วันนี้ได้รับ email จากผู้อ่าน gotoknow
ถามเรื่องวิธีวิพากษ์งานวิจัยเชิงคุณภาพค่ะ
ไหนๆก็พิมพ์ไว้แล้วเลยขอมาแปะไว้ที่นี่ด้วยเลย
เผื่อจะเป็นประโยชน์กับคนอื่นที่สนใจค่ะ
ต้องเกริ่นไว้ก่อนว่า
งานวิจัยเชิงคุณภาพมีหลากหลายมาก
งานแต่ละแบบก็ต้องการเกณฑ์ที่นำมาใช้วิพากษ์ต่างๆกันไป
บันทึกนี้เป็นการมองภาพรวม
เป็นการกล่าวถึงอย่างคร่าวๆ
ไม่เจาะจงลงลึกไปถึงการวิพาษ์งานแต่ละประเภทนะคะ
คิดซะว่าเป็นบทนำ
(เขียนวงเล็บไว้ว่าเป็นตอนที่ 1 แต่ไม่รู้ว่าเมื่อไหร่ถึงจะมีตอนที่ 2
ตามมานะคะ แฮะๆ)
ผู้เขียนตั้งใจเขียนเรื่องงานวิจัยเชิงคุณภาพมานานแล้ว
เพราะเห็นว่ามีคนให้ความสนใจกันมากขึ้น
แต่ที่ไม่ได้เริ่มเขียนเพราะอยากเขียนให้ดีๆ
อยากทำเรื่องยากให้เข้าใจง่ายขึ้น
เรื่องที่ยากที่สุดคือการเปลี่ยนกระบวนทัศน์นั่นเองค่ะ
จริงๆควรจะเริ่มตรงนั้น
แต่ในที่สุดก็มาเขียนข้ามขั้นจนได้!
เอาเป็นว่ารอติดตามต่อไปนะคะ
วันนี้มาเข้าเรื่องการวิพากษ์งานวิจัยเชิงคุณภาพก่อนค่ะ
----------------------------------------------------------------------------
คนที่ไม่ได้ทำงานวิจัยด้านนี้
ไม่เคยเรียนด้านนี้มาเลยก็น่าจะได้ประโยชน์จากบันทึกนี้ค่ะ
จุดประสงค์ของบันทึกนี้คือการทำหน้าที่เป็น
"โพย" ค่ะ ผู้เขียนจะ
list เป็นข้อๆไปว่า
เวลาอ่านบทความวิจัยเชิงคุณภาพนั่นควรคิดถามอะไรตัวเองในใจไปด้วย
บทความแบบไหนเป็นประโยชน์ (usefulness)
แบบไหนน่าเชื่อถือ (credibility)
----------------------------------------------------------------------------
1. คำถามวิจัย/จุดประสงค์งานวิจัยฟังดูมีเหตุผล
มากพอที่ควรจะเสียเวลาเสียทรัพยากรมาหาคำตอบหรือไม่
งานนี้เป็นการเติมเต็มให้ gap of knowledge
ได้จริงหรือไม่นั่นเอง
2. คำถามแบบนี้เหมะสมกับวิธีวิจัยเชิงคุณภาพรึเปล่า
3. อธิบายว่าเป็นงานเชิงวิจัยประเภทไหน
เช่น เป็น phenomenology, ethnography, case study, grounded theory,
action research, participatory action research ฯลฯ
(เอาวิธีมาผสมผสานกันก็ได้ค่ะ แถมแต่ละแบบก็มีโรงเรียนย่อยไปอีก เช่น
traditional ethnography, interpretive ethnography
เป็นต้น)
4. นักวิจัยมีีกรอบแนวคิดเบื้องหลังงานนี้อย่างไร
บ้าง มีการแสดงออกอย่างชัดเจนในจุดยืนของเขาว่ามีความเชื่อเรื่อง
epistemology อย่างไร เช่น เขาใช้แนวคิดแบบ post-postivisit หรือ
critical theorist หรือ post-modernist นอกจากนั้นยังมีมุมมองในเรื่องนั่นๆอย่างไร
ต้องประกาศออกมาให้ชัดเจน เช่น เป็น feminist
ทำงานวิจัยเรื่องสิทธิสตรี หรือ เป็นหมอทำงานวิจัยเรื่องสิทธิของคนไข้
