“งาน” ของครอบครัว

พ่อกับแม่ของดิฉันเกษียณอายุราชการแล้ว แต่มิได้เกษียณอายุงานเพราะยังไปช่วยสอนสามเณรที่วัดใกล้บ้านเกือบทุกวัน พ่อช่วยสอนเลข เพราะเป็นครูคณิตศาสตร์ แม่ก็ช่วยสอนให้ลูกเณรประดิษฐ์อะไรเล็กๆน้อยๆตามประสาครูคหกรรม สอนแบบช่วยกันไปด้วยใจ....
พ่อเล่าให้ฟังว่าเด็กๆจำนวนหนึ่งที่มาบวชนั้น ไม่มีพ่อแม่ ไม่มีญาติ ไม่มีใครเลย ใครเลี้ยงก็ต้องอยู่กับคนนั้น จนกระทั่งเขาพามาบวชเณรอยู่ที่วัด และเรียนที่โรงเรียนพระปริยัติธรรมของวัด บางครั้ง ความรู้สึก “ขาด” จึงท่วมท้น การทำให้จดจ่ออยู่กับวิชาเรียนมิใช่เรื่องง่าย หากยังเป็นโชคดีที่ได้เรียนรู้ชีวิตในวัดและผ่านการขัดเกลาอบรมโดยเมตตา พ่อเคยจากบ้านมาเป็นเด็กวัดตั้งแต่ยังเล็กๆ และเข้าใจชีวิตในวัดเป็นอย่างดี พ่อบอกว่าต้องสอนคนก่อนแล้วจึงสอนวิชา และไม่คาดหวังว่าจะต้องเรียนแล้วได้ผลทั้งร้อย ขอแค่ท่านยอมนั่งในห้องเรียนก็นับเป็นโชคดีมากแล้ว
ดิฉันได้ฟังเรื่องสามเณรน้อยๆจากพ่อกับแม่เกือบทุกวัน เช่น
“เมื่อวานพ่อสอนเรื่องสมการ เณรหลับกันครึ่งห้อง”
หรือ “วันนี้ แม่เกือบตีเณรเผียะเข้าให้
ซนจริงๆ” หรือ
“ตะกี้ตอนเดินผ่านฝั่งตรงข้ามวัด
เณรที่เคยสอนก็ตะโกนเรียกแม่ว่า”อาจารย์ค้าบ..บ..”จากบนตึก
แล้วยกมือไหว้สวัสดีมาแต่ไกล.....”
....เพราะจริงๆแล้วท่านก็ยังเป็นเพียงเด็กผู้ชายเล็กๆเท่านั้น....
เรื่องเณรน้อยๆที่พ่อกับแม่เล่าให้ฟัง ทำให้ดิฉันรู้สึกว่า ได้เข้าใกล้วัดและเข้าใจ "วัด" มากขึ้น แต่ไม่นึกว่า ณ วันหนึ่งจะมีโอกาสเห็นผ้าเหลืองถึงในบ้านทุกๆวัน เมื่อเณรน้อยชาวเนปาลรุ่นแรกห้าองค์เดินทางมาถึงนครศรีธรรมราช ในขณะที่ท่านเจ้าอาวาสต้องดูแลเณรไทยอีกเป็นร้อยจนแทบเจียดเวลาไม่ได้ จึงขอให้พ่อกับแม่ช่วยสอนภาษาไทยให้ในช่วงบ่ายวันที่พอมีเวลาว่าง จนกว่าสามเณรเนปาลจะพอพูดภาษาไทยได้ ท่านจึงจะส่งให้เข้าเรียนต่อในชั้น ม.4
ด้วยความพยายามที่จะดำรงชีวิตในดินแดนไกลบ้าน
ทำให้สามเณรต้องปรับตัวเข้ากับถิ่นใหม่ให้เร็วที่สุด
และพยายามอย่างหนักที่จะฟัง พูด อ่าน
และเขียนภาษาไทยให้ได้โดยรวดเร็ว พ่อกับแม่ก็ช่วยสอน
ช่วยดูแลท่านอย่างดีที่สุดเท่าที่ครูวัยเกษียณจะทำได้
สิ่งหนึ่งที่พ่อกับแม่ทำไปโดยธรรมชาติ
คือการให้ความรักความเมตตาแก่เณรน้อยผู้จากบ้านมาไกลแสนไกล
คอยช่วยเหลือในยามเจ็บไข้ได้ป่วย
คอยดูแลในเรื่องชีวิตประจำวันเท่าที่พอจะช่วยได้
สำหรับดิฉัน วันไหนกลับจากทำงานเร็วหน่อยก็ได้พบท่านบ้าง
โชคดีว่าดิฉันเคยเป็นครูมัธยมที่สอนเด็กผู้ชายล้วนๆมาก่อน ช่วยให้ดิฉันสื่อสารกับท่านได้เร็วขึ้นอีกนิด
แม้ว่าภาษาอังกฤษของดิฉันจะไม่แข็งแรงเอาเลยก็ตาม
บางครั้ง..... เมื่อเราเห็นว่าท่านออกจะหงอยๆไปเพราะคิดถึงบ้าน พ่อกับแม่ก็จะเอารูปตอนไปอินเดียและเนปาลออกมาให้ดู ทุกครั้งที่ดูรูปถ่าย ดูท่าทางท่านมีความสุขนัก ทุกองค์จะกระตือรือร้น และพยายามจะแย่งกันเล่าให้เราฟังว่า “บ้าน”ของท่านที่โน่นเป็นอย่างไร อยู่ส่วนไหนของแผนที่ อยู่ติดภูเขาไหม อยู่กับใครบ้าง ไกลจากโรงเรียนแค่ไหน..... ฯลฯ
มีบางเรื่องที่ท่านเล่าไปตามประสาเด็ก แต่ก็ทำให้ผู้ใหญ่อย่างเราสะท้อนใจนัก การเมืองที่ผันผวนและการใช้อำนาจรัฐอย่างเฉียบขาดรุนแรง ทำให้ต้องอยู่กันอย่างระมัดระวัง ระแวงภัย และดูเหมือนจะมีการไล่ล่าปราบปรามให้เห็นอยู่ตลอดเวลา ฟังแล้วนึกเห็นใจอย่างยิ่ง และรู้สึกว่าเป็นโชคดีที่ท่านตัดสินใจมาเมืองไทย แม้จะจากไกล”บ้าน”เหลือเกิน...
