น่าจะตรวจอยู่หรอก เพราะเส้นทางนี้อยู่ใกล้ชายแดนเหลือเกิน ระหว่างทางนั้นดูเหมือนมีรถสวนแค่คันหรือสองคันเท่านั้นเอง ส่วนรถไปทางเดียวกันก็มีแต่มอเตอร์ไซค์กับกระบะไม่เกินสี่คัน
ด่านที่สามนี่ลำบากนิดหน่อย เพราะท่านตรวจใกล้ชิดมาก ขอให้เปิดประตูรถ เอาไฟฉายมาส่อง ไอ้บอลนอนอยู่ทำเสียงกุกกิก ดูท่าทางไม่น่าไว้ใจ แถมยังโกนหัวสกินเฮดเสียอีก ตำรวจก็เลยตะเบ๊ะ ขอให้ช่วยแสดงบัตรประชาชนทุกคนเลยครับ ทีนี้ตรวจรายตัว เมื่อเห็นเป็นคนไทยแน่แล้วก็ปล่อย เอ๊ย ก็ให้ขับต่อไปได้
ระหว่างทางไม่มีอะไรจริงๆ แม้กระทั่งบ้านเรือนผู้คนก็น้อยเต็มที ใครไม่ได้เติมน้ำมันให้มากพอก็มีหวัง แต่นี่โชคดี เพราะเราเติมจากแม่สอดจนเต็มถัง ยังไงเสียก็ไม่หมด แต่ถ้ามีครึ่งถังคงจะมีหวังเหมือนกัน เพราะตลอดทางไม่มีปั๊มน้ำมันเลย
บางช่วงทางเกือบจะขาด ผิวลาดยางนั้นหายไปกว่าครึ่ง เหลือเป็นก้อนดินปนทราย ต้องคลานเป็นช่วงๆ ซ้ำร้ายกว่านั้นก็คือบางครั้งมีต้นไม้โค่นลงมาเกือบครึ่งทาง เห็นตรงนี้แล้วนึกถึงบ้านน้ำมวบ ที่เราเคยไปหลงเมื่อปลายปีที่ผ่านมา เที่ยวนี้เส้นทางไกลกว่า ทว่าสภาพทางดีกว่าเล็กน้อย
การหักเลี้ยว การโค้งของถนนนั้นมีสารพัดรูปแบบ ตั้งแต่เลี้ยวขวาแล้วก็หักซ้ายขึ้นไปพร้อมกับไต่เขา เมื่อถึงกลางทางก็หักขวาไต่ขึ้นไปจนถึงสันเขา แล้วก็ไต่ลง เป็นอย่างนี้ตลอดเวลา เราต้องคอยลุ้นกับยุทธเหมือนเดิม หลักกิโลที่ด้านขวามือก็มองไม่ค่อยจะเห็น แต่ก็อี่นใจว่ายังไงเสียก็ไปถึงแม่สะเรียงแน่ๆ
ด้านที่สี่ไม่เห็นมีเจ้าหน้าที่ มีแต่จุดเทียนไว้สองสามเล่ม เป็นเหมือนเพิงพัก (ลืมบอกว่าตลอดทางไม่มีไฟฟ้าเลย ป้อมตำรวจก็ไม่มีไฟฟ้า) ยุทธต้องเปิดไฟสูงเป็นระยะๆ พอใกล้ด่านก็ลดไฟลง พอไปใกล้ด่านที่ห้า ลดไฟเหมือนเดิม มองเข้าไป ตำรวจนั่งดวดน้ำอะไรสักอย่าง แก้เหงา ไม่สนใจรถของเรามากนัก อาจเป็นเพราะมีโลโก้หน้ารถก็ได้ อีกอย่างถนนสายนี้คงมีรถผ่านน้อยเหลือเกิน คงเข้าใจว่าเราเป็นรถนักข่าวก็ได้
พรรคพวกคนอื่นๆ ดูท่าทางจะเพลียเพราะนอกจากเหนื่อยจากงานแล้ว ยังไม้ได้กินข้าวเย็นกันเลย แถมยังต้องเด้งไปเด้งมาอยู่ในรถอย่างนี้ นึกในใจว่าเส้นทางหลักสายนี้มันร้างแล้วหรือยังไง
