“...เมื่อแมลงผึ้ง แมลงวันมาติดรังปุ๊บ.. มันก็วิ่งชาร์จเข้าไปจับ จับแมลงไว้.. แล้วก็วิ่งกลับมาอยู่ที่เดิม...”
เมื่อวานบังเอิญนึกอยากค้นข้อมูลของหลวงปู่ชา สุภทฺโท (พระโพธิญาณเถระ) วัดหนองป่าพง ก็เลยได้ไปพบเว็บ http://www.dhammathai.org/sounds/bhodhiyanthera.php ซึ่งมีเทปเทศนาธรรมของหลวงปู่ชาเป็นจำนวนมาก ก็เลย download มาฟัง
หนึ่งในเรื่องที่ฟังคือเทศนาธรรมชื่อ “ฉลาดในการรักษาจิต” พอฟังแล้วก็ได้ปัญญาเรื่องจิตจากหลวงปู่
หลวงปู่ชา ท่านได้อธิบายเปรียบแมงมุมกับจิตไว้ชัดเจนมาก จึงอยากจะมาเล่าสู่กันฟังจากการถอดเทปเทศนาธรรมของหลวงปู่ดังนี้
“...ไปนั่งกำหนดอยู่ที่สงบๆ เห็นอารมณ์ ชัด... จนมีรูปเปรียบขึ้นมาคล้ายๆ กับรังแมลงมุม... แมลงมุมจะไปทำรัง มันจะขยายใยมันออกไปทางโน้นทางนี้ๆ ตัวมันเองจะจับกลางรัง มันจะ เฉ๊ย... เก็บตัวเงียบ ไม่ดุกดิก...”
“...เมื่อแมลงผึ้ง แมลงวันมาติดรังปุ๊บ.. มันก็วิ่งชาร์จเข้าไปจับ จับแมลงไว้.. แล้วก็วิ่งกลับมาอยู่ที่เดิม...”
ท่านกล่าวอธิบายต่อไปว่าแมงมุมมันมักวิ่งไปจับแมลงอะไรก็ตามที่มาติดกับ แล้วอีกสักพักท่านก็กล่าวว่า...
“...ตา หู จมูก ลิ้น กาย ... เหมือนรังแมลงมุม
.....จิตก็เหมือนตัวแมลงมุม...”
เท่านั้นแหละค่ะ ดิฉันร้องอ๋อ... ดิฉันเห็นภาพที่ท่านเปรียบเทียบชัดเจนมากเลย จิตเราเป็นแมงมุม เรามีอยาตนะต่างๆ ซึ่งก็คือใยแมงมุมที่ท่านเปรียบเป็น ตา หู จมูก ลิ้น กาย
พอมีอะไรมากระทบ ซึ่งก็คือ แมลงอื่นทั้งหลายที่เข้ามาติดกับ จิตหรือเจ้าแมงมุมของเราก็จะวิ่งเข้าไปจับ ไปยึดไว้ ยึดไว้ไม่ปล่อย ซึ่งเป็นที่มาของทุกข์ทั้งหลายนั่นเอง...
ดิฉันเห็นภาพเลยว่า จิตของเรากำลังชักใยใหญ่ขึ้น เหมือนผัสสะเรามันโตขึ้น รับความรู้สึกต่างๆ ได้มากเหลือเกิน ทำให้แม้แมลงตัวเล็กตัวน้อยขนาดไหน (เรื่องเล็กเรื่องน้อยขนาดไหน) ก็กระทบจิตเราให้วิ่งไปหาเหมือนแมงมุมวิ่งกินเหยื่อได้
สำหรับดิฉันแล้วการยกตัวอย่างของหลวงปู่ในครั้งนี้ เป็นอะไรที่ทั้ง ลึกซึ้ง ทั้งเรียบง่ายอยู่ในตัวเอง เหมือนกับพระธรรมนั่นเอง... หรือท่านว่าอย่างไรคะ..