เป็นต้น คนอ่านจะได้รู้ว่านักวิจัยมาจากมุมมองไหน (เพราะงานวิจัยเชิงคุณภาพเชื่อว่า เราไม่มีทางกำจัด bias ได้
นักวิจัยทุกคนมี preconception ในเรื่องที่กำลังศึกษา
เราไม่ควรเสแสร้งพยายามจะกำจัด bias
แต่ควรประกาศให้รู้แต่เนิ่นๆไปเลยว่าคิดยังไง
ให้คนอ่านวิพาษ์เอง)
5. มีวิธีเก็บข้อมูลกี่วิธี อะไรบ้าง
(individual interview, focused group discussion, observation,
document analysis ฯลฯ) ถ้ามีหลายวิธี
นักวิจัยได้นำข้อมูลจากแต่ละแหล่ง แต่ละเวลามาเทียบกันหรือไม่
(triangulation)
ถ้าใช่งานก็น่าเชื่อถือมากขึ้น
(แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นก็แล้วแต่จุดประสงค์การวิจัยค่ะ
บางกรณีแค่สัมภาษณ์คนเดียวแต่ได้ข้อมูลลึกซึ้ง
นำมาเขียนเป็นอัตชีวประวัติก็มีประโยชน์มากมาย
กว่างานวิจัยที่ส่งใบสอบถามหาคนเป็นพันๆได้)
6. มีเกณฑ์การเลือก สถานที่ เลือก
participant หรือ เลือกกรณีศึกษา อย่างไร (เช่น
snowball sampling, theoretical sampling, typical case sampling,
extreme case sampling, opportunistic sampling ฯลฯ) ไม้ต้องมองหาว่า random sampling หรือ มีจำนวน subject
สูงค่ะ แต่ต้องดูว่า ที่เลือกมาเนี่ยะเหมาะสมกับคำถามวิจัยหรือไม่
แล้วคนๆนั้น หรือ กรณีนั้นๆ หรือ องค์กรนั้นๆ
มีข้อมูลที่จะทำให้เราเข้าใจปัญหานั้นๆมากขึ้น
ลึกซึ้งขึ้นหรือไม่
7. ถ้าใช้การสังเกตการณ์ (observation)
ให้ดูว่าใช้วิธีไหน แบบมีส่วนร่วมหรือไม่มีหรือกึ่งๆ
8. การเก็บข้อมูลมี follow-up
interview, member check หรือ participant validation
ไม๊ คืิอ มีการเอาผลวิจัยขั้นต้นกลับไปให้ participant
ดูหรือไม่ participant
ได้มีโอกาสชี้แจ้งหรือวิจารณ์ผลหรือไม่
9. มีการจัดการกับข้อมูลอย่างไร
- 9.1 ถอดเทปแบบไหน
เช่น ถอดคำต่อคำ ถอดแบบละเอียดยิบ คือ คนตอบหยุดเงียบไป
ก็ให้บันทึกไว้ด้วย เราจะวิเคราะห์ได้ว่าคนตอบลังเล
ในงานวิจัยด้านนิติศาสตร์ หรือ ภาษาศาสตร์
นั้นบางครั้งจำเป็นมาที่ต้องเก็บรายละเอียดเหล่านี้ไว้ให้หมด (ใน
transcript จะใช้จุดๆ "......" 6 จุดแปลว่าหยุดเงียบไป 6
วินาทีเป็นต้น) แต่งานวิจัยโดยทั่วไปจะถอดเทปแบบ verbatim ค่ะ
อย่างมากก็มีการบันทึก non-verbal gestures ด้วย
- 9.2 field note บันทึกอะไรไว้บ้าง
- 9.3 ข้อมูลที่เป็นความลับ เก็บไว้อย่างไร มีล็อค หรือมี keyword
หรือไม่ เช่น
ข้อมูลเรื่องชื่อคนที่เราสัมภาษณ์ถูกเก็บเป็นความลับหรือไม่ ถ้าเราให้
confidentiality แก่ participant มาก participant
อาจเปิดใจคุยมากกว่า
10.
