ท่านว่าคนเรายึดถืออะไรๆ ไว้หลายอย่าง ตั้งแต่สามี ภรรยา ลูก ทรัพย์สิน การงาน ยศฐาบรรดาศักดิ์ ฯลฯ แบกไว้จนเป็นทุกข์มากๆ เพราะไปยึดไว้ ว่าสิ่งเหล่านี้คือของเรา
บันทึกนี้เกิดจากการสนทนาผ่าน G2K กับคุณ
ดอกแก้ว ในบันทึกเรื่องรู้จักละ..รู้จักดับทุกข์ ที่พูดถึงการ "ละ การยึดมั่นถือมั่น" ในสิ่งต่างๆ ทำให้ดิฉันนึกถึงคำเทศน์ของหลวงปู่ชา วัดหนองป่าพง ที่ท่านได้เทศน์ถึงการยึดมั่นถือมั่นของปุถุชนทั้งหลายดังนี้
หลวงปู่ชา ท่านเทศน์ประมาณว่า ... คนชอบไปยึดอะไรเอาไว้มากมาย...
ท่านถามว่าแก้วน้ำนี้ ถือขึ้นมา หนักไหม ... หนัก ...
กินน้ำแล้วหนักไหม.... ไม่หนักแล้ว...
ท่านถามต่อว่า...
แต่ถ้าไม่วางแก้วลงหนักไหม ..... หนัก ...
มือที่ถือแก้วอยู่จะว่างไหม.... ก็ไม่ว่างใช่ไหม ...
แล้วถ้าเราถืออะไรอยู่หลายๆ อย่าง เราจะไปทำอย่างอื่นอีกได้ไหม... ก็ไม่ได้ ใช่ไหม....
ท่านว่าคนเรายึดถืออะไรๆ ไว้หลายอย่าง ตั้งแต่สามี ภรรยา ลูก ทรัพย์สิน การงาน ยศฐาบรรดาศักดิ์ ฯลฯ แบกไว้จนเป็นทุกข์มากๆ เพราะไปยึดไว้ ว่าสิ่งเหล่านี้คือของเรา
แต่สิ่งเหล่านี้ บางอย่างมีชีวิตจิตใจของตนเอง เช่น ลูก ภรรยา สามี ซึ่งล้วนแล้วแต่ควบคุมไม่ได้ (ไม่เที่ยง)....
บางอย่างแม้นไม่มีจิตใจเป็นของตัวเอง... ก็ไม่เที่ยง.. เช่น อำนาจ ตำแหน่ง การงาน รูปลักษณ์ ความงาม สังขาร ฯลฯ

... ไม่มีอะไรที่ได้ดั่งใจเราทุกอย่างหรอกค่ะ... : )
ผมผ่านมาอ่านครับ จึงทราบว่า คุณกมลวัลย์ ศึกษาธรรมอยู่ครับ แล้วสนใจเรื่องของหลวงพ่อชาด้วย ถ้าเราเข้าใจหลักธรรมก็จะทำให้เราเข้าใจชีวิตไปด้วยครับ การเจริญสติอยู่ เป็นการปฏิบัติธรรมครับ แต่ไตรสิกขาระบุว่า การศึกษา มี ๓ ขั้นตอน คือ ปริยัติ ,ปฏิบัติ และปฏิเวธ ครับ
คนเราถ้าหนักปริยัติ ก็เกิดคำถามได้ เพราะขาดปฏิบัติ ส่วนการปฏิบัตินั้น ถ้าขาดปริยัติบางอย่างก็ไม่เข้าใจครับ เช่น โพชฌงค์ ๗ ธรรมที่เป็นองค์แห่งความตรัสรู้ มี ๗ อย่าง มีคำอธิบายน้อยนิด ว่า ธรรมที่เป็นองค์แห่งการตรัสรู้ เนื่องแต่เป็นผู้มีสติรอบคอบ, เลือกเฟ้นธรรม , ด้วยมีความเพียร,ด้วยความอิ่มใจ, ด้วยความสงบใจ, มีความตั้งใจแน่วแน่,จนบรรลุธรรมแล้ววางเฉยเสีย ถ้าเราปฏิบัติธรรมอย่างเดียว แล้วโพชฌงค์ บอกอะไรกับเรา หรือว่าเราไม่ต้องปริยัติก็เข้าใจธรรมได้เลย แล้วอย่างไรจึงจะเรียกว่า ปฏิเวธครับ