ดิฉันบอกท่านว่า”บ้าน” นี้มีสี่คน คือพ่อกับแม่ และลูกอีกสองคน คือดิฉันกับน้องชาย และขอให้ท่านคิดว่าบ้านนี้คือ “บ้าน” ของท่านเช่นกัน เณรน้อยทั้งห้าทำท่าคล้ายๆว่าจะเข้าใจและยิ้มหวานอย่างน่าเอ็นดู
กิจกรรมที่เณรน้อยๆชอบมากที่สุด คือตอนที่ได้พักจากการเรียนราวครึ่งชั่วโมง และได้เดินทัศนาจรจีวรปลิวอย่างสนุกสนานรอบบ้านทุกวัน บังเอิญเป็นช่วงปิดเทอม ดิฉันจึงมีโอกาสช่วยเป็นไกด์ที่พูดผิดๆถูกๆ หนักๆเข้าก็ใช้ภาษามือกันสนุกสนาน แล้วท่านก็จะหัวเราะคิกคักชอบใจ
พ่อกับแม่ไม่ได้เก่งภาษาอังกฤษ และไม่รู้ภาษาเนปาล พ่อจึงให้ดิฉัน(ซึ่งไม่เก่งพอๆกัน)ช่วยร่วมสนทนา(แบบกระท่อนกระแท่น)ในเบื้องต้น ก่อนจะเข้าสู่บทเรียน ซึ่งก็ทำให้เวียนหัวกันไปทั้งผู้เรียนและผู้สอน เพราะต่างก็พูดภาษาของกันและกันไม่ได้
ดิฉันฟังภาษาอังกฤษสำเนียงเนปาลไม่ออก ในขณะเดียวกัน
เณรก็นั่งคิ้วขมวดฟังภาษาฝรั่งสำเนียงไทยแบบผิดแกรมม่าของดิฉันไม่รู้เรื่อง
กว่าจะเข้าใจกันได้สักประโยคก็เล่นเอาเหนื่อยใจ
แต่เณรน้อยก็มิได้ย่อท้อ
เพราะพวกเขาเลือกแล้วที่จะมาเริ่มต้นที่นี่ .....
ที่เมืองไทย
(โดยไม่โอกาสรู้มาก่อนเลยว่าจะต้องมาเจอกับครอบครัวดิฉัน)
ดิฉันทำได้เพียงอธิบายคร่าวๆ
บอกเขาว่าอะไรเป็นอย่างไรในภาษาไทย
การอธิบายไวยากรณ์ให้คนต่างชาติต่างภาษา ต่างชุดไวยากรณ์
ได้เข้าใจโครงสร้างภาษาของเราในเวลาอันสั้นนั้น
เป็นเรื่องหนักหนาสาหัสเอาการ
ดิฉันได้รู้สีมือตัวเองในวันหนึ่ง
เมื่อเณรน้อยหน้าตาคมคายองค์หนึ่งซึ่งนั่งคิ้วผูกโบว์สองชั้นมาตลอดหนึ่งสัปดาห์
ถอนใจแรงๆหนึ่งเฮือก แล้วถามดิฉันตรงๆว่า
“ What ‘s all
that suppose to mean? “
ภาษาเนปาล เรียงประโยคต่างจากภาษาไทย คือเอากรรมไว้ตรงกลาง และคำกริยาไว้ท้ายประโยค เช่น คนไทยพูดว่า ฉันกินปลา คนเนปาลก็จะพูดภาษาเนปาลีว่า ฉัน ปลา กิน พ่อบอกว่าเราต้องเข้าใจก่อนว่าโครงสร้างภาษาและไวยากรณ์ของเขาเป็นอย่างไร แต่ก็ไม่ง่ายนักที่จะอธิบาย เพราะเณรน้อยๆมาจากคนละที่ ใช้ภาษาคนละภาษากัน บางทีแม้พวกท่านเองยังฟังกันเองไม่รู้เรื่อง
อย่างไรก็ตาม ด้วยความที่พ่อดิฉันเป็นคนเอาจริง พ่อจึงไปค้นจนรู้ว่าภาษาเนปาลต่างจากภาษาไทยอย่างไร มีอะไรเหมือนและอะไรต่างกันบ้าง .... แล้วก็สอนทะลุ่มทะลุยไปตามวิธีของพ่อ
ดิฉันได้ข้อคิดสำคัญในการสอนภาษาไทยให้ผู้ที่ใช้ภาษาอื่นเป็นภาษาแม่....จากพ่อ (เขียนอย่างนี้แล้วก็ขำตัวเอง
แต่ก็หมายความดังที่เขียนนี้นะคะ)
คือ หนึ่ง
ต้องคิดจากฐานภาษาของเขา ไม่ใช่ภาษาของเรา
วิธีที่พ่อใช้คือเอาพยัญชนะ สระ
วรรณยุกต์(ถ้ามี)ของสองภาษามาเทียบกัน
หาให้เจอว่ามีอะไรเหมือน มีอะไรต่างกัน
แล้วเริ่มสอนจากที่เหมือนกันก่อน
เขาจะได้ไต่ตามได้จากฐานเดิมที่มี เทียบกับของใหม่
ที่พอจะกล้อมแกล้มกันไปได้
สอง
ฝึกให้รับสารด้วยหู
และให้ชินกับเสียงก่อน ก่อนที่จะรับสารด้วยตา
สอนให้ฟังเสียง และออกเสียงตาม
จนคุ้นชินกับเสียงวรรณยุกต์ห้าเสียงในภาษาไทย
เช่น คำว่า คา ข่า ข้า
ค้า ขา
โดยไม่ต้องกังวลกับรูปพยัญชนะ
แต่ฝึกให้ออกเสียงวรรณยุกต์ห้าเสียงซ้ำๆจนชินหู
คือสอนให้ ฟัง ก่อน แล้วจึงสอนให้ เขียน
ทีหลัง จากนั้นจึงให้ดูรูปคำให้ค่อยๆชินตา
แม้ว่าจะยังอ่านไม่ออกทั้งหมด ด้วยวิธีเรียนแบบเด็กเล็กๆ
ที่เริ่มจากการ”ฟัง”
ก่อนและค่อยๆสั่งสมจนรู้คำและความหมายจากปริบทอันหลากหลาย
ถึงแม้จะยังเขียนไม่ได้ อ่านไม่ออก
แต่เมื่อเขาได้ยินคำนั้น เขาก็จะรู้ว่าหมายถึงอะไร
หรือหมายความว่าอะไร
เมื่อโตขึ้นอีกนิด และเห็นรูปคำเขียน
เขาก็จะพอเทียบเคียงได้เองในสักวันหนึ่ง
เมื่อได้เรียนรู้มากพอ
อย่างไรก็ตาม พ่อบอกว่าในภาษาเนปาลไม่มีเสียงสระ
อึ และสระ อือ
เณรน้อยจึงออกเสียงสระสองตัวนี้ไม่ค่อยได้
ไม่ว่าในเบื้องแรกจะพยายามออกเสียงให้ฟังสักเท่าไรก็ตาม
และท่านจะเรียก สระ อิ ว่าสระ
อิ๊ อยู่เสมอ....