หมายเหตุ - ในเทปท่านออกเสียง แมงมุม เป็น แมลงมุม
สวัสดีค่ะ
ในเรื่องของจิต ถ้าเราพยายามรักษาจิตของเราไม่ให้ไปยึดติดอะไรมากนัก จิตของเราจะสูงขึน เรียกว่า จิตเป็นอิสระค่ะ
เป็นจิตไม่คับแคบ ม่เครียด ไม่ถุกบีบคั้น มีแต่ความเบาสบายค่ะ
ขอบคุณสำหรับแง่คิดดี ๆ เล่าได้เห็นภาพมากเลยค่ะ ทุกอย่างอยู่ที่ใจค่ะ ดีใจที่ได้เข้ามาอ่านค่ะ
สวัสดีค่ะ คุณsasinanda
ใช่เลยค่ะ เราไม่ควรทำให้จิตของเราไปยึดมั่นถือมั่นหรือยึดติดกับอะไรมากนัก
ยึดมาก ก็ทุกข์มากค่ะ
ขอบคุณที่แวะเข้ามา ลปรร นะคะ
สวัสดีค่ะ อ.Ranee
ต้องยกความดีให้หลวงปู่เลยค่ะ ดิฉันได้ฟังแล้วประทับใจมาก... จนต้องนั่งถอดเทปเขียนบันทึกเพื่อเล่าให้คนอื่นๆ ฟังด้วย
ทั้งเรียบง่าย ทั้งลึกซึ้ง นี่แหละรสพระธรรมค่ะ
ขอบคุณที่แวะเข้ามาให้ข้อคิดเห็นนะคะ
สวัสดีครับ
ธรรมะสวัสดีครับ
สวัสดีคะ อ.Aj Kae
ยินดีมากค่ะ ในเว๊บนั้นมีพระเกจิอีกหลายท่านที่ดิฉันยังไม่ได้เข้าไปชมนะคะ กำลังค่อยๆ ฟังอย่างสงบสุขมากเลยค่ะ
แล้วอาจารย์อย่าลืมเล่าเรื่องจิตกับคนเลี้ยงวัวนะคะ น่าสนใจมากค่ะ
ขอบคุณที่แวะมาเยี่ยมนะคะ
สวัสดีค่ะคุณธรรมาวุธ
สวัสดีครับอาจารย์ หวังว่าอาจารย์จะสบายดีนะครับ
ผมมองว่าจิตที่เปรียบเหมือนแมงมุมทำรัง ในแง่ของการขยายตัวของรัง ใช่เป็นการที่จิตสามารถเป็นเหตุและเป็นปัจจัยสืบต่อของดวงจิตไปเรื่อยๆ เช่น เมื่อเห็นสิ่งที่สวยงามก็นึกชอบใจแล้วเกิดความอยากได้ขึ้นมา แล้วก็คิดต่อว่าทำอย่างไรจะได้มา ถ้าเอามาตรงๆไม่ได้ก็มีความคิดที่จะหาเลห์กลหรือหลอกลวงที่จะได้มา รู้สึกว่าเป็น สิ่งที่เกิดขึ้นแบบรวดเร็วมากบางทีขนาดมีสติยังต้านความคิดที่ผุดขึ้นมาอย่างรวดเร็วเหล่านี้ไม่ได้ ไม่รู้ว่าจะเป็นอย่างนี้หรือเปล่า
สวัสดีค่ะ คุณฉัตรชัย
ดิฉันสบายดีค่ะ หายไปเนื่องจากไปสัมมนาต่างจังหวัด แล้วก็ประชุมค่ะ ขอบคุณที่เป็นห่วงนะคะ ; )
เรื่องของแมงมุมกับจิตที่ดิฉันเขียนในบันทึกนั้น เป็นส่วนที่ดิฉันถอดเทปมาจากเทศนาธรรมของหลวงปู่ชา ซึ่งท่านเปรียบจิตคือตัวแมงมุม และใยแมงมุมที่เป็นบ้านของแมงมุมเปรียบเสมือน อยาตนะทั้งหลายของคนนั่นคือ ตา หู จมูก ลิ้น กาย นั่นเอง
ดังนั้น ถ้ามีอะไรมากระทบตา เช่น เราเห็นของชิ้นหนึ่ง ก็เกิดการปรุงแต่งของจิตเสียแล้วว่าเรา "ชอบ" ซึ่งแมงมุมได้วิ่งไปจับแมลง"ชอบ" เสียแล้ว พอ"ชอบ" แล้ว แมงมุม(จิต)อาจวิ่งไปจับแมลง"อยาก" แล้วถ้าจิตไม่นิ่งเลย ไม่เกิดสติ จิตหรือแมงมุมก็อาจวิ่งไปจับแมลงตัวอื่นๆ หรือกิเลสต่างๆ ที่สะสมอยู่ต่อไป
ดังนั้น ถ้ารังแมงมุมใหญ่มาก มีแมลงมาติดกับเยอะ (กิเลสเยอะ) ก็แปลว่าแมงมุมหรือจิตของเราในที่นี้ก็จะวิ่งไปมาอยู่ตลอดได้ หากไม่มีสติเกิดขึ้นเลย
แต่หากฝึกเจริญสติมาบ้างแล้ว จิตของเราเมื่อมีอะไรมากระทบก็อาจจะวิ่งไปจับ แต่เมื่อเรารู้ทัน หรือดูทัน (นั่นคือเรามีสติ) จิตก็จะปล่อยวาง แมงมุมก็จะกลับมาอยู่ที่กลางรัง ประมาณนั้นค่ะ
ดิฉันก็อธิบายตามความเข้าใจของตัวเองเหมือนกันนะคะ อาจจะถูกหรืออาจจะผิดก็ได้ค่ะ ; ) การเปรียบจิตกับแมงมุมของหลวงปู่ชาเป็นการยกตัวอย่างโดยให้เห็นเป็นภาพ เช่น แมงมุม ที่คนส่วนใหญ่เคยเห็น เพื่อผู้ฟังจะได้เข้าใจเรื่องจิตได้ง่ายขึ้น แต่ว่าแต่ละคนอาจมีการตีความจิตกับแมงมุมแตกต่างกันไปได้ เอาเป็นว่าตีความแบบไหนเข้าใจได้ง่าย แบบนั้นแหละค่ะถูกต้องแล้ว...