สวัสดีค่ะคุณสมพงศ์ เตชะวโร
ดิฉันเคยได้ยินคำว่าไตรสิกขามาก่อนเหมือนกับคำว่าปริยัติ ปฏิบัติ ปฏิเวธค่ะ แต่ไม่เคยผูกสองเรื่องนี้เข้าด้วยกันเลย ยอมรับเลยว่าตัวเองศึกษาทฤษฎีหรือปริยัติน้อยมากๆ แต่ไม่ใช่ไม่ต้องการศึกษานะคะ แต่ค่อยๆ เรียนรู้ไปเรื่อยๆ น่ะค่ะ เหมือนวันนี้ก็รู้เรื่องไตรสิกขามาอีกเรื่องหนึ่ง... ส่วนเรื่องโพชฌงค์ ๗ นั้นก็เคยถามหลวงพี่ BM.chaiwut ไว้ ท่านเลยเขียนบันทึกสั้นๆ เรื่อง โพชฌงค์ ๗ : องค์แห่งธรรมเป็นเครื่องตรัสรู้ ไว้ค่ะ ก็ได้ความรู้เพิ่มเติมไป ศึกษาไปเรื่อยๆ อย่างนี้แหละค่ะ
ที่ปฏิบัติเป็นประจำคือการเจริญสติในชีวิตประจำวัน ตามแนวมหาสติปัฎฐาน ๔ ค่ะ กาย เวทนา จิต ธรรม ประมาณนั้น แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าจะได้ไปทุกเรื่องนะคะ เป็นแบบค่อยเป็นค่อยไปค่ะ
หากถามว่าเวลาดิฉันปฏิบัติในชีวิตประจำวันแล้วเป็นไปตามแนวโพชฌงค์ ๗ หรือไม่นั้น เท่าที่ดิฉันพิจารณาดูแล้วก็เห็นว่าเป็นไปตามธรรมชาติแบบนั้นจริงๆ ก็คือ มีสติ พิจารณาเลือกเฟ้น ด้วยความเพียร เกิดความอิ่มใจ เกิดความสงบ เกิดสมาธิ แล้วก็ปล่อยวางได้ในที่สุดค่ะ แต่ว่าระยะเวลาของแต่ละช่วงนั้นจะแตกต่างกันไปในแต่ละเรื่องที่กำลังเกิดค่ะ บางเรื่องก็เป็นอาทิตย์ บางเรื่องก็แว๊บเดียวหายเลยเพราะรู้ทันอยู่แล้วน่ะค่ะ
ดิฉันเองก็ไม่ค่อยรู้ปริยัตินะคะ แต่เมื่อมาเทียบสิ่งที่เกิดขึ้นจากการปฏิบัติก็พบว่าเป็นไปตามที่บัญญัติไว้ในพระธรรมคำสอน อย่างเรื่องโพชฌงค์ ๗ หรือไตรสิกขา ซึ่งทำให้ดิฉันเกิดความศรัทธา และอยากปฏิบัติมากขึ้นไปอีก เพราะเห็นว่าทางนี้เป็นหนทางในการดำรงชีวิตที่ดีจริงๆ เป็นของจริง.. แต่ก็ไม่ทราบเหมือนกันค่ะว่าแบบนี้เรียกว่าปฏิเวธไหม แต่เท่าที่คิด ก็คิดว่าตัวเองเข้าใจในสิ่งที่ตัวเองปฏิบัติค่ะ แต่จะมากน้อยอย่างไร ครบถ้วนไหม อันนี้ไม่ทราบเหมือนกันค่ะ ก็คิดว่ายังไม่ครบหรอกค่ะ..
ดังนั้นขอสรุปว่า ถ้าไม่รู้ปริยัติ แต่ปฏิบัติ อาจเกิดปฏิเวธได้ แต่ถ้าศึกษาปริยัติประกอบไปด้วย จะทำให้เกิดปฎิเวธได้ดีขึ้น สมบูรณ์ขึ้นน่ะค่ะ..
ขอบคุณที่เข้ามาแลกเปลี่ยนเรียนรู้นะคะ..
ขอบคุณคะ อ่านแล้ว เห็นตัวอย่าง การถือแก้ว ที่หลวงปู่ชาสอนนี่ ชัดจริงๆเลยคะ...