งานนี้ผ่าน ethical
approval หรือไม่ participants
มีความเสี่ยงอะไรหรือไม่ เรื่องที่วิจัยsensitiveไม๊ เช่น
การสัมภาษณ์คนไข้ที่โดนข่มขืนมา เราก็ต้องดูลึกลงไปว่าคำถามท่ี
่สัมภาษณ์ กระทบกระเทือนจิตใจคนไข้ไม๊ เป็นต้น
ถ้างานนี้ผ่านคณะกรรมการด้าน ethic
แล้วก็น่าเชื่อถือมากกว่างานที่ไม่กล่าวถึง ethic งานวิจัย
11. วิเคราะห์ข้อมูลอย่างไร
(open coding หรือ framework
coding) มีผู้วิเคราะห์กี่คน ใช้ computer software
อะไรช่วยด้วยหรือไม่ แล้ววิเคระห์พวก deviant case ด้วยหรือไม
(ถ้ามีจึงดี)่
12. การนำเสนอข้อมูลอย่างไร
เป็น theme เป็น category เป็น model อ่านแล้วเข้าใจง่ายไม๊ make
senseไม๊ มีlogical flowไม๊ ตอบคำถามวิจัยไม๊
ถ้าเป็นกรณีศึกษาก็ดูว่าบรรยายละเอียดไม๊
มีการบรรยายบริบทของงานหรือไม่ แล้วเป็นแค่การรายงานผลว่า
participantพูดอะไร หรือเป็นการวิเคราะห์ให้ลึกลงไปอีก
(ยิ่งลึกยิ่งดี)
13. มีการเขียน implication for policy หรือ implication for
practice หรือไม่ คนอ่านจะนำความรู้ไปใช้ต่อได้อย่างไร
(transferability)
14. มีการวิพากษ์จุดอ่อนของตัวเอง
เหล่านี้คือตัวอย่างการวิจารณ์ค่ะ
อาจมีไม่ครบทุกข้อก็ได้ แต่ที่สำคัญที่สุดคือ
15. ผลงานวิจัยนี้ทำประโยชน์อะไรให้แก่วงการ
----------------------------------------------------------------------------
ใครมีอะไรเสริม
หรือ มีคำถาม ก็แสดงความคิดเห็นมาได้เลยนะคะ
คม ชัด ลึก
เป็น
เรื่องเล่าเช้านี่
เหมือน
สเก็ตข่าว(สาร)
.
ชัดเจน กระจ่าง ถ้อยคำ ลำดับเหตุ
อ่านแล้วทำได้เลย ดีจังครับ
ขอบคุณครับ
ขอบคุณครับอาจารย์ ผมเคยเข้าอบรมเกี่ยวกับการทำวิจัยคุณภาพอยู่บ้าง แต่ยังไม่ได้ลองทำดู นอกจากวิจัยเชิงปริมาณ
แต่ผมคิดไว้ว่า การทำงานของผมที่ใช้ชีวิตอยู่ในหมู่บ้านแห่งหนึ่งร่วมกับชาวบ้าน ร่วมสังเกตการณ์ ร่วมกิจกรรมในกลุ่ม สังคม ก็น่าจะเป็นการวิจัยเชิงคุณภาพได้หากเราเรียบเรียงออกมาในแบบของงานวิจัย จึงเรียนถามว่าเป็น grounded theory หรือเปล่าครับ ที่จริงประเด็นนี้เคยคุยกับผู้รู้บางท่าน ก็บอกว่าใช่นะทำได้ ผมก็ไม่แน่ใจนัก เพราะเราไม่ได้ตั้งคำถามแต่แรก และไม่ได้วางกรอบแนวคิดด้วย
เคยมีรุ่นพี่อาวุโสมากท่านหนึ่ง ท่านนำเสนอในลักษณะประสบการณ์ทำงาน ในหน้าที่ข้าราชการกระทรวงสาธารณสุข เขียนเรียงออกมาก็คล้าย ๆ บทวิเคราะห์บริบทของงานทั้งหมดในช่วงเวลาแต่ละช่วง
ไปฟังท่านนำเสนอแล้ว ผมคิดว่าไม่เหมือนงานวิจัย แต่อาจารย์ผู้วิภากษ์ท่านหนึ่งชมไว้ว่าเป็นงานวิจัยคุณภาพที่ดีชิ้นหนึ่ง ผมก็งงเหมือนกันครับ
