ดอกบัวที่งามที่สุดในโลก : ภาพ CGA โดย วิรัตน์ คำศรีจันทร์ 
                                                                               ธันวาคม ๒๕๕๓

พระบรมฉายาลักษณ์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ในพระอริยาบทขณะทรงโน้มพระวรกายลง พร้อมกับพระหัตถ์ขวาทรงประคองสองมือที่กระพุ่มน้อมเกล้าถวายบางสิ่งด้วยอาการเทิดทูนและประนีตบรรจงของหญิงชราผู้หนึ่ง พร้อมทั้งแย้มพระโอษฐ์เหมือนกับกำลังทรงพระราชทานวโรกาสตรัสกับหญิงชราอย่างเป็นการจำเพาะ เชื่อว่าคงเป็นภาพที่ติดตาตรึงใจประชาชนมากที่สุดภาพหนึ่ง สำหรับผมก็เช่นกัน

ในหมู่คนทำงานศิลปะนั้น หากเขียนภาพบุคคลและเลือกเขียนภาพจากพระบรมฉายาลักษณ์ในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลปัจจุบัน ก็มีอยู่ไม่น้อยที่จะเลือกภาพนี้ ผมเองนั้นก็เขียนเป็นภาพดรออิ้งหลายรอบในชีวิต ครั้งนี้ก็เป็นอีกครั้งหนึ่ง

 รู้จัก CGA : Computer Graphic Art กับการทำงานศิลปะ

แต่คราวนี้ผมเขียนด้วยการลากเม้าส์และเขียนในโปรแกรมพาวเวอร์พ๊อยต์ การให้สีแบบนี้ รวมทั้งการลดทอนจัดวางองค์ประกอบไปตามทรรศนะของผู้ทำ หากเป็นสไตล์การเขียนภาพ ก็จะอยู่ในกลุ่มการเขียนภาพแนวเอ๊กเพรสชั่นนิสต์ (Expressionist) หรือบางครั้งก็อาจพบว่ามีการจัดภาพที่ให้อารมณ์แนวนี้ เป็นภาพที่อยู่ในกลุ่ม Pop Art หรือ ศิลปะสะท้อนสมัยนิยม

ภาพเอ๊กเพรสชั่นนิสต์ เป็นการให้สีสันแสงเงาบอกเล่าเรื่องราวที่เราต้องการเขียนไปตามสิ่งที่ผู้เขียนเห็นและรู้สึก ซึ่งถึงแม้จะเป็นเรื่องราวและเหตุการณ์เดียวกันแต่ก็อาจจะต่างจากที่ผู้อื่นเห็นและต่างจากธรรมชาติความเป็นจริงของสิ่งที่ถูกเขียนเองอีกด้วย จึงเรียกว่าเป็นการสื่อแสดงออกมาจากผู้วาดหรือการ Express ออกมาอย่างที่ใจคิด บ่งบอกภาวะปัจเจกภาพที่เป็นปัจจุบันขณะกับสิ่งอันเป็นความบันดาลใจนั้นๆ เป็นต้นว่าอยากสะท้อนและบันทึกถึงความรู้สึกได้ถึงสภาวะตื่นตัว มีพลังชีวิต พลุ่งพล่าน เลยให้ภาพท้องฟ้าเป็นสีแดงเพลิง หน้าคนสีส้มและขอบเขตแตกกระจายเหมือนกำลังคลี่คลายไม่แน่นอน หรือในหนัง The Hero มีฉากหนึ่งที่จัดวางทั้งฉากให้เป็นสีม่วงคราม เพื่อสื่ออารมณ์ความโดดเดี่ยว ทั้งต้องมุ่งมั่นและผจญภัย ความลึกลับของชีวิตภายหน้า เหล่านี้เป็นต้น ลักษณะดังกล่าวจะเห็นว่าไม่ได้มุ่งแสดงความสมจริง แต่มุ่งสื่อสะท้อนภาวะปัจเจกของผู้สร้างงานในขณะนั้นๆ โดยมีสิ่งนั้นๆเป็นความบันดาลใจเท่านั้น