เป็นทุกข์เพราะยึดไว้..นั่นเอง
วันนี้รู้สึกรอดตายจากการไม่ยึดและคิดมุมใหม่คะ
ขอบคุณอีกครั้งคะ
สวัสดีค่ะคุณ ดอกแก้ว
หลวงปู่ชาท่านมีปัญญาธรรมและความสามารถในการสอนธรรมมากจริงๆ ค่ะ ท่านสามารถอธิบายให้เราเห็นภาพได้อย่างชัดเจน โดยใช้ตัวอย่างและคำง่ายๆ ทำให้เราเข้าถึงธรรมได้ง่ายขึ้น เหมือนเรื่องจิต..กับแมงมุมที่เคยเขียนไว้ในบันทึกแล้ว เวลาฟังท่านเทศน์แล้ว..โดนใจจริงๆ ค่ะ
ดีใจที่บันทึกเป็นประโยชน์สำหรับคุณดอกแก้วนะคะ วันนี้ดิฉันก็เตือนตัวเอง ดูตัวเองตลอดเหมือนกัน เห็นเลยว่ากำลังยึดหรือไม่ยึดกับเรื่องอะไรอยู่บ้างค่ะ
ขอบคุณที่แวะเข้ามาลปรร เสมอนะคะ
ผมชอบคำสอนหลวงปู่ชาก็ตรงที่ สั้น เข้าใจง่าย ยกตัวอย่างใกล้ตัว เห็นภาพตามที่สอน ใกล้ตัว และเป็นแบบเซ็น นี่แหละครับ
ส่วนเรื่อง ปริยัติ ปฏิบัติ ปฏิเวธ ผมว่าศึกษาแบบที่อาจารย์ทำแหละดีแล้ว แต่ที่สำคัญคือให้มีครูบาอาจารย์ที่ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบ ไว้คอยสั่งสอนก็คงพอมั้งครับ ถึงเวลาเราคงรู้เองแหละครับว่าอะไรเป็นอะไร ลองศึกษาประวัติหลวงพ่อเทียนซีครับ ท่านรู้บาลีน้อยมาก แต่ท่านตีความในภาษาบาลีที่ผู้อื่นมาอ่านและแปลให้ฟัง ได้ไม่ผิดเพี้ยน
ธรรมะสวัสดีครับ
อ่านหัวข้อบันทึก นึกถึงเรื่องปู่โสมเฝ้าทรัพย์ เลยครับ
ปู่โสมกับลูกน้อง เฝ้าทรัพย์มาเป็น ร้อยปี ไปไหนไม่ได้ ไปเกิดก็ไม่ได้ ตอนกลางคืนก็ เดินแบกสมบัติ เที่ยวถามคน " หนักนักเอาไหม." ใครมีความโลภ ก็เอา แล้วก็จะได้ไปเป็นลูกน้องปู่โสม เฝ้าทรัพย์สมบัติของแผ่นดินไปอีกหลายร้อยปี ไม่ได้ไปผุดไปเกิด พูดแล้วขนลุก อิอิ !
สวัสดีค่ะคุณธรรมาวุธ
ดิฉันก็คงปฏิบัติไปเรื่อยๆ แบบนี้แหละค่ะ เพราะรู้สึกว่าถูกจริต และได้ผลดี (อันนี้ประเมินเองค่ะ ^ ^ ) ส่วนเรื่องปริยัติก็ค่อยๆ เรียนไป ตามสถานการณ์ค่ะ อ่านบ้าง แลกเปลี่ยนบ้าง ฟังบ้าง เขียนบ้างค่ะ..
ขอบคุณที่แวะเข้ามาให้ข้อคิดเห็นนะคะ ธรรมะสวัสดีเช่นกันค่ะ : )
สวัสดีค่ะ คุณหมอจิ้น
ไม่อยากเป็นลูกน้องปู่โสมเลยค่ะ.... นึกภาพออกเลยนะคะ เหมือนมีโซ่ตรวนมาผูกตามตัว ที่คอ ที่ข้อมือ ที่ข้อเท้า... แค่คิดก็ขนลุกเหมือนกันค่ะ.. อิอิ ยังดีที่ตัวเองยังพอรู้ตัว รู้จักปลดพันธนาการออกไปบ้าง แต่ก็ยังผูกอยู่กับหลายเรื่อง... ก็ต้องเจริญสติกันต่อไปค่ะ... ^ ^
ขอบคุณคุณหมอที่แวะเข้ามาให้ข้อคิดเห็นที่ชัดเจนมากๆ เช่นเคยนะคะ..