ครั้งที่พ่อเริ่มสอนพยัญชนะไทย ลายมือของพ่อที่เขียนบนกระดานนั้นสุดยอด แม่บอกว่าถ้ารู้จักเฉพาะลายมือคงไม่แต่งงานด้วย ลูกเณรเนปาลที่มาเรียนบ้านเราก็สุดยอดอัจฉริยะ ไม่ว่าพ่อจะเขียนด้วยลายมือหวัดสุดฤทธิ์แค่ไหน ท่านก็พากันลากโย้เย้ยุ่งยิ่งแบบอ่านไม่ออกว่าเป็นตัวอะไรตามกันไปได้เหมือนเปี๊ยบ....
วันหนึ่ง
เณรน้อยองค์ที่ท่าทางจะเก่งภาษาทำหน้ายุ่งสุดขีดอย่างน่ารัก
และอ้อมแอ้มถามพ่ออย่างเกรงใจว่าพยัญชนะไทยมีมากกว่า 44
ตัวใช่ไหม
.... เพราะ ตัว ก ไก่
ทั้งสี่ตัวของพ่อบนกระดาน
เขียนไม่เหมือนกันสักตัวเดียว....
แม่สอนให้เณรรู้จักข้าวของต่างๆในบ้าน
ฝึกให้เรียนรู้ภาษาไทยโดยวิธีง่ายๆ
แบบคนพูดฝรั่งไม่เป็น แต่ชี้ๆเอา
และบอกเป็นคำภาษาไทย
เณรก็บอกศัพท์เนปาลให้แม่
และนี่เป็นวิธีที่ดีที่สุด ซึ่งแม่ไม่ยอมมั่นใจในตัวเองสักทีว่า
แม่นี่แหละที่สอนให้ท่านพูดภาษาไทยได้
เพราะแม่ไม่พูดภาษาอังกฤษแท้ๆกับท่าน
ในวันหนึ่งที่อากาศร้อนจัด เณรน้อยๆนั่งเหงื่อซ่ก
แม่จะบอกให้ไปอาบน้ำก็พูดไม่ถูก
จึงชี้ไปที่ห้องน้ำและพูดอย่างเป็นธรรมชาติว่า “ ว้อเต๊อ ? ว้อเต๊อ
ตูมๆ มั้ย ? “ เณรน้อยทั้งห้าดีใจเริงร่า
ตอบทันทีว่า...“ เย่ ๆ ๆ
“ .....
...แม่รีบวิ่งไปหยิบผ้าเช็ดตัวให้แทบไม่ทัน......
สถานที่ท่องเที่ยว(ใน)บ้านดิฉันที่เณรท่านชอบที่สุดคืออ่างบัว
อ่างปลา
และเรือพายของย่าที่พ่อเอาพลาสติกมาปูแล้วทำเป็นเรือเลี้ยงปลาได้อย่างสวยงามน่าดู
ใครเห็นใครก็ชอบ
ลูกปลาหางนกยูงตัวจ้อยทั้งฝูงสีสวยน่าชมนัก
เหล่าปลาเกิดตัวจิ๋วก็ดูเพลินตา เณรน้อยๆยิ่งชอบนัก
ทุกวันที่มาเรียน ท่านต้องไปเสวนากันที่เรือนี้ก่อน
ดูคล้ายๆกับประชุมกันว่าใครจองตัวไหน
อยู่มาวันหนึ่งเมื่อภาษาไทยเริ่มแก่กล้า
ท่านก็ส่งทูตเอ๊ยตัวแทนมาขออนุญาตนำปลาไปเลี้ยงองค์ละตัว
(หรือมากกว่านั้นก็จะยินดียิ่ง)
“ท่านทูต”ชี้ไปที่ปลาตัวหนึ่ง
แล้วชี้ไปที่เพื่อนเณรหนึ่งองค์
แล้วก็ชี้ไปทางวัดที่ท่านอยู่ แล้วก็พูดฟังคล้ายๆคำว่าว่า
“รักษา” แล้วก็ยิ้มให้แม่ดิฉันอย่างหวานที่สุด.....
........เท่าที่เด็กผู้ชายเล็กๆคนหนึ่งจะยิ้มได้
.....แล้วแม่ก็บอกดิฉัน
(ซึ่งยืนงงอยู่ใกล้ๆกันนั้น)ว่าให้ไปเอาถุงพลาสติกมา....
ดิฉันยังนึกทึ่งความเข้าใจภาษาท่าทางของแม่มาจนบัดนี้
ต่อมาอีกไม่กี่วัน
“ท่านทูต”องค์น้อยก็รีบรุดมาแจ้งข่าวสำคัญให้เราทราบด้วยสีหน้าเศร้าสร้อย
ดิฉันยืนฟังอย่างงุนงง
เพราะหูไม่คุ้นกับสำเนียงภาษาไทยของท่าน
คือจะว่าไปแล้วดิฉันไม่คิดว่าเป็นภาษาไทย
แต่ทำไมคำท้ายๆถึงคุ้นๆหูนักก็ไม่รู้
แต่แม่กับพ่อกลับหัวเราะด้วยความเอ็นดู
พร้อมกับพยักหน้าหงึกๆอย่างเข้าใจ และบอกว่า
“ไม่เป็นไร...เอาใหม่ได้”
แล้วบอกให้ดิฉันไปเอาถุงพลาสติกมาให้...