งานในแนวเอ๊กเพรสชั่นนิสต์ จัดว่าอยู่ในช่วงแหวกออกจากกรอบยุคเรอนาซองส์และกำลังมุ่งแสวงหาแนวทางที่สามารถฝ่าข้อจำกัดของงานในแนว อิมเพรสชั่นนิสต์ (Impressionist) ซึ่งจะอยู่ในช่วงรอยต่อของคริสตศตวรรษที่ ๑๙ กับยุคต้นของคริสต์ศตวรรษที่ ๒๐ แต่บางครั้งก็จัดเข้าเป็นกลุ่มนีโออิมเพรสชั่นนิสต์ และบางครั้งก็อาจจะพบว่าถูกจัดว่าเป็นยุคสิ้นสุดความเป็นยุคคลาสสิค เข้าสู่ยุคของศิลปะสมัยใหม่ในยุโรปและอเมริกาอย่างแท้จริงทั้งเชิงรูปแบบ เนื้อหา และวิธีการทางศิลปะ ก่อนที่จะเปลี่ยนผ่านเข้าสู่งานศิลปะนามธรรมหรืองาน Abstract ของอเมริกาและยุโรปในคริสต์ศตวรรษที่ ๒๐ เป็นการทำงานที่ทำให้คนทั่วไปเกิดบทสรุปที่ว่า ศิลปะคือการทำอะไรก็ได้ ไม่มีถูกไม่มีผิด ไม่ต้องร่างภาพ และจะปาดป่ายทีแปรงหรือสาดสีเปรี้ยงปร้างลงไปบนเฟรมอย่างไรก็ได้ที่สื่อแสดงอารมณ์ให้ปรากฏอยู่บนชิ้นงาน ซึ่งอาจกล่าวได้ว่า งานเอ๊กเพรสชั่นนิสต์นี้นั่นเองที่ให้พื้นฐานวิธีคิดต่อความเป็นปัจเจกนิยมซึ่งมุ่งความเป็นอาร์ตติสต์ในแนวเสรีชนนิยม (Individualist) ในเวลาต่อมา เปลี่ยนผ่านจากยุคของศิลปะแบบสำนักคิดและการสืบทอดกันเป็นตระกูลศิลปะ 

อย่างไรก็ตาม ในปัจจุบันนี้ งานศิลปะที่เน้นความเป็นปัจเจกนิยมนั้นไม่เป็นที่นิยมแพร่หลายเหมือนในยุคอดีตซึ่งเน้นการตั้งคำถามแสวงหาภาวะตัวตนและการดำรงอยู่ของมนุษย์ ซึ่งสัมพันธ์กับบริบทของยุคสมัย ณ เวลานั้น อีกทั้งในปัจจุบัน ก็มีแนวศิลปะที่ก้าวหน้าหลากหลายมากขึ้น การตั้งคำถามและแสวงหาวิถีทางศิลปะจะไปไกลกว่าภาวะปัจเจกภาพสู่เรื่องอื่นๆ เช่น ความสัมพันธ์ของมนุษย์กับเทคโนโลยี พรมแดนของมนุษย์กับกลไกทางวัตถุ ความสัมพันธ์ของมนุษย์กับโลกและสิ่งแวดล้อม เป็นต้น

ในหมู่ผู้ศึกษาทางศิลปะ ซึ่งมีโอกาสได้ศึกษาค้นคว้าจากการดูงานศิลปะมากนั้น จะเห็นสไตล์ของงานในกลุ่มเอ๊กเพรสชั่นนิสต์แตกต่างจากงานแนวอิมเพรสชั่นนิสต์อย่างชัดเจน ทั้งวิธีทำงาน สื่อและเทคนิค วิธีคิด จุดหมาย และ deep dialogue ของการนำเสนอด้วยภาษาศิลปะ แต่คนทั่วไปนั้น บ้างก็จัดเข้ากลุ่มอิมเพรสชั่นนิสต์ นีโออิมเพรสชั่นนิสต์ ศิลปะนามธรรม และ Pop Art ซึ่งเป็นงานคนละยุคสมัยและหากเข้าใจในรายละเอียดแล้ว ก็จะพบว่ามีความแตกต่างกันและไม่ควรจัดอยู่ในกลุ่มเดียวกันได้

ส่วนป๊อปอาร์ตหรือ Pop Art เป็นงานศิลปะที่สร้างธีมของการเขียนจากเรื่องราวที่อยู่ในกระแสสังคมหรืออยู่ในความนิยมของผู้คนร่วมสมัย รวมทั้งสภาพแวดล้อมและสิ่งที่อยู่ในชีวิตประจำวันของคนส่วนใหญ่ ลักษณะการทำงานและวิธีคิดจึงคล้ายกับงานแนวเอ๊กเพรสชั่นนิสต์ซึ่งก็มุ่งแสดงการรู้สึกและสะท้อนทรรศนะต่อสังคมและสิ่งที่เราเกิดประสบการณ์ด้วยเช่นกัน แต่แง่มุมที่อาจจะแตกต่างในประเด็นปลีกย่อยบ้างก็คือ งานศิลปะแบบป๊อปอาร์ตจะเน้นการสื่อสะท้อนความมีอารมณ์ร่วมของผู้คนร่วมสมัยในสิ่งนั้นๆด้วย ไม่ได้เน้นการแสดงออกทางทรรศนะและสุนทรียภาพของผู้สร้างงานอย่างเดียว