สวัสดีครับอาจารย์กมลวัลย์
อ่านบันทึกของอาจารย์และความเห็นของเพื่อนๆแล้วรู้สึกดีจังเลยครับ โดยเฉพาะเรื่อง"ปู่โสมเฝ้าทรัพย์"ของคุณหมอจิ้น
แต่มีบางเรื่องที่ละเอียดอ่อน จะว่าไม่สำคัญก็ไม่สำคัญ จะว่าสำคัญก็สำคัญ คือเรื่อง "ปริยัติ ปฏิบัติ ปฏิเวธ" แล้วจะหาเวลาเขียนบันทึกเรื่องนี้ลงในบล็อก
โปรดติดตามนะครับ
สวัสดีค่ะอ.ศิริศักดิ์
ดีจังค่ะอาจารย์ แล้วจะรออ่านเรื่องปริยัติ ปฏิบัติ ปฏิเวธ นะคะ : )
ขอบคุณค่ะ
สาธุ
สวัสดีค่ะอาจารย์..กมลวัลย์
คิดถึงจังเลยค่ะ
สวัสดีค่ะคุณทีน่า
ตอนดิฉันฟังเทปหลวงปู่ ก็"สาธุ"เช่นเดียวกันค่ะ ได้ฟังแล้วเหมือนได้พรเป็นแสงสว่างทางปัญญาจากหลวงปู่ค่ะ : )
ขอบคุณที่แวะเข้ามาเยี่ยมเยียนนะคะ
สวัสดีค่ะ อาจารย์กมลวัลย์
หลังจากอ่านที่อาจารย์เขียนเรื่องธรรมะมาหลายบันทึกแล้ว ก็รู้สึกว่าดิฉันอ่านมาน้อย ฟังมาน้อยเหลือเกิน อาจารย์เล่าถึงมุมมองที่เรียบง่ายแต่ลึกซึ้ง ที่ดิฉันยังไม่รู้อีกมากมาย
เห็นคุณธรรมาวุธสนทนาธรรมกับอาจารย์แล้วก็ทึ่งด้วยอะค่ะ ความเห็นจริงในธรรมนั้นไม่ได้ขึ้นอยู่กับอายุจริงๆ : )
สวัสดีค่ะครูอ้อย..
ขออภัยค่า...แวะอ่านบันทึกคนอื่นๆ และครูอ้อยอยู่บ้างค่ะ แต่ไม่ค่อยได้เขียนข้อคิดเห็น แล้วแต่จังหวะเป็นครั้งๆ ไปค่ะ อาทิตย์หน้าที่สถาบันก็เปิดเทอมแล้วเหมือนกัน ตอนนี้ก็เตรียมงานวุ่นวายน่าดู กำลังจะมีปฐมนิเทศ นศ.ใหม่ ... ทั้งตรีทั้งโท.. โอย..งานเพียบ (บ่นๆ ^ ^ ) เรื่องเครียดๆ มีเยอะ แต่เลือกจะไม่เอาใจไปยึดกับเรื่องนั้นๆ ค่ะ ไม่งั้นคงได้ร้อง..โอ๊ย..ไอ้หยา...กันไปบ้างแล้ว อิอิ
ปิดเทอมผ่านไปไวเหมือนโกหกจริงๆ ทำงานไม่ทันเลยค่ะ ตอนนี้กำลังนึกถึงกองเอกสารบนโต๊ะที่ทำงาน...ไม่เอาๆ ไปนอนดีกว่าค่ะ
ขอบคุณครูอ้อยที่แวะมาเยี่ยมนะคะ ^ ^ คิดถึงเช่นกันค่ะ
สวัสดีค่ะอ.ดอกไม้ทะเล
จะสารภาพว่าตัวเองก็อ่านมาน้อย ^ ^ แต่มีอาจารย์ดี (อ.ศิริศักดิ์ ที่สอนปฏิบัติธรรมในชีวิตประจำวันและคอยเตือนมาประมาณ ๒ ปี) แล้วเพิ่งมาฟังตอนหลังจากเทปเยอะขึ้นค่ะ แต่ก็ยังไม่ค่อยได้เรื่องถ้าถามเกี่ยวกับปริยัตินะคะ อิอิ เวลาสงสัยที ก็ googling เสียทีค่ะ 5555
ขอบคุณที่ชมนะคะว่าอายุน้อยอยู่ (ขอเหมาเอาเองค่ะว่าชม
5555) แต่แน่นอนเลยค่ะว่าความเข้าใจในธรรมหรือศรัทธาในธรรมนั้นไม่ขึ้นกับอายุเลยค่ะ (พยายามหลีกเลี่ยงถ้ามีคนถามค่ะ
)
ตั้งใจว่าจะอ่าน "สามวิชา" ของอาจารย์หลายรอบแล้วค่ะ ยังไม่มีเวลาเลย...ไม่อยากอ่านเล่นๆ เดี๋ยวพรุ่งนี้จะอ่านค่ะ สำหรับวันนี้ง่วง...แล้วค่ะ
ขอบคุณที่แวะมา ลปรร นะคะ
ดิฉันเห็นการ์ตูนอาจารย์แล้วหัวเราะก๊ากเลยอะค่ะ ขอประทานโทษค่ะ ลืมตัวไปว่าเป็นสุภาพสตรี การ์ตูนอาจารย์กระชากวัยอะค่ะ....