ดิฉันยังงงและถามพ่อว่าตอนท้ายๆนั่นสามเณรพูดว่ากระไรหรือ
พ่อตอบด้วยเสียงกลั้วหัวเราะว่า
“เณรบอกว่า “บุตรมัจฉา....มรณา”
เสียแล้ว“
ดิฉันแว่บนึกไปถึงละครจักร
ๆ วงศ์ ๆ เรื่องที่เคยดูสมัยยังเล็กๆ
สงสัยต้องหัดๆพูดแบบนั้นไว้บ้าง
จะได้ตรัสเอ๊ยคุยกับท่านรู้เรื่อง
พ่อกับแม่สอนสามเณรน้อยทั้งห้ามาจนกระทั่งใกล้ถึงวันเปิดเทอม เณรน้อยก็พูดภาษาไทยเก่งขึ้นมาก
และเขียนรูปประโยคอย่างง่ายๆได้ด้วย
ชั่วโมงสุดท้ายก่อน”ปิดคอร์ส”
พ่อได้ให้ท่านลองแต่งประโยคภาษาไทยอย่างง่ายองค์ละหนึ่งประโยค
เณรน้อยองค์หนึ่งแต่งประโยค “ปิดคอร์ส” ส่งพ่ออย่างมั่นใจ
ในขณะที่พ่อรับไปอ่านแล้วก็ต้องกลั้นหัวเราะพรืด
เนื่องจากประโยคของท่านช่างตรงไปตรงมาอะไรเช่นนั้น
“อาจารย์สมบูรณ์ ....มีหนึ่งภริยา .....มีสองลูก....”
พ่อกับแม่บอกดิฉันว่าสำหรับคนเป็นครูแล้ว.....
การได้เห็นพัฒนาการแบบก้าวต่อก้าวของ”ลูกศิษย์”
ถือเป็นเรื่องน่าชื่นใจนัก และจะช่วย
“สอนลูกเณร”
ทุกรุ่นต่อไปตราบเท่าที่พระท่านยังให้ช่วย
ทุกวันนี้สามเณรเนปาลยังคงมาเริ่มต้นเรียนภาษาไทยที่บ้านเราอย่างต่อเนื่อง
รุ่นแล้วรุ่นเล่า จากนั้นก็ไปเข้าเรียนต่อในชั้นมัธยม
แล้วต่อไปถึงมหาวิทยาลัย ......
เรียนต่อไปจนกว่าจะสุดทางการศึกษาของท่าน
….. ”งาน”
เล็กๆของครอบครัวเรา
ก็ยังคงดำเนินต่อไป....
และต่อไปเช่นกัน.....
# #
สวัสดีค่ะพี่แอมป์
เบิร์ดอ่านพร้อมยิ้มขำจนถึงหัวเราะก๊ากเมื่อเจอ " บุตรมัจฉา..มรณา "..เป็นการเรียนการสอนที่ประสบความสำเร็จอย่างที่สุดเลยนะคะพี่แอมป์เพราะเป็นการเรียนรูู้็้้ร่วมกันอย่างแท้จริงทั้งผู้สอนและผู้เรียน อีกหน่อยคุณพ่อพี่แอมป์คงชำนาญภาษาเนปาลแน่เลยค่ะ เพราะเทียบจากฐานภาษาเลย ( และเบิร์ดถึงบางอ้อว่าเหตุไฉนเบิร์ดถึงเรียนภาษาอะไรไม่ได้ดีซักกะอย่าง..มีเหตุแบบนี้นี่เอง )
อ.คณิตศาสตร์สอนภาษาไทยด้วยตัวหนังสือที่ทำให้พยัญชนะไทยกลายเป็น 47 ตัว ( ก.ไก่เพิ่มขึ้นอีกตั้ง 3 ตัวแน่ะค่ะ )..น่ารักเป็นที่สุด ^ ^
อ.คหกรรมสอนศัพท์ภาษาไทยผ่านสิ่งรอบตัวก็สุดยอด
อ.นิเทศศาสตร์สอนภาษาไทยผ่านภาษาอังกฤษก็น่ารักเหลือใจ
แถมลูกศิษย์ก็น่ารักน่าเอ็นดูเป็นที่สุดตั้งอกตั้งใจเรียนรู้กันอย่างไม่ย่อท้อ
แบบนี้ใช่มั้ยคะที่เรียกว่าการเรียนแบบผู้เรียนเป็นศูนย์กลาง ออกแบบหลักสูตรตามผู้เรียน และวัดความสำเร็จที่ผลลัพธ์รวมทั้งหมดไม่ใช่เกรดยิบย่อย เพราะลูกศิษย์ท่านเขียนภาษาไทยเมื่อจบหลักสูตรได้ตรงเป๊ะตามศัพท์และไวยากรณเปี๊ยบเลยล่ะค่ะ
อาจารย์สมบูรณ์ ....มีหนึ่งภริยา .....มีสองลูก....^ ^
นอกจากนี้ยังทำให้เบิร์ดเห็นว่า " ภาษา ไม่ใช่ข้อจำกัดถ้าเราจะเข้าใจกัน " เนาะคะพี่แอมป์
คุณพ่อพี่แอมป์ท่านเก่งนักค่ะ เด็กๆเรียนรู้ภาษาจากฐานของการจำจริงๆนะคะ ตอนแรกเกิดสายตายังเห็นได้ไม่ดีนัก เด็กเค้าก็จะหันตามเสียงค่ะ และเสียงที่คุ้นหูเค้าที่สุดคือเสียงของคนใกล้ชิดเค้านั่นเอง..ที่ให้อ่านหนังสือนิทานให้ฟังตั้งแต่อยู่ในท้องหรือคุณพ่ออััดเสียงตัวเองให้ตัวเล็กฟังก็เพราะเหตุนี้แหละค่ะ..ในตอนตัวจี๊ดๆเค้าก็จะพูดเลียนเสียงทุกเสียงที่ได้ยิน ( แม้ไม่เป็นคำก็ตาม ) โทรทัศน์จึงก่อปัญหากับการเลียนเสียงของเด็กมากเลยล่ะค่ะเพราะมีหลายเสียงเกินไปทำให้สับสนและพูดได้ช้าลง ( เกิด Delay Development ด้านการพูดของเด็กได้ค่ะพี่แอมป์ )
ขอบพระคุณสำหรับบันทึกน่ารักๆและข้อคิดดีๆและขออนุโมทนากับกุศลที่คุณพ่อคุณแม่และพี่แอมป์ได้ทำด้วยการให้ความรู้ ความรัก ความอบอุ่นในหัวใจของลูกศิษย์เณรทุกรูปนะคะ ..บุญรักษาค่ะพี่แอมป์
ี