ขอคำชี้แนะจากอาจารย์มัทครับผมและขออนุญาต นำบทความนี้เก็บไว้อ่านด้วยนะครับ ขอบคุณมากครับ
ตาหยู:ขอบคุณมากค่ะ ดีใจค่ะ เพราะคิดว่าเรื่องนี้เขียนยาก มันไม่ตรงไปตรงมาเท่าไหร่ แถมนักวิจัยจากต่างค่าย ต่างโรงเรียนก็มีเกณฑ์ไม่เหมือนกัน นี่พยายามเขียนให้กลางๆที่สุดไว้ก่อน
mr. สุมิตรชัย: การตัดสินใจว่าจะทำงานวิจัยแบบไหน ขึ้นอยู่กับคำถามที่ต้องการตอบ หรือ ผลลัพธ์ค่ะ ถึงคุณสุมิตรชัยไม่ได้ตั้งคำถามไว้ หรือ ไม่ได้วางกรอบแนวคิดลงกระดาษ แต่มัทเชื่อว่าในใจคุณก็มีทั้งจุดหมายว่าทำงานกับชาวบ้านไปเพื่ออะไร และมีแนวคิดที่ยังไม่ได้เรียบเรียงเป็นคำพูดออกมาเท่านั่นเองค่ะ
งานที่ชาวบ้านร่วมด้วยก็มักจะเข้าข่าย participatory action research ค่ะ แต่จะเป็นหรือไม่เป็นก็ขึ้นอยู่กับว่า ชาวบ้านได้ร่วมตั้งแต่การตั้งคำถามรึเปล่าแล้วผลของกิจกรรมนี่ เป็นการตอบคำถามอะไรบางอย่างอย่างเป็นระบบรึเปล่า มีการเปลี่ยนแปลงอะไรเกิดขึ้นจากกระบวนการหาคำตอบ(วิธีแก้ปัญหา) ที่คุณทำร่วมกับชาวบ้านหรือไม่
คือการทำกิจกรรมมันมีวัตถุประสงค์อยู่แล้วแหละใช่ไม๊ค่ะ : )
-----------
ส่วน grounded theory นี่ต่างไปตรงที่ ผลลัพธ์ของ grounded theory คือ theory ค่ะ
เป็นวิธีสร้างทฤษฎี (theory) ขึ้นมาจาก(grounded) ข้อมูลที่ได้จากประสบการณ์หรือการสังเกต
ถ้าคุณสุมิตรชัยจะทำ grounded theory ก็คือต้องทำการบันทึกสิ่งที่ได้สังเกตการณ์มาลงใน field note หรือ diary อย่างเป็นระบบ หรือ สัมภาษณ์บุคคลที่เกี่ยวข้อง แล้วก็นำข้อมูลที่ได้ไปวิเคราะห์เพื่อสร้างทฤษฎี เกี่ยวกับเรื่องที่สนใจทำการศึกษาอยู่
คือจะทำก็ทำได้ค่ะ แต่ไม่แน่ใจว่าจะใช้สิ่งที่ต้องการรึเปล่า
-----------
ส่วนเรื่อง "ประสบการณ์ทำงาน ในหน้าที่ข้าราชการกระทรวงสาธารณสุข เขียนเรียงออกมาก็คล้าย ๆ บทวิเคราะห์บริบทของงานทั้งหมดในช่วงเวลาแต่ละช่วง"
ก็ต้องมาดูมาวิพาษ์กันตามที่มัทเรียบเรียงไว้ 15 ข้อค่ะ : )
ขอบคุณอาจารย์ที่ชี้แนะครับ เป็นประโยชน์และทำให้ผมเห็นทางที่ชัดเจนขึ้นมาก
หากมีโอกาสจะลองนำเสนอให้อาจารย์ดูนะครับ
"เราไม่มีทางกำจัด bias ได้ นักวิจัยทุกคนมี preconception ในเรื่องที่กำลังศึกษา เราไม่ควรเสแสร้งพยายามจะกำจัด bias แต่ควรประกาศให้รู้แต่เนิ่นๆไปเลยว่าคิดยังไง ให้คนอ่านวิพาษ์เอง"
ชอบความคิดเรื่องนี้จัง :-)
15. ผลงานวิจัยนี้ทำประโยชน์อะไรให้แก่วงการ
ข้อนี้โดนใจจริงๆเลย...เห็นแต่งานวิจัยขึ้นหิ้งมามากแล้ว...เสียดายเวลาและเงินงบประมาณหลวง...