ขอให้อาจารย์มีความสุขมากๆในวันเปิดเทอมนะคะ ราตรีสวัสดิ์ค่ะ : )
แว๊บมาดูอีกที ^ ^
ถ้าชอบการ์ตูนพวกนี้ ต้องขอบคุณ อ.ลูกหว้าค่ะ ที่บันทึกนี้เลยค่ะ
ไปนอนจริงๆ แล้วค่ะ ขอบคุณที่แวะเข้ามาก๊าก...เอ๊ย ขำ..อีกรอบนะคะ
สวัสดีค่ะ อ.พิสูจน์
อ่านที่อาจารย์เขียนแล้ว เขินเลยค่ะ ว่าจะตอบเป็นกลอนบ้างก็เกรงว่าจะใช้เวลานานหลายวันเกิน ^ ^
แอบไปอ่านประวัติอาจารย์มา ประทับใจค่ะ เหมือนคุยอยู่กับปราชญ์ภาษาคนหนึ่งเลย
ได้เคยไปอ่านบันทึกของอาจารย์อยู่บ้างค่ะ แต่ไม่ค่อยได้ให้ข้อคิดเห็นอะไร อ่านเป็นความรู้น่ะค่ะ ดิฉันเป็นคนหนึ่งที่อยากใช้ภาษาไทยให้ถูกต้อง แต่ตัวเองเรียนมาน้อยค่ะ ก็เก็บเล็กผสมน้อยไปเรื่อยๆ พยายามเขียนและใช้ให้ถูกต้อง แล้วก็คอยตรวจเวลานักศึกษาเขียนแล้วเขียนผิดค่ะ
เขียนไปเขียนมาเป็นเรื่องภาษาไทยไปเลย ลืมไปว่าเราคุยธรรมกันอยู่ ^ ^
ดิฉันเห็นด้วยเลยค่ะ ว่าการให้ความรู้หรือธรรมทานดีกว่าให้สิ่งของหรืออื่นๆ ดิฉันประทับใจในธรรมเทศนาของหลวงปู่มาก ฟังเป็นเทปอยู่เรื่อยๆ ประกอบกับปฏิบัติ พอนึกอะไรได้ก็จะนำมาฝากกับชาว G2K เพราะธรรมที่หลวงปู่สอน อย่างเรื่องการปล่อยวางนี้ช่วยดิฉันมาหลายรอบแล้วค่ะ บางทีเราถือโน่นถือนี่อยู่เต็มไปหมด กลายเป็นลูกน้องปู่โสมอย่างที่หมอจิ้นว่าไว้ พอเจริญสติ รู้ตัว..ก็วาง.. วางแล้ว เบา..สบาย ค่ะ
แต่ตอนนี้ยังวางไม่ได้ทุกเรื่องนะคะ เป็นเรื่องๆ ไป..แค่นี้ก็ทำให้เกิดความสงบในใจมากแล้วค่ะ..
ขอบคุณอาจารย์ที่แวะเข้ามา ลปรร นะคะ ยังเขินคำกลอนอาจารย์ไม่หายเลยค่ะ : )