สวัสดีด้วยความสนุกสนานมากจ๊ะเบิร์ด
พี่แอมป์นั่งหัวเราะชอบใจอารมณ์ขันที่แสนคมคายของเบิร์ดอยู่นานเลยจ๊ะ เบิร์ดช่างมองทะลุไปเห็นมุมที่พี่นึกไปไม่ถึงเสมอ และช่างเชื่อมโยงความรู้เข้ากับความรู้สึกได้อย่างรื่นไหล ทำให้พี่เกิดทัศนวิสัย ^ ^ ที่กว้างขวางขึ้นอีกเยอะ
เพื่อป้องกันการเกิด Delay Development พี่จะรีบบอกน้องชายและน้องสะใภ้ให้อัดเสียงตนเองเล่านิทานไว้เสียแต่บัดเดี๋ยวนี้ จะได้เอาไว้เปิดให้หลานน้อยๆของพี่กำลังจะออกมาเยี่ยมชมโลกในอีกไม่กี่เดือนข้างหน้าฟัง ลูกจะได้คุ้นเสียง และจะรีบเตือนพวกเขาว่าอย่าดูทีวีโดยไม่จำเป็น โดยเฉพาะในฤดู เอ๊ยช่วงนี้ เพราะเป็นช่วง "เสียง" ตีกัน มากที่สุด ไม่รู้เสียงใครเป็นเสียงใคร เดี๋ยวจะ"ก่อปัญหากับการเลียนเสียง" ของหลานพี่ "เพราะมีหลายเสียงเกินไป" อาจทำให้หลานน้อยๆของพี่ "ฉับฉน" ไปเสียเปล่าๆ : )
บทเรียนที่ได้จากการสอนภาษาไทยให้เณรเนปาล และที่เบิร์ดบอกว่า เด็กๆเรียนรู้ภาษาจากฐานของการจำ (โออันนี้พี่ชอบใจมาก) ทำให้พี่ได้คิดว่าเด็กไทยเรามีทุนทางภาษามาแล้วเป็นอย่างดี คือฟัง(จำเสียง)และเข้าใจคำไทยมามากพอที่จะสื่อสารด้วยการพูดได้แล้วทีเดียว เด็กมีคลังคำ มีทุนทางภาษาอยู่ดีๆแท้ๆ
แต่เหตุไฉนระบบเราจึงสามารถทำให้เขาอ่านไม่ออก เขียนไม่ได้ เมื่อโตขึ้น นึกแล้วกลุ้มจริงๆเทียว การ"จำและเข้าใจระบบสัญลักษณ์" ของเด็กไทยผิดเพี้ยนไปตอนไหนนะ
ตอนนี้พี่แอมป์ไม่รู้ว่าวิธีเริ่มสอนภาษาไทย เขาเปลี่ยนไปเริ่มจากฝึกอ่านการแจกลูก ผันอักษร แทนการอ่านคำเป็นคำๆแล้วหรือยังนะจ๊ะ สงสัยพี่ต้องเตรียมแบบฝึกหัดคลาสสิก.....
กอ อา กา กา เอก ก่า กา โท ก้า
ก๊า ตรี ก๊า กา จัต-ต๊ะ-วา ก๋า
ไว้สอนหลานพี่ให้ท่องไต่บันไดเสียงแจ๋วๆอย่างเป็นล่ำเป็นสันเสียแล้ว คง สะ-หนุกเหมือนตอนท่องสูตรคูณ ซ้องหนึ่งซ้อง ซ้องซ้องสี่ เลย อิอิ
คณิตศาสตร์กับภาษาคงคล้ายๆกันมังคะพี่ว่า ลงว่าจำได้ และเข้าใจสูตรแล้ว ก็สามารถไต่บันไดไปคิดเรื่องที่ยากขึ้น ซับซ้อนขึ้นได้ เพราะมีขั้นมีตอนเห็นที่มาที่ไป ช่วยให้คิดง่ายขึ้น
ส่วนที่ยุ่งๆจน อ่า-ไร-มะ-เอาะ อยู่ตอนนี่คงเพราะลัดตอน ข้ามขั้น จนผิดสูตรเนี่ยแหละจ๊ะ
ขอบคุณที่เบิร์ดแวะมาเปิดโลกกว้างทางการเรียนรู้ภาษาของเด็กน้อย ทำให้พี่แอมป์รู้สึกรื่นเริงกะ-เอ๊ยบันเทิงใจ ในการเตรียมตัวเปิดคอร์ส "สอนภาษาไทยสำหรับหลาน" อย่างสนุกสนานเป็นที่ยิ่ง และขอบคุณมากสำหรับการอนุโมทนากุศลนะจ๊ะ
ขอให้บุญรักษาเช่นกันนะจ๊ะเบิร์ด : )
สวัสดีค่ะคุณBright Lily
ขอบคุณด้วยความระลึกถึง ที่แวะมาค่ะ ดิฉันกำลังจะเข้านอนพอดี เห็นคำอวยพรจากคุณBright Lily ก่อนนอน คืนนี้ท่าทางจะหลับฝันดีจริงๆ
ขอให้คุณBright Lily นอนหลับฝันดีเช่นเดียวกันนะคะ : )
อ.แอมฯ
ไม่มีความคิดเห็น มีแต่ความคิดถึงกับเสียงหัวเราะ
อ่านเรื่องน้องทีไร จินตนาการตามได้ในทุกถ้อยความ
เป็นการถ่ายทอดที่สุดยอดมาก "เกินบรรยาย"
ทราบแล้วค่ะว่า ได้ความเป็นครูมาจากคุณพ่อคุณแม่นี่เอง
สวัสดีด้วยความดีใจมากๆๆๆค่ะพี่อึ่งอ๊อบ
เมื่อคืนแอมแปร์เข้าไปอ่านบันทึกล่าสุดของพี่อีกรอบด้วยความรู้สึกเข้าใจ (พี่เขียนเล่าความรู้สึกได้สุดยอดมาก เหมือนที่พ่อครูบาว่ามังคะ พี่มีอารมณ์ขันอะ) แอมแปร์รู้สึกคิดถึงพี่อึ่งอ๊อบมาก และเป็นห่วงพี่ด้วยใจจริง แต่กะว่าคืนนี้จะส่งอีเมลไปหาเลย จะได้พรรณนายาวๆสมใจ
วันนี้แอมแปร์นั่งทำงานอย่างยุ่งอลหม่านมาก (งานเราออกแนว"บริหารไปทั่ว"เหมือนกันเลยค่ะ) อิอิ เลยกะว่าตอนเย็นจะแวะเข้ามาอ่านอะไรเพลินๆสักแป๊บ พอเปิดปุ๊บก็เจอพี่อึ่งอ๊อบมายืนยิ้มรออยู่เลย โอ้....แอมแปร์ดีใจแบบตกตะลึงพรึงเพริดมาก