อาจจะกล่าวโดยสรุปได้ว่า งานแนว Pop Art นั้น จะใช้ 'ความเข้าใจและความนิยมร่วมกัน' ที่มีอยู่แล้วของสังคมเป็นโครงสร้างพื้นฐานสำหรับจัดวางความเป็นศิลปะลงไป ซึ่งเป็นความสามารถสังเคราะห์ผลรวมและให้บทสรุปของ 'การเห็น' ส่วนงานแนวเอ๊กเพรสชั่นนิสต์จะใช้ 'ความเข้าใจตนเองและความซื่อตรงต่อภาวะการตื่นรู้จากภายในตนเอง' เป็นพลังขับเคลื่อนการแสดงออกโดยศิลปะ เป็นพื้นฐานของการทำงาน ซึ่งเป็นความสามารถใน 'การรู้สึก' และชัดเจนในการแสดงออกเหมือนเป็นกระจกใสสะท้อนโลก

งานในแนว Pop Art เป็นงานในคริสต์ศตวรรษที่ ๒๐ และเป็นคุณลักษณะเด่นของงานร่วมสมัยกับปัจจุบัน ในระยะแรกนั้น วงการศิลปะทั้งในประเทศไทยและทั่วโลกไม่ยอมรับว่า Pop Art เป็นงานศิลปะ ซึ่งรวมทั้งงานถ่ายภาพ งานภาพยนต์ และงานศิลปะอีกหลายสาขา เพราะเห็นว่ามุ่งอาศัยสีสันการสร้างกระแสความนิยมของสังคม กับความก้าวหน้าทางวัตถุและเทคโนโลยีอันผิวเผิน แต่ขาดองค์ประกอบทางด้านวิธีคิด การสร้างสรรค์พลังจินตนาการ และการให้คุณค่าทางสุนทรียภาพอันลึกซึ้งต่อชีวิต ความเป็นมนุษย์ และสรรพสิ่ง

 แม่ใหญ่ตุ้ม จันทนิตย์ : หญิงชราผู้น้อมเกล้าถวายดอกบัวรับเสด็จในหลวง

ภาพที่เห็นนี้ เป็นภาพระหว่างการรับเสด็จในหลวงของประชาชนที่จังหวัดนครพนมเมื่อ ๕๕ ปีมาแล้ว เมื่อครั้งพระบาทสมเด็จะพระเจ้าอยู่หัวทรงเสด็จพระราชดำเนินทรงเยี่ยมเยียนเหล่าพสกนิกรในชนบทของภาคอีสาน ที่ตำบลกลางทุ่ง อำเภอธาตุพนม จังหวัดนครพนม เมื่อวันที่ ๑๓ พฤศจิกายน ๒๔๙๘ ซึ่งนับว่าเป็นการเสด็จพระราชดำเนินสู่ภาคอีสานเป็นครั้งแรกของพระองค์

หญิงชราในภาพเป็นชาวบ้านในท้องถิ่น ชื่อแม่ใหญ่ตุ้ม จันทนิตย์ เป็นคนบ้านธาตุน้อย หมู่ที่ ๑๑ ตำบลกลางทุ่ง อำเภอธาตุพนม จังหวัดนครพนม ได้มาร่วมรอรับเสด็จกับผู้อื่นด้วย สิ่งที่เห็นอยู่ในมือของหญิงชรา เป็นภาพของดอกบัวเหี่ยวคามือ ที่แม่ใหญ่ตุ้มได้เตรียมมารอน้อมเกล้าถวายในหลวง แต่เนื่องจากเตรียมมารอตั้งแต่เช้า กว่าที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวจะได้ทรงเสด็จพระราชดำเนินถึง ณ ที่รับเสด็จก็เป็นเวลาสายแล้ว  ดอกบัวจึงเหี่ยว 