บ้างก็วิจัยเพราะตัวเองอยากทำ...ไม่รู้มีประโยชน์อะไรกับส่วนรวม...เศร้า
: (
โอชกร
ขอบคุณทุกท่านมากค่ะ บ่าววีร์, อ. ขจิต , อ. พี่โจ (โอชกร)
ตอนเรียนวิชา ความคิดเชิงวิพากษ์ อ.สอนไว้ง่ายๆคือให้ถามว่า "So what?"
คือ "แล้วไงอ่ะ" ถ้าตอบได้ว่าผลงานวิจัยชิ้นนี้(ไม่ว่าจะเชิงปริมาณหรือเชิงคุณภาพ) มีประโยชน์อย่างไร ถึงจะโอเค
ส่วนเรื่องการกำจัด bias นั้นต้องคุยนานค่ะ เอาเป็นว่าถ้าทำงานวิจัยเชิงปริมาณ แบบที่มีมุมมองว่า ความรู้คือกระจกของความจริง การคุม bias ก็สำคัญมากค่ะ
แล้วแต่ว่าทำงานเชิงไหนอยู่ ถ้าเลือกหัวข้อ เลือกคำถามได้ถูกเหมาะสมกับเชิง แล้ววิจัยให้มีคุณภาพตามเกณฑ์ของเชิงตัวเอง
ไม่ว่าเชิงปริมาณหรือคุณภาพก็มีประโยชน์ทั้งนั้นค่ะ
ประโยชน์ส่วนตน ทำแล้วแตกฉาน ได้งานวิจัย ได้ตังค์....ประโยชน์ต่อวงการ ทำแล้วได้ความรู้มาแตกหน่อ จุดประเด็นใหม่ๆ อาจจะไม่ได้นำมาใช้ประโยชน์โดยตรง .... ประโยชน์ของหลวง ทำแล้วได้คุ้มเงินภาษี กลับสู่ประชาชน...
ทำได้ประโยชน์หลายๆอย่างก็ดีนะครับ...
โอชกร
ขอบคุณค่ะ
สวัสดีค่ะพี่มัท
เข้ามาอ่านเก็บข้อมูลเรื่องงานวิจัยเชิงคุณภาพ .. ชอบคำว่าเชิงคุณภาพ... ที่ไม่ใช่เชิงปริมาณ :D
ขอบคุณสำหรับเนื้อหาค่ะ ไว้จะเก็บมาคิดเรื่องงานวิจัยของตัวเองนะคะ
ณิช
ขอบคุณมาก แล้วจะเล่าต่อให้คนที่สนใจงานวิจัยฟังนะคะ
ขอบคุณคุณหมอ ที่เขียนเรื่องนี้ค่ะ เห็นมีวงเล็บ 1 แสดงว่าจะมี 2 และ 3 ฯ ตามมา...ใช่ไหมคะ
มีความเห็นเล็กๆ ค่ะว่า วิจัยถึงแม้ว่า จะขึ้นกับ stage of knowledge ของเรื่องที่ศึกษา...ก็ต้องเข้าใจ philosophy ของงานเชิงคุณภาพด้วยนะคะ ...โดยเฉพาะความเชื่อเรื่องของ multiple truth
ตรงนั้นจะช่วยลดความคิดว่า งานวิจัยมี bias ไหมแบบนักวิจัยกลุ่ม postivist หรือ post-postivist ชอบนำมาวิพากษ์งานวิจัย QL
อีกกรณีหนึ่งคือ ความคลาดเคลื่อนของคนกลุ่มหนึ่งที่มักเข้าใจว่า งาน QL คืองานที่มีคุณภาพมากกว่า QT บทความของคุณหมอ ชี้ประเด็นนี้ให้เห็นชัดเจนสำหรับคนที่ต้องการทำวิจัยเชิงคุณภาพว่า QL ก็ต้องมีระเบียบการวิจัยเพื่อควบคุมคุณภาพเช่นกัน
ขอบคุณค่ะ
ผมกำลังสนใจเรื่องการทำ qualitative research ที่จะประยุคในงานของผมอยู่อ่านบทความนี้แล้วรู้สึกเข้าใจหลายอย่างกระจ่างมากขึ้น ขอบคุรแล้วรอบหน้าจะแวะมาใหม่
ในความเห็นของผมนะ เชิงคุณภาพ หรือปริมาณ ก็ล้วนแล้วแต่เป็น "เครื่องมือ" หรือวิธีการในการเข้าใจสภาวะธรรมชาติ (ของคน สัตว์ และสิ่งต่างๆ)