เข้าใจว่าหลายๆท่านใน G2K เคยรู้สึกคล้ายๆกันอย่างนี้นะคะพี่อึ่งอ๊อบ เวลาที่เราคิดถึงใครอย่างมาก บางทีคนนั้นก็สื่อสารมาเลย !!!...... เห็นกันตัวเป็นๆเลย : ) เป็นความบังเอิญที่น่าทึ่งมากนะจ๊ะ และแอมแปร์ก็ชอบจริงๆ เพราะเป็นความรู้สึกที่น่ารักชะมัด
สงสัยว่าคลื่นความคิดถึงนี่คงมีอยู่จริงๆ ต้องไปหาบทความเรื่อง "คลื่นพลังจิต" อ่านเสียแล้ว จะได้หายสงสัยกันไปข้าง (ที่เหลืออยู่อีกข้างก็ปล่อยให้สงสัยไป อิๆๆๆ) นึกชอบใจนักวิทยาศาสตร์ฝรั่งนะพี่ พอสงสัยปั๊บเขาก็ทดลองทันที ให้รู้ๆกันไปว่าไผเป็นไผ คือว่าไวดี : )
เดี๋ยวพรุ่งนี้แอมแปร์ลองให้ลูกศิษย์ส่งแรงคิดถึงมากๆๆๆในช่วงปีใหม่ ด้วยการให้การบ้านกระหน่ำนิวเยียร์เซลแปดชิ้นรับปีใหม่ ทูเต๊าเซิ่นเอ้ท
....เด็กๆจะไม่คิดถึงครูมั่งก็ให้รู้ไป... 55555
สุดท้ายนี้ยาวจนได้ แต่แอมแปร์คิดถึงพี่อึ่งอ๊อบจริงๆนะคะ ถึงแม้จะไม่ค่อยแวะ (เพราะตอบกลัวยาวจนเป็นอีกบันทึก) แต่ก็ติดตามข่าวคราวของพี่เสมอ..
ขอบคุณที่พี่อึ่งอ๊อบแวะมาตามแรงคิดถึงของแอมแปร์นะคะ : )
….. ”งาน” เล็กๆของครอบครัวเรา ก็ยังคงดำเนินต่อไป.... และต่อไปเช่นกัน.....
..........................................
เป็นงานที่ น่าทึ่งมากเลยคะ มีความสุขมากเลยนะคะ กิจกรรมของคุณพ่อ และคุณแม่
สวัสดีค่ะพี่หน่อย
สวัสดีปีใหม่ค่ะ น้อง อ.แอมแปร์
ไม่ค่อยได้แวะเวียนทักทาย เพราะมีงานค้างในใจมากมายจนรู้สึกไม่ปลอดโปร่งใจกับการท่องใน G2K
แต่เมื่อมาอ่านบันทึกน่ารักๆ นี้แล้วก็ให้รู้สึกว่ามาช้าไปนิดนะเนี่ย...อ่านไปขำไป และชื่นชมกับการสอนลูกเณรน้อยชาวเนปาล ที่ช่วยกันสอนทั้งบ้าน น่ารักมากๆ
และปีใหม่นี้ ขออำนาจสิ่งศักดิ์สิทธิ์ดลบันดาลให้น้อง อ.แอมแปร์ และคุณพ่อ คุณแม่ที่น่ารัก มีความสุข สุขภาพสมบูรณ์แข็งแรง พร้อมพลังกาย พลังใจ ในการสอนเณรน้อยในรุ่น ต่อๆๆ ไปนะคะ
สวัสดีปีใหม่ค่ะอ.แอมแปร์
ขอให้ครอบครัวของอาจารย์ จงประสบแต่ความสุขความเจริญ มีสุขภาพแข็งแรง นะคะ
สวัสดีปีใหม่ 2551 ค่ะ อ.แป๋ว : )
โอ... ขอบพระคุณ อ.แป๋วมากๆค่ะ สำหรับพรปีใหม่ที่เป็นมงคลยิ่งสำหรับแอมแปร์และครอบครัว แอมแปร์พนมมือรับพรด้วยความปิติค่ะ
และขอบพระคุณสำหรับ ดอกไม้สวยๆ ต้อนรับปีใหม่ (ด้วยฝีมือถ่ายรูประดับมืออาชีพของอ.แป๋ว) ทำให้ใจหวานละมุนนักนะคะ : )
"งาน"ที่บ้านแอมแปร์ทำ ก็ทำให้ชีวิตสนุกสนานดีค่ะอ.แป๋ว สอนเด็กเล็ก(หมายถึงเณรเด็กๆ)นั้นน่ารักดี เพราะท่านพูดอะไรตรงๆแบบเด็กผู้ชาย เวลาท่านพยักเพยิดแบบคนเนปาลก็น่าดูดีค่ะ วิธีส่ายหน้าบอกว่า "เยส" ของท่านก็ทำให้บ้านแอมแปร์งงกันไปพักใหญ่อะค่ะ อิอิ โชคดีที่เคยดูหนังอินเดียมาก่อนและพอเดาท่าทางกันได้ : )
แอมแปร์ก็ไม่ค่อยได้แวะไปเยี่ยมบันทึกมากนักในช่วงหลัง เพราะงานเยอะเหมือนกันค่ะ เข้าใจที่ อ.แป๋ว พูดเลยค่ะ เวลาสื่อสาร เราก็อยากให้ใจปลอดโปร่ง เขียนอะไรก็รื่นไหล แต่เวลางานยุ่งๆนี้เขียนอะไรไม่ใคร่ออก ก็เลยไม่ได้เข้าไปโพสต์เหมือนกันเลยค่ะ
สุดท้ายนี้ ขอให้ อ.แป๋วและครอบครัวมีความสุขมากๆในปีใหม่นี้ และเป็นครอบครัวที่อบอุ่นตลอดไปเช่นกันค่ะ ขอบพระคุณมากอีกครั้งค่ะ : )
อาจารย์สมบูรณ์ ....มีหนึ่งภริยา .....มีสองลูก
ประโยคนี้ผมเห็นด้วยกับคุณเบิร์ดเป็นอย่างยิ่ง (ภาษา ไม่ใช่ข้อจำกัดถ้าเราจะเข้าใจกัน) ... เพราะในความแตกต่างของรูปคำนั้น ก็สื่อความหมายในเรื่องเดียวกันได้ และสำหรับประโยชน์นี้ ผมถือว่าเป็นความเก่งกาจ..เฉลียวฉงาดของเจ้าของประโยคเป็นอย่างมาก
.....