แต่แม่ใหญ่ตุ้มก็ยังคงขอน้อมเกล้าถวายต่อในหลวงอย่างที่ตั้งใจ และในหลวงก็ทรงพระราชทานพระเมตตาโน้มพระวรกายลงรับการน้อมเกล้าถวายดอกบัวที่แม่ใหญ่ตุ้มทะนุถนอมไว้อย่างมุ่งมั่นในมือ ดอกบัวในภาพนี้จึงเป็นดอกบัวที่งดงามอย่างที่สุด บอกเล่าหลายอย่างเกี่ยวกับสังคมไทยและการจัดความสัมพันธ์กับสิ่งศรัทธาของชาวบ้าน งดงามด้วยคุณค่าและการมีความหมายทางจิตใจ อีกทั้งเป็นความงดงามที่อิสระออกจากความเหี่ยวเฉากับความเป็นวัตถุและรูปลักษณ์ภายนอกได้อย่างสิ้นเชิง ให้อนุสติและวิธีคิดจากการได้เห็นและได้รับรู้เป็นอย่างยิ่ง

  บริบททางสังคม : สังคมไทยและสังคมโลกในยุคแม่ใหญ่ตุ้ม จันทนิตย์   

แม่ใหญ่ตุ้มเป็นผู้มีอายุยืนยาวถึง ๑๐๒ ปีโดยได้ถึงแก่กรรมในปี ๒๕๐๑ หลังที่ได้น้อมเกล้ากราบรับเสด็จในหลวงในครั้งดังกล่าวนี้แล้ว ๓ ปี ในขณะที่ทศวรรษ ๒๕๐๐ ซึ่งร่วมสมัยกับแม่ใหญ่ตุ้มนั้น ประเทศไทยยังมีประชากรไม่ถึง ๒๕ ล้านคน อีกอายุขัยโดยเฉลี่ยของหญิงชายไทยยังไม่เกิน ๖๕ ปี (ปัจจุบัน ๗๔ ปีโดยเฉลี่ย) และการศึกษาภาคบังคับระดับประถมศึกษาของไทย กลุ่มประเทศอาเซียน และกลุ่มประเทศในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก ต่ำกว่าร้อยละ ๕๐ ทว่า ภาพดอกบัวเหี่ยวจนกลีบพับและเรื่องราวของแม่ใหญ่ตุ้มผู้ชราก็กลับยังคงเบ่งบานอยู่ในความทรงจำและผุดเป็นความบันดาลใจแก่ผู้คนอยู่ตลอดมาอย่างไม่มีวันเลือนหาย

  บัวสาย : ดอกบัวจากท้องถิ่นที่หญิงชราน้อมเกล้าถวายในหลวง  

ดอกบัวดังในภาพในมือของแม่ใหญ่ตุ้มนั้น ดูลักษณะสีสัน กลีบดอก และความเป็นท้องถิ่นของชุมชนนครพนม ชนบทของภาคอีสาน อันเป็นแหล่งรับเสด็จในครั้งดังกล่าวแล้ว เป็นลักษณะของบัวสาย การจัดกลุ่มของบัวต่างๆนั้น แบ่งออกเป็น ๓ กลุ่มหลัก คือปทุมชาติหรือกลุ่มบัวหลวง อุบลชาติซึ่งเป็นกลุ่มบัวสายและบัวสี และกลุ่มบัววิคตอเรีย บัวสายนี้อยู่ในกลุ่มอุบลชาติมีชื่อเรียกเรียกอีกอย่างว่า สัตตบรรณ และ รัตตอุบล เป็นบัวที่พบเห็นอยู่ในแหล่งน้ำตามท้องถิ่นทั่วไปในประเทศไทย ลักษณะกลีบดอกเป็นสีชมพูอ่อนค่อนออกไปทางสีปูนกินหมาก เกสรเป็นกระจุกสีม่วงแดงเข้ม กลิ่นหอมอ่อนโยน ชาวบ้านนิยมใช้เป็นดอกไม้บูชาพระและมักพบเห็นปลูกในสระน้ำของวัดและสระน้ำสาธารณะในชนบท สายบัวใช้ทำเป็นอาหารรับประทานได้ บานในเวลากลางคืนจนถึงตอนสายของกลางวัน

ในอดีตนั้น เกาะลอยและในสระน้ำข้างอาคารหลังแรกของโรงเรียนหนองบัวจะมีบัวสายดังกล่าวนี้อยู่เสมอด้วย.

............................................................................................................................................................................

เชิงอรรถและหมายเหตุบทความ :

ขอขอบคุณข้อมูลบางส่วนในชำนาญ รัฐพรชัย จาก ศูนย์บริการข้อมูลอำเภอ กรมการปกครอง กระทรวงมหาดไทย เข้าชมได้ที่ http://115.31.184.25/menu.php?mid=9&am=208&pv=19