ขอบคุณที่เข้ามา ลปรร เสมอนะคะ
สวัสดีค่ะคุณบางทราย
ไม่ทันได้อ่านข้อคิดเห็นของคุณบางทรายก่อนตอบคุณฉัตรชัย ต้องบอกว่า คิดตรงกันเลยค่ะ ที่บอกว่าจิตวิ่งไปมาจับโน่นจับนี่ตลอด แต่ของคุณบางทรายนี้บอกว่ากระโดดออกไปนอกรังเลย ถ้านับเป็นจิตก็ต้องบอกว่าฟุ้งซ่านออกนอกอยาตนะของตัวเองเลย ประมาณว่าเห็นคนได้รับบาดเจ็บ เราก็รู้สึกเจ็บตาม แล้วก็เจ็บแค้นแทนเขา ฯลฯ ซึ่งจริงๆแล้วถึงเจ็บแค้นแทนอย่างไร ก็คงแก้ไขอะไรแทนเขาได้ยาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งในยุคปัจจุบัน
ดิฉันก็มีแผนเหมือนกันที่ปลีกวิเวกค่ะ ; ) ตอนนี้คิดว่าจะลองฝึก ปฏิบัติแถวนี้ดูสักตั้งก่อน เมื่อไหรที่ทำแล้วไม่เกิดประโยชน์ต่อใครอีก ก็คงถอยเหมือนกันค่ะ
การอยู่ในสังคม ก็ทำให้เราได้ฝึกตลอดเวลา ถ้าเราเตรียมตัวดี ก็ดี เพราะจะเชี่ยวชาญและมีประสบการณ์มาก ประมาณว่าใครจะมารูปแบบไหนก็พอจะรับได้ แต่ถ้าเจอศึกหนักจริงๆ เห็นท่าไม่ดี ก็คงต้องรักษาตัว ถอยไปตั้งหลัก แล้วค่อยออกมาใหม่ตามความจำเป็นค่ะ : )
การเข้ามา ลปรร ใน G2K นี้ดีมากนะคะ ในสังคมนี้ ดิฉันพบกัลยาณมิตรและเห็นความคิดหลากหลายของคนเยอะเลย นับว่าเป็นประโยชน์ในการปฏิบัติมากๆ เลยค่ะ
ขอบคุณที่แวะมาให้ข้อคิดเห็นดีๆ นะคะ
สวัสดีค่ะอาจารย์ กมลวัลย์
คิดถึงค่ะ
สวัสดีค่ะ ครูอ้อย
เรื่องชื่อลิงค์ที่หดไปเรื่อยๆ นั้นเป็นไปตาม evolution ซึ่งเป็นกฎธรรมชาติค่ะ อะไรที่ไม่จำเป็น มันจะค่อยๆ หลุด หรือหายไปเรื่อยๆ ค่ะ 5555 ประมาณว่าเหมือนลายเซ็นค่ะ เซ็นไปเซ็นมาในแฟ้ม ไหงหดไปเรื่อยๆ ไม่เชื่อลองย้อนกลับไปดูลายเซ็นเก่าๆ ดูซิคะ 55555
ดิฉันดีใจมากค่ะ ที่บันทึกที่เขียนนี้มีประโยชน์ แต่ดีใจมากเกิน ออกนอกหน้าไม่ได้ค่ะ เดี๋ยวจะหาว่าขาดสติ 5555
โอ้โห จะให้เป็นอ.ที่ปรึกษาหรือคะ เอ... ใครจะปรึกษาใครกันแน่คะเนี่ย... ; )
แมลงมุมคือจิต
และใยนั้นมีข่ายแตกแยกออกไปทุกทิศ
ประดุจดังประสาทสัมผัสหรืออายตนะภายใน
แมลงคืออารมณ์ที่เป็นอาหารของจิตและมีหลากชนิด
ความเหนียวของใยเปรียบดังตัณหา ที่ยึดติดแน่นและหลงไหลในอารมณ์
แมลงมุมบางตัว ตื่นเต้น วุ่นวายกับการที่มีเหยื่อมากมายมาติดกับ...เดี๋ยวต้องกรูออกไปจับ ไปจับอยู่ร่ำไป