วิธีเรียนแบบเด็กเล็กๆ ที่เริ่มจากการ”ฟัง” ก่อนและค่อยๆสั่งสมจนรู้คำและความหมายจากปริบทอันหลากหลาย ถึงแม้จะยังเขียนไม่ได้ อ่านไม่ออก แต่เมื่อเขาได้ยินคำนั้น เขาก็จะรู้ว่าหมายถึงอะไร หรือหมายความว่าอะไร
.....
ช่วงนี้ผมก็พยายามสอนลูกผ่านกระบวนการ หรือวิธีในทำนองเดียวกันนี้ เพราะถือว่าดูจะง่ายกว่าการลงมือเขียนเป็นคำ ๆ ยกตัวอย่างก่อนหน้านี้ร่วมปีมาแล้ว ผมก็พยายามชวนเขาท่องจำชื่อของญาติ ๆ ทั้งพ่อ แม่ ปู่ย่า ... หรือแม้แต่เรียกชื่อของสัตว์และของใช้ที่เขาคุ้นเคยในบ้าน จากนั้นก็พาเขาเขียนสะกดคำในสิ่งเหล่านั้น ซึ่งก็เป็นไปอย่างน่าภูมิใจ
.....
ปีใหม่นี้.... ขอให้มีสุขภาพกาย สุขภาพใจ และพลังชีวิตที่พร้อมจะสร้างสรรค์ชีวิตและสังคม สืบไป.... นะครับ
สวัสดีปีใหม่ 2551ค่ะ คุณศศินันท์
แอมแปร์พนมมือกราบสามครั้งเลยค่ะ เพราะเห็นภาพอันเป็นมงคล ขอน้อมรับพรปีใหม่ไว้ด้วยความปลื้มปิติยิ่งค่ะ
คำฝรั่งในการ์ดที่ว่า "Happiness Now and Always" นี้ ดูเหมือนเรียบง่ายแต่จับใจดีจังค่ะ การมีความสุขอยู่กับปัจจุบันนั้นช่างเป็นความโชคดีเหลือเกิน และบางทีแอมแปร์ก็เผลอทำหลุดมือไป ด้วยการไถลไปคิดถึงอดีตบ้าง ถลาไปคิดถึงอนาคตบ้าง ทั้งที่ความสุขแบบเรียบง่ายอยู่กับตัวเรา อยู่ตรงหน้าเรา และอยู่ในใจเรานี่เอง (ใช้คำว่า ไถล กับ ถลา รู้สึกเห็นภาพการเคลื่อนแบบเผลอไผลดีอะค่ะ) : )
การกำหนดใจให้อยู่กับปัจจุบัน บางทีก็ไม่ใช่เรื่องง่ายเลยนะคะ แอมแปร์ได้พยายามฝึกเป็นระยะๆ แต่ใจก็ไถลถลาไปเสียอีกทางอยู่เรื่อย อย่างไรก็ตาม แอมแปร์ก็มิได้ย่อท้อ และยังคงตั้งหน้าตั้งตาฝึกต่อไป สักวันถ้าใจนิ่งได้ แอมแปร์คงได้เห็น "quiet moments of beauty " ของความสงบในใจตัวเองบ้างอะค่ะ
ขอบพระคุณคุณศศินันท์ที่กรุณาแวะมาอวยพรปีใหม่อีกครั้งถึงบันทึกค่ะ แอมแปร์น้อมรับไว้ด้วยความรู้สึกอบอุ่นใจยิ่ง และขอคุณพระอำนวยพรให้คุณศศินันท์และครอบครัว ประสบแต่ความสุขและความสมหวังตลอดปีใหม่นี้และตลอดไปเช่นกันนะคะ กราบขอบพระคุณคุณศศินันท์มากๆอีกครั้งนะคะ
สวัสดีด้วยความคิดถึงมากเลยค่ะคุณแผ่นดิน
ดีใจมากๆๆๆเลยค่ะ ที่คุณแผ่นดินชักชวน"คนของความรัก"มาเขียนบันทึก คุณแม่น้องดิน น้องแดน น่ารักและจริงใจมากนะคะ ดิฉันชอบวิธีสื่อสารที่ตรงใจโดยไม่ต้องแต่งคำ (แบบที่ดิฉันทำไม่ได้) ของดิฉันคิดหนึ่งนิ้วต้องยาวปิ้ว..ว..ว ไปเป็นฟุตทุกที เข้าตำราคนแก่พูดยาวอะค่ะ : )
ฝากบอกคุณเจี๊ยบด้วยนะคะว่าเขียนบันทึกได้น่ารักจัง ดิฉันจะแวะเวียนไปเยี่ยมเป็นระยะๆ อ่านที่คุณแผ่นดินเล่าเรื่องงานแล้วรู้สึก เข้า ใจ ชะ มัด เลยค่ะ เพราะเราอยู่ในมหาชลาลัยเหมือนกัน : ) งานคล้ายๆกัน ถ้าทุ่มเททำก็จะหนักอึ้งเป็นโอ่งมังกรอยู่บนบ่าเรา ถ้าเราวางลงและไม่ใส่ใจเสีย ทำได้ประมาณสิบห้านาที(รวมเวลาพักรับประทานอาหารกลางวัน) เราก็จะรู้สึกผิด ต้องยกโอ่งมาวางบนหลังให้หนักอึ้งต่อไป ตามแบบข้าราชบริพารที่ดี เฮ้อ.... นึกแล้วก็กลุ้มใจตัวเอง แต่ถ้าเราเป็นคนแบบไหน เราก็เป็นคนแบบนั้นแหละค่ะคุณแผ่นดิน
งั้นก็เป็นแบบที่เราเป็นกันอยู่นี่แหละนะคะ : ) หนักหน่อย แต่ก็สุขใจ(แบบหนักๆ)ดี เหมือนที่น้องเจ้าของจดหมายเขายืนยันมากับคุณแผ่นดินนั่นไงคะ ดิฉันประทับใจเหลือเกิน อยากเข้าไปตอบแต่ยังรอๆเพราะเกรงว่าจะยาวเกินสามหน้าบันทึก (เขียนยาวล้ำหน้าเจ้าของบันทึกนี่จะโดนปรับฟาวล์รึปล่าวคะ)