และมันทั้งคู่ก็เป็น "เครื่องมือ"
ใช้กรรไกรตัดกระดาษ
ใช้ค้อนตอกตะปู
ปัญหาคือคนที่จะใช้เครื่องมือไม่รู้ว่าเครื่องมือนี้ใช้ทำอะไร
ก็เลยเอากรรไกรไปตอกตะปู
แต่สำหรับเซียนกรรไกรที่ใช้กรรไกรมาจนชิน ก็สามารถเอากรรไกรมาตีตะปูก็ตีได้เหมือนกัน เพียงแต่ต้องใช้เวลานานหน่อยกว่าจะสำเร็จ
ปัญหาใหญ่กว่าก็คือ คนใช้กรรไกรกับคนใช้ค้อนชอบมาเถียงกันว่า เครื่องมือของชั้นดีกว่าของเธอ ทั้งๆ ที่มันเหมาะสำหรับการใช้งานคนละอย่างกัน
สิ่งที่สำคัญที่สุดคือ เราต้องรู้ว่า "เครื่องมือนี้ใช้ทำอะไร"
ต้องมองโจทย์ให้แตกตั้งแต่ต้นเลย ว่าสิ่งที่ค้นหา หรือ คำถามที่มีนั้น มันเหมาะกับเครื่องมือแบบไหน
ปัญหาที่พบบ่อยๆคือ คน QL วิจารณ์ QT โดยยกตัวอย่าง QT แบบโบราณมาเป็นตัวอย่าง
QT เองก็มีหลายแบบเช่นกัน ถ้านำมาใช้ถูกก็มีประโยชน์
คุณจันทรรัตน์ กล่าวไว้ได้ถูกมากค่ะ มันต้องดูกันที่ มุมมอง ความคิด ปรัชญาเบื้องหลังการใช้เครื่องมือนั่นๆ
อย่างคน QT เองก็มีทั้งที่เป็นพวกที่คิดว่า มีความจริงสัมบูรณ์ (absolute truth) ผู้ศึกษา หรือ ผู้สังเกตการณ์ หลายๆคนที่ศึกษาเรื่องเดียวกันอยู่ ควรที่จะได้ผลการศึกษาที่เหมือนกัน ผลนั้นถึงจะจริง มีพวกที่มองว่าธรรมชาติ linear ในขณะที่มี QT อีกพวกที่เน้น ความไม่แน่นอน เน้นความสำคัญเรื่องมุมมองและตำแหน่งที่ ผู้สังเกตการณ์ยืนอยู่ พวกที่มองธรรมชาติแบบ non-linear แบบระบบ
คน QL เองก็มีแบบที่สุดโต่ง ทุกอย่างในโลกนี้อยู่ในหัวทั้งหมด กับพวกที่เชื่อว่ามันมีความจริงในธรรมชาติ นอกหัวเราด้วย พวกนี้ก็เถียงกันเองไม่แพ้กัน
สงสัยมัทต้องเขียนตอนที่ 2, 3, 4 ต่อแล้วจริงๆค่ะ คุณจันทรรัตน์ : )
ครูอ้อย(สิริพร): อย่าท้อนะคะ ค่อยๆทำไป : ) งานมัทก็ยังไม่เสร็จค่ะ มันไม่ง่ายเลยค่ะ ต้องสู้กันไป มีอะไรให้ช่วยได้นะคะ
อ. พี่โจ (โอชกร): เรื่องประโยชน์นี่ไม่ได้หมายถึง application ของความรู้อย่างเดียวค่ะ เพราะฉะนั้นรู้แล้วแต่ยังไม่ได้นำมาใช้ก็ได้ แต่แค่ต้องตอบได้ว่า"จะรู้ไปทำไม"
ขอบคุณ พี่ใบบุญ คุณโรจน์ กับ น้องณิช และผู้อ่านทุกท่านมากๆค่ะการทำงานวิจัยเป็นกิจกรรมสูงสุดสำหรับการเรียน ผู้ทำวิจัยต้องใช้องค์ความรู้เดิมที่เรียนและแสวงหาองค์ความรู้ใหม่เข้ามาบูรณาการ เพื่อทำวิจัยให้สำเร็จลุล่วงตามวัตถุประสงค์ที่วางไว้ เอาใจช่วยครับไม่นานคงสำเร็จ
คุณ Tirawat: ขอบคุณมากค่ะสำหรับกำลังใจ