แมลงมุมบางตัว เรียนรู้มากขึ้น...นิ่งรออยู่อย่างนั้น เลือกเวลาที่จะออกไปจับและปลดแมลงบางตัวออกทิ้งเสียบ้างเพราะไร้ประโยชน์ที่จะกิน
แมลงมุมบางตัว...เกาะตัวนิ่งในศูนย์กลางของใย ไม่ยินดีจะออกไปจับ แม้มีสัญญาณมากระทบ...เพียงแต่รู้อยู่อย่างนั้น
แวะมาอ่าน...แล้ว...ขออนุญาตแลกเปลี่ยนครับ
สวัสดีค่ะ อ.พิชัย กรรณกุลสุนทร
ขอบพระคุณค่ะ อาจารย์ที่ช่วยอธิบายเพิ่มเติม ดิฉันก็พยายามฝึกเป็น แมงมุมประเภทสุดท้ายอยู่เหมือนกัน ค่อยเป็นค่อยไปค่ะ ตอนนี้ก็มีออกไปจับโน่น ดูนี่อยู่บ้างค่ะ
ถ้ามีเวลา รบกวนอาจารย์อ่านบันทึกนี้นะคะ เผอิญเขียนขึ้นตอนช่วงสงกรานต์และอาจารย์ไม่ได้ login พอดี ตอนนี้คิดว่าจะแจ้งให้ทราบเท่านั้นค่ะ : )
ชัดเจนดีจังเลยค่ะ นึกภาพการวิ่งไปจับแมลงได้เลย
แวะมาขอบคุณอาจารย์มากครับ ที่กรุณาให้เกียรติ
ผมเข้าไปอ่านที่อาจารย์เขียนแล้ว...เขินมาก หากเป็นสาวคงหยิกทึ้งเสื่อขาดไปหลายผืนแน่...ดีว่าเป็นหนุ่มจึงกำหนดทัน
อ.หนูลูกหว้า ไปพบกับผมแล้วครับ ได้คุยกันประมาณชั่วโมง ตัวจริงของอ.ลูกหว้าสวยใสยิ่งกว่าในรูปครับ และหน้าเธอมีเค้าลูกครึ่งจริงๆ(เหมือนแขกขาว)
หากมีวาสนาคงได้พบและสนทนาธรรมกันกับอาจารย์ครับ อยากบอกว่าบันทึกของอาจารย์เป็นบันทึกธรรมที่ผมติดตามอ่านใน G2N นี้
ดีใจมากค่ะที่คุณ
ทีน่า เห็นภาพชัด
หลวงปู่ ท่านเข้าใจเอาเรื่องที่เราเข้าใจได้ชัดเจนอยู่แล้วมาเปรียบค่ะ พอเราเข้าใจ เรารู้ เราก็จะระมัดระวังมากขึ้น ไม่หลงกลเป็นแมงมุมที่วิ่งไปมาตลอดเวลาค่ะ
ขอบคุณที่แวะเข้ามาอ่านนะคะ : )
สวัสดีค่ะ อ.
พิชัย กรรณกุลสุนทร
ขอบคุณอาจารย์มากค่ะ ที่ให้เกียรติ ติดตามอ่านบันทึกของดิฉัน เขินเหมือนกันค่ะ กำหนดจิตตามเกือบไม่ทันเหมือนกัน ; )
ดิฉันได้แวะไปดูรูปที่บันทึก อ.ลูกหว้า แล้วค่ะ แต่ละคนหน้าตาผ่องใสทั้งนั้น คิดเหมือนกันว่าอาจมีโอกาสได้สนทนาธรรมกับอาจารย์ (ไม่แน่ใจว่าตัวเองจะมีอะไรใหม่มาสนทนาหรือเปล่า ; ) แต่แค่ได้พบก็คงจะดีมากแล้วค่ะ) ดิฉันมีไปสอนที่ มช. บ้างค่ะ เทอมหน้าน่าจะมีไปสอนบ้าง แต่เขายังไม่ได้นัดมา เพราะยังไม่ถึงเวลา แล้วจะแจ้งให้ทราบอีกทีค่ะ อาจได้รบกวนอาจารย์ค่ะ