อีกไม่กี่เดือนข้างหน้าดิฉันก็จะมีหลานชาย (ลูกของน้องชายแท้ๆ) แล้วค่ะ และได้ข้อคิดสำคัญเรื่องการฝึกหลานตัวน้อยให้มีสายรากท้องถิ่นยึดโยง จากวิธีที่คุณแผ่นดิน สอนลูก ดิฉันพูดภาษาใต้ไม่เก่งค่ะ เพราะที่โรงเรียนพูดกลาง ที่บ้านพ่อกับแม่ก็พูดกลางกับดิฉันกับน้อง เสียงภาษาใต้ของเราจึงเหน่อสุดยอด พูดทีไรเพื่อนๆก็ล้อเอาทุกที เลยไม่ค่อยพูด พอโตเลยพูดไม่ได้ แล้วก็เลยเสียโอกาสในความเป็นคนใต้ไปหลายเรื่อง อย่างน้อยที่สุดก็เรื่องความเข้าใจ"ความหมาย"อันลึกซึ้งสนุกสนานของคำใต้ น่าเสียดายที่ตอนเด็กๆเราไม่ค่อยพยายาม ตอนโตเลยเหน่อได้ใจจริงๆ : )
เณรน้อยเนปาลเป็นตัวอย่างที่ดีของความพยายามนะคะ และเบิร์ดก็อธิบายขยายความได้น่าประทับใจเช่นเคย ท่านมาอยู่กับคนไทย ท่านก็พยายามฟัง จำ อ่าน และพูดให้เหมือนเจ้าของภาษา เพื่อนๆสามเณรของท่านก็เป็นเด็กใต้แท้ๆ ตอนนี้เณรน้อยทั้งหลาย สามารถพูดกลางได้สำเนียงทองแดงชัดแจ๋วเหมือนเพื่อนๆของท่านเปี๊ยบเลย น่ารักชะมัดอะค่ะ : )
ขอบพระคุณสำหรับพรปีใหม่ที่ทำให้ใจมีพลังนะคะ ขอคุณพระอำนวยพรให้คุณแผ่นดิน และครอบครัวมีความสุขมากๆ ขอให้น้องแดน น้องดิน มีสุขภาพแข็งแรงทั้งกายและใจ และเป็นลูกๆที่น่ารักของคุณพ่อคุณแม่ตลอดไปค่ะ : )
สวัสดีค่ะคุณแอมป์
สวัสดีค่ะน้องแอน
เราสวนกันหลายทีแล้ว คุ้นเคยแล้วเนอะ พี่ขออนุญาตเรียกน้องแอนไปเลยนะคะ พี่เป็น ม.6 รุ่นแรกอะค่ะ ประมาณว่าเป็นรุ่นยายแล้ว อิอิ (ถาม อ .ขจิตดูได้) ถ้านับรุ่นผิดเดี๋ยวเราค่อยมาเรียงพี่เรียงน้องกันใหม่กันอีกทีเนอะ พี่ชอบชื่อนี้มานานแล้วค่ะ Lioness_ann ได้อารมณ์ลุยๆห้าวหาญแบบสุภาพสตรีดีชะมัดเลย ลูกศิษย์ขนานนามเหรอคะ : )
ขอบคุณที่น้องแอนแวะมาค่ะ และเชื่อว่าน้องแอนคงเข้าใจความรู้สึกเก้ๆกังๆเวลาสอน น้องเป็นครูในเสป็คพี่แอมป์เลย เห็นครูที่ทุ่มเททำเพื่อเด็กด้วยหัวใจทุกครั้ง พี่มีความสุขและมีกำลังใจขึ้นมากๆๆๆๆเลยจ๊ะ แอนเก่งภาษาอังกฤษนะคะ ของพี่แบบว่างูกับปลายังเมิน แต่พ่อกับแม่พี่สนุกสนานกันมาก แบบอังกิดผิดๆถูกๆของ อ.ป้าเจี๊ยบ(รสสุคนธ์)เลยอะค่ะ พอดีว่าเณรน้อยท่านให้ความร่วมมือดีมาก เลยประคองกันมาได้จนทุกวันนี้
เดี๋ยวนี้พี่แอมป์เก่งราชาศัพท์ขึ้นเยอะเลยจ๊ะแอน อิๆๆๆ : )
ขอบคุณมากๆที่แวะมานะคะ ขอให้น้องแอนมีความสุขมากๆและสมหวังในทุกสิ่งที่ตั้งใจไว้ในปีใหม่นี้นะจ๊ะ : )
สุขสวัสดีปีใหม่ครับพี่แอมป์ ขอให้พี่และครอบครัวมีความสุขตลอดไปครับ
สวัสดีค่ะน้องขจิต
ขอบคุณมากๆค่ะน้องพอล เอ๊ยน้องวิลเลี่ยม : ) คือพี่แอมป์ยังติดภาพท่านเซอร์ฯอยู่เลยอะคะ
น้องถ่ายรูปได้อารมณ์ของภาพมากเลยนะคะ เอ... พี่จะพูดยังไงเนี่ย (ถ่ายภาพได้อารมณ์ของรูป !!??...) คือที่แน่ๆ พี่รู้สึกว่าทุกภาพมีอารมณ์ และสื่อความหมายอะค่ะ ไม่แบนๆและบ้านๆอย่างภาพดิ-จิ-ต้อน ของพี่ สงสัยวันหลังต้องหัดมั่งแล้วค่ะเนี่ย
ขอบคุณมากๆสำหรับคำอวยพร และบัวขาวที่ดูแล้วสงบเย็นดอกนี้นะคะ พี่นึกถึงประโยคนี้เลย "บัวน้อมนำ ธรรมรักษา" เห็นแล้ว ชื่นตา เย็นใจ ค่ะ
ขอบคุณมากๆอีกที และขอให้โชคดีปีใหม่เช่นกันนะคะ น้องวิลเลี่ยม : )