เส้นทางเป็นอย่างที่เล่ามานี่แหละ จนถึงสบเมย ก็เริ่มดีขึ้น เห็นแสงสว่างเป็นช่วงๆ ตอนแรกตั้งใจว่าจะไปพักที่แม่แจ่ม เพราะพรุ่งนี้ต้องถ่ายทำที่แม่แจ่ม พรรคพวกบอกว่าไม่ไหวแล่ว คนขับแข็งใจบอกว่า พี่ว่าไงผมก็ไปด้วย แต่ยุทธกระซิบบอกผมว่า นอนแม่สะเรียงเถอะ
เรื่องที่วางแผนจะไปนอนแม่แจ่มก็เพราะคราวก่อนที่มานอนแม่สะเรียงนั้น เจอที่พักแสนจะโทรม ก็เลยขยาดกัน แต่เมื่อสถานการณ์บังคับ ก็จำเป็น ไปถึงแม่สะเรียงราวสามทุ่มกว่า บางคนปวดฉี่ก็รีบหาปั๊ม แล้วไปหาร้านอาหาร ส่วนจะพักที่ไหนยังไม่ตกลง เพราะไม่มีกำลังจะคิด ขอกินข้าวก่อนก็แล้วกัน อย่างอื่นว่ากันทีหลัง.
คุณธวัชชัยครับ บรรยายเห็นภาพแห่งความยากลำบากในการเดินทางครับ เยี่ยม!
เหมือนจะมี ภาคต่อไปเลยนะเนี่ย ...
ยกกาแฟ มาเผื่อค่ะ ..จะได้มีแรงเล่าต่อ...
สวัสดีครับ คุณนาย บัณฑูร - ทองตัน คุณ naree suwan และคุณcoffee_mania เดินทางก็เหนื่อยครับ แต่พอย้อนกลับไปนึกอีกที ก็สนุกดี เส้นทางที่ว่านี้ พอไปเล่าใคร เขาก็บอกว่า ไปได้ยังไง มันอันตรายรู้ไหม ประมาณนี้
ช่วงนั้นทำรายการโทรทัศน์ สารคดีสั้นๆ ครับ ทำได้ ปี สองปี เท่านั้นเอง แต่ก็สนุกดี ได้ดูผ้าทอทั่วไป
คุณ coffee_mania เดาถูก ว่ามีภาคต่อๆ ไป จนกว่าคนเขียนจะเบื่อ เอ้อ คนอ่านจะเบื่อ ด้วย เฉียดบ้านหอยโข่งหรือยังครับ.. ขอบคุณกาแฟครับ วันนี้คงอยู่ดึกตามเคย
ป.ล. ดีใจๆ ลิงก์ชื่อสมาชิกได้แล้ว
สวัสดีครับ
ขอชื่นชมว่าเล่าเรื่องได้ชัดเจน กระชับ... น่าอ่าน ผมอ่านไปเพลิดเพลินราวกับร่วมเดินทางไปด้วย
ถ้าสามารถนำภาพลงบันทึกได้ ผมเชื่อว่าจะช่วยให้บันทึกสมบูรณ์มากยิ่งขึ้นเลยทีเดียว ยกตัวอย่างข้อความเหล่านี้ หากมีภาพสักภาพ ผมว่าน่าสนใจมาก
หมู่บ้านนี้อยู่ใกล้ลำน้ำ จึงลงไปเก็บภาพที่ลำน้ำข้างล่าง เห็นเด็กๆ เล่นน้ำอยู่สี่ห้าคน แดดกันลังอ่อน มีภูเขาเป็นฉากง้ำอยู่ด้านหลัง
สิ่งเหล่านั้น คือภาพชีวิตที่มีความเป็นวัฒนธรรมอย่างเห็นได้ชัด นั่นคือ ความผูกพันของผู้คนกับสายน้ำและธรรมชาติ
ผมเป็นกำลังใจให้นะครับ
สวัสดีครับ คุณ
และคุณ
จะพยายามนำรูปมาลงครับ ต้องค้นหน่อย เพราะว่า 3-4 ปีผ่านมาแล้วครับ